ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี - บทที่ 1104 ทำไมถึงเลิกอู้กัน
ขณะเดียวกันที่ฉือสิงสตูดิโอ
“เชิญทางนี้ครับ” เมิ่งชั่งผายมือนำทางเฉียวเหลียง
เฉียวเหลียงพยักหน้าและเดินตามไปด้วยสีหน้าคาดหวังและภาคภูมิใจ
เขาไม่คิดเลยว่าเถิงต๋าจะเชิญตัวเองมาเป็นผู้ทดสอบพิเศษให้กับเกม VR ใหม่!
ถึงจะได้รับเชิญให้ไปทดสอบกลับใจคือฟากฝั่งมาก่อน แต่นั่นก็นานมากแล้ว
เกมใหม่ๆ อย่าง Mission & Choice กับ Fitness Battle เขาไม่เคยได้รับเชิญให้ไปทดสอบ แม้กระทั่งข่าวคราวเกี่ยวกับเกมใหม่ก็ยังไม่ได้ยินอะไรเป็นพิเศษ
เฉียวเหลียงไม่รู้ว่าบอสเผยจงใจซ่อนมันจากเขาหรือเปล่า เขาคิดว่าบอสเผยคงติดประเด็นเรื่องการประชาสัมพันธ์และการตลาดบางอย่าง
ถึงจะหาเหตุผลและข้ออ้างมากมายมาแก้ต่างให้บอสเผย แต่เฉียวเหลียงก็ยังรู้สึกคับข้องใจที่ ‘ไม่ได้รับเชิญไปทดสอบเกมใหม่’
เกิดอะไรขึ้น ทำไมอาจารย์เฉียวผู้ที่เข้าใจบอสเผยดีที่สุดถึงไม่มีสิทธิ์ได้ทดสอบเกมล่วงหน้า
ช่างน่าเศร้าจริงๆ
ด้วยเหตุนี้พอเมิ่งชั่งเชิญให้ไปทดสอบเกม VR ตัวใหม่ที่พัฒนาโดยเถิงต๋าที่ฉือสิงสตูดิโอ เฉียวเหลียงจึงรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ และปลาบปลื้มสุดๆ
เกมใหม่ของเถิงต๋าต้องการตัวเขาอีกครั้ง นี่คือสัญญาณเชิงบวกมากๆ ว่ามั้ย
ตัวฉันคงอยู่ห่างจากการเป็นพนักงานภายนอกของเถิงต๋าไม่มาก
เฉียวเหลียงเริ่มมโน
เมิ่งชั่งหยุดเท้าก่อนจะเข้าสู่โซนทำงาน
“คืองี้ครับอาจารย์เฉียว
“เนื่องจากเกมอยู่ในระหว่างขั้นตอนการทดสอบ คุณภาพในตอนนี้ไม่สามารถแสดงถึงคุณภาพในขั้นตอนสุดท้ายได้ เราไม่มั่นใจว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในอนาคต
ดังนั้นผมหวังว่าคุณจะช่วยเก็บโปรเจ็กต์นี้เป็นความลับและไม่เผยแพร่ข่าวใดๆ ออกไปบนโลกออนไลน์นะครับ
“ถ้าเป็นไปได้ ผมหวังว่าคุณจะลดการพูดคุยบนโลกออนไลน์ให้มากที่สุด รวมถึงเว็บบอร์ด กลุ่มแฟนคลับ และแพลตฟอร์มอื่นๆ ด้วยครับ”
เฉียวเหลียงตบอก “ไม่ต้องห่วงครับ ผมเป็นมืออาชีพ!
“ผมจะเก็บเป็นความลับ ไม่แพร่งพรายอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว!
“เอ่อ… ถ้าผมขอคุยในกลุ่มแฟนคลับทุกวัน แต่ไม่คุยเรื่องเกมนี้จะได้มั้ยครับ”
เมิ่งชั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ได้ครับ”
ถึงจะเป็นสัญญาปากเปล่า แต่เท่าที่เมิ่งชั่งรู้มา อาจารย์เฉียวเป็นคนรักษาคำพูดมาก เขาจะพยายามทำทุกอย่างตามที่สัญญาไว้
นอกจากนั้นแล้วเมิ่งชั่งก็ทำได้แค่สัญญาปากเปล่า
เขาจะทำอะไรได้อีก จะให้จับเฉียวเหลียงขังในบ้านระหว่างช่วงที่ทดสอบเกม และห้ามคุยในกลุ่มแฟนคลับก็คงทำไม่ได้
ทำแบบนั้นอุกอาจเกินไปและเป็นไปไม่ได้แน่นอน
ดังนั้นแค่สัญญาปากเปล่าก็เพียงพอแล้วสำหรับเมิ่งชั่ง ถึงอาจารย์เฉียวจะคุยในกลุ่มแฟนคลับ ตราบใดที่เขาไม่คุยเรื่อง Animal Island ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เหตุผลหลักที่เขาขอให้อาจารย์เฉียวมาช่วยทดสอบเกมนี้ก็เพื่อเบนความสนใจอาจารย์เฉียวออกไป จะได้ไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับกลับเกิดชั่วกัปกัลป์
การเก็บ Animal Island เป็นความลับถือเป็นผลพลอยได้
หลังจากได้คำมั่นสัญญาจากอีกฝ่าย ทั้งสองก็เดินเข้าไปในโซนทำงาน ก่อนจะได้พบหลินหวานและเยว่จือโจว
หลินหวาน เยว่จือโจว และเฉียวเหลียงรู้จักกันอยู่แล้ว พวกเขาจับมือกันอย่างอบอุ่นเมื่อได้พบกัน บรรยากาศเป็นไปอย่างสนิทสนมกลมเกลียว
แต่สายตาของหลินหวานและเยว่จือโจวที่มองไปยังเมิ่งชั่งไม่เป็นมิตรเลย ในสายตาเย็นเยียบของทั้งสองแฝงไว้ซึ่งความระแวดระวัง
ถึงตอนนี้เมิ่งชั่งจะเป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเถิงต๋า แต่หลินหวานกับเยว่จือโจวก็ยังติดภาพจำและการกระทำที่ผ่านมาของเขาอยู่
แม้เมิ่งชั่งจะเริ่มเปลี่ยนไปเพราะบอสเผยหลังเข้ามาทำงานที่เถิงต๋า แต่ใครจะรู้ได้ว่าเขาเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว
เพราะงั้นหลินหวาน เยว่จือโจว และคนอื่นๆ จึงย่อมระแวงเขาเป็นธรรมดา
เมิ่งชั่งสัมผัสได้ว่าที่นี่ไม่ต้อนรับเขา เขาจึงหัวเราะและเตรียมจะกลับออกไป “โอเคครับบอสหลิน เชิญรับตัวอาจารย์เฉียวไปคุยเรื่องการทดสอบเกมได้เลย ผมขอตัวก่อน”
หลังจากกลับออกจากฉือสิงสตูดิโอ เมิ่งชั่งก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
โชคดีที่ทุกอย่างราบรื่น!
แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องเล็กน้อยอยู่บ้าง แต่แผนของเขาก็ถือว่าประสบความสำเร็จ
อาจารย์เฉียวต้องอุทิศตัวให้กับการทดสอบเกม Animal Island อย่างแน่นอน และจะไม่ให้ความสนใจกลับเกิดชั่วกัปกัลป์
เขากำจัดอันตรายแอบแฝงบนเส้นทางสู่ค่าคอมมิชชันได้แล้ว!
ข้อบกพร่องเล็กน้อยที่ว่าคือแผนนี้ไปกระตุ้นให้หลินหวานเกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย
เมิ่งชั่งโทรหาหลินหวานก่อนและบอกว่าอาจารย์เฉียวอยากร่วมทดสอบเกม Animal Island พอหลินหวานตอบตกลง เขาก็โทรไปเชิญอาจารย์เฉียวมาฉือสิงสตูดิโอเพื่อทดสอบเกม
เล่นกันง่ายๆ แบบนี้เลย
แต่แผนนี้ไม่ได้ไร้ที่ติ ความเสี่ยงยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่คือหลินหวาน เยว่จือโจว และเฉียวเหลียงนั้นสนิทกัน แต่หลินหวานกับอาจารย์เฉียวไม่ได้สนิทกับเมิ่งชั่ง…
ทำไมพวกเขาต้องติดต่อกันผ่านคนไม่สนิทด้วย
จุดนี้ดูแปลกมาก
เมิ่งชั่งอธิบายไปว่าด้วยความที่เป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและการตลาด เขาต้องทำแคมเปญโปรโมตของเดือนหน้า ซึ่งบังเอิญเกี่ยวข้องกับอาจารย์เฉียวและฉือสิงสตูดิโอพอดี
ถึงจะใช้ข้ออ้างที่ฟังไม่ค่อยขึ้นเอาตัวรอดมาได้ แต่ก็ชัดเจนว่าไม่สามารถขจัดความสงสัยของหลินหวานได้อย่างสมบูรณ์
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ถึงหลินหวานจะสงสัยเรื่องแรงจูงใจของเขา แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะเดาความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้ออก เพราะสัญญาระหว่างเมิ่งชั่งกับบอสเผยเป็นความลับสุดยอด ไม่มีทางที่คนอื่นจะรู้
หลังจากจัดการเรื่องอาจารย์เฉียวเสร็จ เมิ่งชั่งก็รู้สึกสบายใจขึ้นและเตรียมกลับไปคิดดูให้ละเอียดว่ายังมีช่องโหว่อยู่อีกไหม
…
หลินหวานหาโต๊ะทำงานให้เฉียวเหลียงในโซนทำงานของฉือสิงสตูดิโอ จากนั้นก็หาแว่น VR แบรนด์ต่างประเทศมาให้
ในแว่น VR มีเดโม่ Animal Island ติดตั้งไว้
“เกมยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา น่าจะมีบั๊กอยู่เพียบ ถ้าเจอปัญหาอะไรระหว่างทดสอบเกม บอกหัวหน้าทีมออกแบบของโปรเจ็กต์ได้ตลอดเลยนะคะ” หลินหวานบอก
เฉียวเหลียงพยักหน้าทันที “ได้เลยครับ!
“บอสเผยเคยเชิญผมไปร่วมทดสอบภายในของเกมกลับใจคือฟากฝั่ง ตอนนั้นผมมีส่วนช่วยเรื่องการปรับสมดุลเกมเยอะเลย!”
เฉียวเหลียงพูดอย่างภาคภูมิใจ
ไอ้ ‘มีส่วนช่วยเรื่องการปรับสมดุล’ เกมที่เขาว่าคือการทุ่มเททดสอบเลือดตาแทบกระเด็นเพื่อหาอาวุธที่ดีที่สุดในเกม แต่สุดท้ายกลับโดนบอสเผยเนิร์ฟทิ้ง
ยิ่งเป็นง้าวและอาวุธต่างๆ ที่ช่วยลดความยากของเกมได้ ยิ่งโดนเนิร์ฟทิ้งจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
ตอนนั้นเฉียวเหลียงไม่เข้าใจเหตุผลเลย ถึงขั้นคิดว่าบอสเผยจงใจกลั่นแกล้งให้เขาเล่นลำบากขึ้น
แต่ทันทีที่ผู่ตู้ถูกค้นพบ เฉียวเหลียงก็เข้าใจทันทีว่าทําไมบอสเผยถึงเนิร์ฟอาวุธพวกนั้น
ที่ทำแบบนั้นก็เพื่อเน้นย้ำความแข็งแกร่งของผู่ตู้ และยกระดับประสบการณ์การสัมผัสเนื้อหาเกมของผู้เล่น!
ด้วยเหตุนี้เฉียวเหลียงจึงภูมิใจกับการมีส่วนช่วยในเกมกลับใจคือฟากฝั่งมาตลอด
หลินหวานยิ้ม “กลับใจคือฟากฝั่งเหรอคะ เยี่ยมเลย โปรเจ็กต์เราน่าจะใช้เวลาพัฒนาอีกเดือนกว่าๆ แบบนี้ก็เหมาะเจาะพอดีเลย”
เฉียวเหลียงผงะไป “เหมาะเจาะพอดี? หมายถึงอะไรเหรอครับ”
ตอนแรกหลินหวานตั้งใจจะพูดเรื่อง DLC ใหม่ของกลับใจคือฟากฝั่ง แต่เธอก็ฉุกใจได้ก่อน
เธอพูดเรื่องนี้ไม่ได้
เพราะ DLC ของกลับใจคือฟากฝั่งเกี่ยวข้องกับการดัดแปลงผลงานของคอร์สสร้างแรงบันดาลใจของเว็บจงเตี่ยนจงเหวิน บอสเผยสั่งห้ามไม่ให้แพร่งพรายเรื่องนี้เด็ดขาด!
โชคดีที่หลินหวานพลั้งปากไปแค่ ‘เหมาะเจาะพอดี’ และไม่ได้พูดอะไรอีก
แบบนี้ไม่น่าจะถือเป็นการแพร่งพรายข้อมูลใช่มั้ยนะ
หลินหวานรีบแก้คำพูด “ไม่มีอะไรค่ะ เดี๋ยวถึงเวลาก็จะรู้เอง
“โอเคค่ะ หนูมีงานต้องทำ เชิญทดสอบเกมได้เลย ถ้ามีข้อสงสัยอะไรก็แวะมาหาหนูได้”
หลินหวานรีบชิ่งทันทีหลังจากพูดจบ เพื่อที่เฉียวเหลียงจะได้ไม่นึกเอะใจและถามอะไรต่อ
เฉียวเหลียงมองหลินหวานเดินจากไปด้วยสายตางงงวย
เหมาะเจาะที่ว่าหมายความว่ายังไง
หรือว่าหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนจะมีเกมใหม่ให้ทดสอบอีก
…
ขณะที่นักเขียนในคอร์สสร้างแรงบันดาลใจแก้ไขผลงานของตัวเองอย่างเมามัน เหล่านักอ่านก็ถกประเด็นเดียวกันในกลุ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เกิดอะไรขึ้นกับพวกนักเขียนจอมอู้ในคอร์สสร้างแรงบันดาลใจ
ทำไมจู่ๆ ก็เปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ!
โดยเฉพาะชุยเกิ่งกับนักเขียนอีกสองคน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะแก้งานอย่างขยันขันแข็งตลอดช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ในหนึ่งวันแก้ไปได้มากกว่าสิบตอน
นอกจากนั้นยังไม่ใช่แค่การแก้คำผิดเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นการแก้เนื้อหาหลายส่วน ทั้งยังขัดเกลาให้มีความสมเหตุสมผลและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เมื่อลองคำนวณดูแล้ว นักเขียนเหล่านี้น่าจะทำงานกันอย่างน้อยห้าถึงหกชั่วโมงต่อวัน
ซึ่งยังไม่นับเวลาที่ใช้ในการทบทวนเรื่องราวและปรับเค้าโครงของเรื่องใหม่
ถ้านับรวมเวลาทั้งหมดก็น่าจะทำงานกันประมาณแปดชั่วโมง
สำหรับจอมอู้พวกนี้ การทำงานแปดชั่วโมงถือเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ!
ส่วนนักเขียนคนอื่นๆ ถึงจะไม่ได้แก้งานกันบ่อยนัก แต่ก็ลงงานกันเพิ่มขึ้นหรือไม่ก็เตรียมเขียนเรื่องใหม่ ไม่มีใครมัวอู้อยู่อีก
นี่คือการบิดเบือนธรรมชาติมนุษย์หรือการเสื่อมโทรมของศีลธรรม
ความสุขมาถึงโดยไม่ทันตั้งตัวจนดูเกินจริง เหล่านักอ่านเริ่มเดากันว่าเกิดอะไรขึ้น
“พวกจอมอู้เลิกอู้กันทีละคนแบบนี้ต้องมีเหตุผลเบื้องหลังแน่! ถ้าสิทธิประโยชน์ต่างๆ ยังเหมือนเดิม พวกเขาคงไม่มีทางอยู่ในสภาพนี้แน่!”
“ได้ค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเหรอ”
“ไม่น่าใช่ เท่าที่รู้มาค่าลิขสิทธิ์ของคอร์สสร้างแรงบันดาลใจอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากแล้วในวงการ
อีกอย่างถ้าเพิ่มค่าลิขสิทธิ์ให้จริงๆ ชุยเกิ่งกับหยูเฟยก็น่าจะลงตอนเพิ่มหรือแต่งเรื่องใหม่สิ ทำไมต้องกลับไปแก้งานเดิมด้วย แก้ไปก็ไม่ได้เงินเพิ่มสักหน่อย”
“อาจจะเปลี่ยนกฎใหม่ แก้งานแล้วได้เงินไรงี้”
“ถ้างั้นทำไมนักเขียนคนอื่นๆ ไม่แก้งานเพื่อทำเงินล่ะ”
“แล้ว…จะเป็นอะไรได้อีก คิดไม่ออกแล้วจริงๆ”
“อาจจะให้พื้นที่แนะนำพิเศษตามผลงานรึเปล่า ไม่ก็ได้สิทธิ์เอาไปลงแพลตฟอร์มอื่น หรือไม่ก็ได้โบนัสการันตี”
พลังมโนของชาวเน็ตแกร่งกล้ามาก แต่ก็ไม่มีใครเดาถูก
เพราะเว็บจงเตี่ยนจงเหวินไม่เคยนำผลงานไปดัดแปลงมาก่อน ชาวเน็ตจึงไม่คิดไปในทิศทางนั้น
ความคิดของพวกเขาจำกัดอยู่แค่พื้นที่แนะนำดีๆ ขยายช่องทางการเผยแพร่ผลงาน และสัญญาที่ดีขึ้น