ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี - บทที่ 878 มุมมองทางวัฒนธรรมของ Mission & Choice
ลู่จือเหยาเหม่อไปเลย เดิมทีบทของ Mission & Choice แบ่งออกเป็นส่วนๆ ผู้กํากับจูเสี่ยวเช่อจงใจ ทําแบบนี้เพื่อให้ลู่จือเหยา ‘สามารถวิเคราะห์บทได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนและทําให้การ แสดงในปัจจุบันไม่ไดร้ับผลกระทบจากการรู้ตอนจบ’
ผู้กํากับจูเสี่ยวเช่อบรรลุเป้าหมายนี้
ลู่จือเหยาสามารถสวมบทบาทเป็นฉินอี้ได้จริงๆ ในการแสดงแต่ละตอน เพราะไม่
รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นจงึแสดงออกมาได้ใกล้เคียงกับสภาพจริงของฉนิอี้ในบท แต่ก็ทําให้เกิดปัญหาอีกอย่างคอืลู่จือเหยาใจจะขาดกับข้อมูลที่ได้มาเป็นส่วนๆ แต่ละครั้งเขาได้บทมาแค่ส่วนเล็กๆ แต่การพัฒนาโครงเรื่องนั้นซับซ้อนมาก บท
มักตัดจบตอนที่อยากรู้เนื้อหาส่วนถัดไปทุกครั้ง ลู่จือเหยาไม่คิดเลยว่าแม้ในที่สุดจะได้บทส่วนสุดท้ายมาแล้ว แต่ก็ยังจบแบบค้าง
คาอยู่ดี ไม่มีเนื้อหาต่อจากนั้น!
จุดนี้ทําให้ลู่จือเหยาปวดใจและสิ้นหวัง แน่นอนเขาเองก็รู้ว่าจากเนื้อหาในตอนนี้โครงเรื่องทั้งหมดจบสมบูรณ์แล้ว มี
จุดเริ่มต้นและจุดพลิกผัน เนื้อหาถือว่าเพียงพอสําหรับหนังหนึ่งเรื่อง หวงซื่อปั๋วกับผู้กํากับจูเสี่ยวเช่อน่าจะยังไม่ได้คิดเนื้อเรื่องส่วนถัดไปเหมือนกัน
พวกเขาทิ้งตอนจบแบบค้างคาไว้เพื่อทําภาคต่อ แต่ถึงลู่จือเหยาจะรู้เรื่องนี้อยู่แก่ใจ เขาก็ยังอดสบถด่า ‘ตอนจบแบบค้างคา’
ไม่ได้อยู่ดี
หลังจากสงบใจลงลู่จือเหยาก็เริ่มพิจารณาส่วนสุดทา้ยของบทอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาผ่านการท้าทายทักษะการแสดงมาทุกแง่มุม จนคิดว่ามี
ประสบการณ์มากพอและไม่เกรงกลัวอะไรทั้งนั้น แต่พอเห็นบทส่วนสุดท้ายลู่จือเหยาก็ตระหนักว่าความยากจริงๆ อยู่ที่ตอนจบ!
ยังมีเหตุการณ์พลิกผันอีกมากมายในช่วงท้ายเรื่อง อารมณ์ของฉินอี้พังทลายจาก ความสิ้นหวังก่อนจะพบโอกาสรอดชีวิตในความสิ้นหวัง จากนั้นก็ใช้การพูดปลุกใจ สร้างขวัญกําลังใจให้ทหารทุกนาย และแสดงให้มนุษยชาติเห็นแสงแห่งชัยชนะได้ สําเร็จ
ถ้าบทจบตรงนี้ก็คงเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์มาตรฐานที่มีตอนจบแบบปลุกใจตาม
พิมพ์นิยม แต่บทกลับหักมุมตอนที่ฉินอี้กําลังจะเห็นแสงแหง่ชัยชนะ
ฉินอี้ในสภาพไม่ได้สติตระหนักว่าตัวเองมีจิตใต้สํานึกรังของเผ่าพันธุ์เซิร์ก จิตใต้ สํานึกรังทําให้เขามองปัญหาจากมุมมองของเซิร์กและเห็นอกเห็นใจเหล่าเซิร์ก ฉินอี้ พบว่ามนุษย์เป็นคนเปิดฉากโจมตีเซิร์กก่อน ว่ากันตามตรงแล้วพวกเซิร์กเป็นฝ่ายโดน รุกราน หลังได้สติกลับคืนมาเขาก็สั่งให้ทหารทุกนายหยุดโจมตี สงครามระหว่างมนุษย์
กับเซิร์กถูกบังคับให้หยุด ถ้าเรื่องราวจบลงตรงนี้มนุษย์กับเซิร์กก็จะจับมือกันสร้างจักรวาลอันงดงามไป
ด้วยกัน ถือเป็นตอบจบสไตล์การเมืองตามมาตรฐานของหนงัตะวันตก แต่ฉินอี้ดันไม่อยากจับมือสร้างสันติกับเซิร์ก เขาตลบหลังพวกเซิร์กโดยการหา ตําแหน่งราชินีเซิร์กและราชินีรองทั้งหมดผ่านจิตใต้สํานึกรัง จากนั้นก็เปิดฉาก ปฏิบัติการล่าตัดหัว ฉินอี้โกหกพวกเซิร์กเพื่อมนุษยชาติแต่กลับโดนลวงหลอกและทอดทิ้ง เนื่องจาก ราชินีเซิร์กกับราชินีรองถูกกวาดล้างหมด สุดท้ายฉินอี้ก็ได้ขึ้นเป็นผู้นําเหล่าเซิร์กขณะ โดยสารอสูรยักษ์ท่องไปในอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุด ในบทส่วนนี้อารมณ์ของฉินอี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มีทั้งตื่นเต้น ทั้งตกใจเมื่อค้นพบความจริง ทั้งเลือดเย็น ทั้งรู้สึกโดนหักหลัง…
โดยเฉพาะฉากสุดท้ายตอนที่ฉินอี้ตื่นขึ้นมาในบ่อฟักตัวภายในอสูรยักษ์ จะมีช็อต ถ่ายระยะใกล้ที่ลู่จือเหยาต้องแสดงอารมณ์ซับซ้อนของฉินอี้ด้วยการมองกล้องเพียง ครั้งเดียว เห็นได้ชัดว่าสําหรับลู่จือเหยา บทส่วนนี้ยากกว่าส่วนที่ผ่านมาหลายเทา่!
อย่างที่เขารู้มาตั้งแต่ต้น ฉินอี้เป็นตัวละครที่ทดสอบฝีมือการแสดงของเขาสุดๆ
เพราะตัวละครนี้วางบทมาให้เป็นทหารใจแกร่งดั่งหนิผา ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ฉินอี้มกัไร้อารมณ์ความรู้สึก ถึงมีก็จะข่มกลั้นเอาไว้ แต่ในบทส่วนนี้โชคชะตาของฉินอี้สลับซับซ้อนเกินไป เขามักพบกับความสิ้นหวัง
และความเจ็บปวดถึงขีดสุด ทําให้ลู่จือเหยาหาจุดสมดุลได้ยากมาก หากยัดเยียดอะไรเกินไปแม้แต่นิดเดียวตัวละครฉินอี้ก็จะพังลงได้ คงไม่เหมาะถ้า จะให้ทหารใจแกร่งเดือดจัดหรือสติแตก แต่ถ้าแสดงออกน้อยเกินไปผู้ชมก็จะคิดว่าลู่ จือเหยาขาดทักษะการแสดง และสื่อสารอารมณ์ออกมาได้ไม่ดีพอ เมื่อเทียบกันแล้วตัวละครอายุน้อยนั้นแสดงได้ง่ายกว่า เพราะอารมณ์ของตัว ละครประเภทนี้ตรงไปตรงมา ดีใจก็คือดีใจ โกรธก็คือโกรธ ไม่มีความซับซ้อน ระดับ อารมณ์มีความยืดหยุ่น กลับกันการรับบทเป็นกัปตันฉินอี้ผู้มีความตั้งใจอันแรงกล้านั้นยากที่สุด ลู่จือเหยาถอนหายใจเบาๆ ดูเหมือนว่าหลายวันต่อจากนี้จะยุ่งอีกแล้ว เขาอยากศึกษาบทกับกระจกอยู่ในโรงแรม อยากปรับปรุงทักษะการแสดงและสี
หน้าเพื่อให้แสดงเนื้อเรื่องส่วนสุดท้ายได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ลู่จือเหยาก็เลือกหยิบบททั้งหมดที่มีมาอ่านตั้งแต่ต้นจนจบอีกคร้ัง แล้ว
วิเคราะห์เนื้อเรื่องจากมุมมองของตัวเอง ความประทับใจที่ตราตรึงที่สุดท่ีเรื่องนี้ทิ้งไว้ให้ลู่จือเหยาคือ ‘มุมมองทาง
วัฒนธรรม’ ในฐานะนักแสดงลู่จือเหยาดูหนังมาหลายเรื่อง เขาเคยดูหนังแนวต่างๆ จาก
หลากหลายประเทศ เนื้อเรื่องของ Mission & Choice ถ้าแยกออกมาเป็นส่วนๆ ก็ไม่ได้มีความ
พิเศษอะไรเมื่อเทียบกับหนงัแนวไซไฟทั่วไป แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติ
เพราะ ‘เซิร์ก’ ปรากฏตัวในหนังแนวไซไฟมาหลายทศวรรษแล้ว หนังที่ออกมา ก่อนนําเสนอแนวคิดจากหลากหลายแง่มุมด้วยหลากหลายวิธี แทบไม่เหลือช่องให้คน รุ่นใหม่สร้างสรรค์สิ่งใหมๆ่ ออกมาได้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะล้มล้างโครงเรื่องทิ้งหมดเมื่อมีผลงานสุดคลาสสิกมากมาย
ขนาดนี้ แต่ลู่จือเหยามองว่าความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเกม Mission & Choice คือ การผสมผสานมุมมองทางวัฒนธรรมของจีนและตีมไซไฟเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในจีนหนังแนวไซไฟหาได้ยากมาก เพราะหนังแนวไซไฟใช้ทุนสร้างสูงเกินไปและ ต้องใช้พร็อบสั่งทําพิเศษ เอฟเฟ็กต์พิเศษ และทีมงานขนาดใหญ่ ถ้าขาดประสบการณ์ ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะทําให้หนังออกมาด้อยคุณภาพ ดังนั้นแม้แต่ในตลาดหนังจีน พอพูดถึงหนังไซไฟผู้คนก็มักจะนึกถึงหนังไซไฟ
ฟอร์มใหญ่ของยุโรปและอเมริกา ปัญหาคือหนังไซไฟดังๆ แทบทั้งหมดที่เห็นในปัจจุบันมักนําเสนอเรื่องราวผ่าน
มุมมองวัฒนธรรมตะวันตก
ทําให้ผู้ชมจีนหลายคนเกิดคําถามและรู้สึกเข้าไม่ถึงค่านิยมที่แสดงให้เห็นในหนัง
ไซไฟเหล่านั้น สิ่งที่ชาวตะวันตกคุ้นชินเป็นสิ่งที่ชาวจีนยอมรับไม่ได้เลย แนวคิดของเรื่อง Mission & Choice จริงๆ เขียนขึ้นโดยนักเขียนนิยายแนวไซ ไฟชื่อดังจากต่างประเทศในปีค.ศ. 1985 แถมยังได้รางวัล Hugo Award กับ
Nebula Award ด้วย ถือเป็นนิยายแนวไซไฟสุดคลาสสิกตลอดกาล
แต่ในเรื่องผู้บัญชาการยังเป็นเด็ก เขารู้สึกผิดมากหลังจากกวาดล้างเหล่าเซิร์ก จึง พาราชินีเซิร์กที่ยังไม่โตเต็มวัยเดินทางไปในอวกาศเพื่อหาบ้านหลังใหม่ โดยหวังว่าจะ ได้ไถ่โทษให้ตัวเอง นี่คือแนวคิดมาตรฐานของชาวตะวันตก เหมือนที่หลายคนในองค์กรคุ้มครอง สัตว์ฝั่งตะวันตกออกมาเรียกร้องให้มนุษย์กินมังสวิรัติเพื่อให้สัตว์ได้รับสิทธิเท่าเทียม กับมนุษย์…
จุดนี้อาจเป็นความถูกต้องทางการเมืองและความเมตตาของผู้ที่อาศัยอยู่ในภูมิ
หลังวัฒนธรรมตะวันตก แต่สําหรับคนที่อาศัยอยู่ในภูมิหลังวัฒนธรรมจีนถือเป็นความโง่เขลาและความ
หน้าซื่อใจคด เป็นการสําแดงถึงความเมตตาอันเหลือล้นของพระแม่มารีย์ ชาวตะวันตกร้องปาวๆ ถึงความถูกต้องทางการเมืองและถึงขั้นต่อสู้เพื่อสิทธิและ ผลประโยชน์ของสัตว์ แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพราะชีวิตของพวกเขามั่งคั่งและสะดวกสบาย เกินไป มีทรัพยากรล้นเหลือและพลังงานมากพอที่จะส่งต่อความเห็นอกเห็นใจใน
ระดับที่มากเกินเหตุไปทั่วสารทิศในขณะที่ตัวเองมีกินมใีช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย รากเหง้าของชีวิตที่มั่งคั่งและสะดวกสบายของชาวตะวันตกคือการเอารัดเอา เปรียบ การปล้นสะดม และการสังหารนองเลือดทั่วโลกที่บรรพบุรุษของพวกเขาทําไว้ เมื่อหลายร้อยปีกอ่น ระหว่างที่ชาวตะวันตกออกมาเรียกร้องว่า ‘สัตว์ก็มีสิทธิเช่นกัน’ พวกเขากลับไม่ เคยเหลียวหลังมองชาวอะบอริจินท่ีถูกบรรพบุรุษของตัวเองฆ่า พวกเขาไม่ตระหนัก เลยว่าความมั่งคั่งของตัวเองมาจากการปล้นสะดมและแสวงหาประโยชน์จากส่วนที่ เหลือของโลก ในขณะที่ชาวตะวันตกเหล่านี้เรียกร้องสิทธิให้สัตว์ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ประเทศของพวกเขากลับกําลังรังแก กดขี่ และเอารัดเอาเปรียบประเทศอื่นๆ ในโลก พวกเขาก่อสงคราม สร้างความอดอยากและโรคระบาด ปล่อยให้เพื่อนมนุษย์เหมือน อาศัยอยู่ในนรก ดังนั้นการที่มนุษย์เห็นใจเซิร์กจึงเป็นสิ่งที่โง่เขลาและหน้าซื่อใจคดในมุมมอง
วัฒนธรรมจีน ถ้าชาวตะวันตกแบ่งความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อสัตว์สักครึ่งหนึ่งมาปฏิบัติกับผู้คน
ต่างเชื้อชาติและประเทศอื่นๆ โลกจะน่าอยู่ขึ้นกว่านี้ ในเนื้อเรื่องเซิร์กเป็นเผ่าพันธุ์ในจักรวาลที่เป็นภัยคุกคามต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด พวกมันมีจิตใต้สํานึกที่แข็งแกร่ง มีการส่งต่อข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และ ความสามารถในการสืบพันธุ์ที่เยี่ยมยอด การดํารงอยู่ของพวกมันคือการขยายและ สืบพันธุ์อย่างต่อเนื่องในจกัรวาลและกวาดล้างเผ่าพันธุ์อื่น ถึงราชินีเซิร์กจะอยากอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างสงบสุข แต่เผ่าพันธุ์พวกมันก็เป็นภัย
คุกคามร้ายแรงต่อการมีชีวิตรอดของมนุษย์ การที่มนุษย์เห็นใจและไว้ชีวิตพวกเซิร์กเท่ากับเป็นการเก็บงูเข้าบ้าน จะรู้ได้ยังไง
ว่าราชินีเซิร์กไม่ได้โกหก จะมั่นใจได้ยังไงว่าราชินีเซิร์กจะไม่เปลี่ยนความคิดในอนาคต ภายใต้สถานการณ์นี้ การกําจัดเผ่าพันธุ์เซิร์กจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด
สําหรับมนุษยชาติ การเห็นใจและปกป้องพวกเซิร์กจะเป็นการทําให้มนุษย์ตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง
Mission & Choice นํามุมมองวัฒนธรรมจีนมาใช้อย่างเต็มท่ีในตีมนี้