ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี - บทที่ 910 ควรเริ่มถ่ายคลิปโปรโมตร้านข้างทางจากที่ไหน
- Home
- ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี
- บทที่ 910 ควรเริ่มถ่ายคลิปโปรโมตร้านข้างทางจากที่ไหน
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์
หวงซื่อปัวพาทีมงานเฟยหวงสตูดิโอกับจางหยาฮุยซึ่งเป็นตัวแทนจากสาวหน้านิ่งไปที่ฉางอาน
วัฒนธรรมอาหารของจีนมีประวัติศาสตร์มายาวนาน มีตลาดกลางคืนดังๆ อยู่ทั่วประเทศ
หลายแห่งมีชื่อเสียงไปทั้งประเทศ เช่น ตลาดกลางคืนเกาจวง ตลาดกลางคืนถนนตงซิน ตลาดกลางคืนจางกงเฉียว ตลาดกลางคืนซีซือ ตลาดกลางคืนสือจือเจีย และอื่นๆ
ตลาดกลางคืนเหล่านี้รวบรวมอาหารและเครื่องดื่มท้องถิ่นเอาไว้
ทุกคืนจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คน มีแสงจากเปลวไฟ เสียงตะโกนขายของ หยาดเหงื่อ และเบียร์เย็นๆ
ตลาดกลางคืนสะท้อนความมีชีวิตชีวาของเมืองอันเป็นเอกลักษณ์และกลิ่นอายของวัฒนธรรมท้องถิ่น
ตลาดกลางคืนเป็นสถานที่ซึ่งอาหารเลิศรสมารวมตัวกัน และเป็นสถานที่ที่ดีในการตั้งร้านข้างทาง
สถานที่ถ่ายทำแรกที่ทีมงานเลือกคือตลาดกลางคืนถนนตงซินของฉางอาน
ตลาดกลางคืนนี้มีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980
ร้านอาหารและร้านข้างทางส่วนใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของถนนตงซิน
ร้านอาหารเก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดสามร้านได้แก่ ไก่ตกถังตระกูลหวัง ซาลาเปาตระกูลเจิง และผักตุ๋นของเฒ่าเฉิน
หวงซื่อปัวทำการบ้านเกี่ยวกับเนื้อหาเหล่านี้ไว้แล้วก่อนที่จะมาถึง
แม้ว่าจูเสียวเช่อจะเป็นผู้กำกับและควรรับตำแหน่งผู้นำทีม แต่เขาก็มีงานสำคัญกว่าที่ต้องจัดการ
ซึ่งก็คือคอยกำกับดูแลการตัดต่อและงานขั้นตอนหลังผลิตของ
Mission & Choice
เพราะยังไงจูเสียวเช่อก็เป็นผู้กำกับ Mission & Choice
ในขั้นตอนสุดท้ายยังมีปัญหามากมายที่เขาจำเป็นต้องตัดสินใจ
ดังนั้นหวงซื่อปัวจึงเป็นคนนำทีมรอบนี้ เขาเลือกผู้กำกับคนใหม่ในสตูดิโอ ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ฝึกฝนเด็กใหม่
ตอนที่พวกเขาไปถึงโรงแรมยังเช้าอยู่ ทุกคนเช็กอินแล้วมารวมตัวกันที่จุดพักผ่อนของโรงแรม
พวกเขาตั้งใจจะคุยกันว่าควรถ่ายคลิปโปรโมตออกมายังไง
พวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะถ่ายตลาดกลางคืน แต่เนื้อหาของตลาดกลางคืนนั้นกว้างเกินไป ยังไม่มีธีมที่ชัดเจนว่าจะถ่ายทำอะไร
หวงซื่อปัวกับทีมงานทั้งหมดไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ หัวข้อเจาะจงที่จะถ่ายทำขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวแทนจากสาวหน้านิ่ง ซึ่งก็คือจางหยาฮุย
แต่สิ่งที่ทำให้หวงซื่อปัวงุนงงคือ คนเดียวที่มาจากสาวหน้านิ่งคือจางหยาฮุย
แถมจางหยาฮุยยังดูไม่ค่อยรู้เรื่องกิจการสาวหน้านิ่งมากนัก
เขาเป็นแค่เจ้าของร้านข้างทางที่เพิ่งเข้ามาทำงานกับสาวหน้านิ่ง
หวงซื่อปัวโทรไปถามฉีเหยียนซึ่งเป็นผู้จัดการสาวหน้านิ่ง
ฉีเหยียนบอกว่าทุกอย่างโอเค เพราะเธอเล่าความคิดทั้งหมดให้จางหยาฮุยฟังเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองมีความคิดเห็นเหมือนกัน
เธอยังต้องรับผิดชอบการบริหารงานประจำวันของร้านและวางแผนงานสำหรับห้องวิจัยอาหาร จึงไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้
และบอกให้หวงซื่อปัวคุยงานทุกอย่างกับจางหยาฮุย ถ้ามีเรื่องที่ตัดสินใจไม่ได้จริงๆ ก็ค่อยโทรหาเธอ
หวงซื่อปัวคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผลดี
ดูจากสภาพร่อแร่ของสาวหน้านิ่งในตอนนี้ จางหยาฮุยจะตัดสินใจเองหรือให้ฝ่ายบริหารสาวหน้านิ่งจัดการ ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกันมาก
ทุกคนจ้องจางหยาฮุย รอให้เขาบอกแนวทางการถ่ายคลิปโปรโมต
จางหยาฮุยไม่เคยร่วมงานกับทีมถ่ายทำมืออาชีพแบบนี้มาก่อน ตอนนี้เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน
เขาสงบสติอารมณ์แล้วพูดขึ้น
“อันที่จริงบอสฉีไม่ได้มีจุดประสงค์พิเศษอะไรในการถ่ายทำคลิปโปรโมตนี้”
“จุดประสงค์หลักคือการถ่ายชีวิตประจำวันของเจ้าของร้านข้างทาง และนำเสนอความยากลำบาก รวมถึงชีวิตของเจ้าของร้านข้างทางให้ชาวเน็ตเห็น”
“แน่นอนว่าเราต้องส่งเสริมอาหารพื้นเมืองจีน และเน้นไปที่อาหารร้านข้างทางซึ่งมีการสร้างนวัตกรรมเหนือประเพณีดั้งเดิม…”
“เหตุผลที่เราอยากถ่ายเกี่ยวกับร้านข้างทางหลักๆ เป็นเพราะก่อนหน้านี้สาวหน้านิ่งจัดงานแข่งขันสตรีตฟู้ด บอสเผยให้การยอมรับเรื่องนี้มากๆ”
“บอสฉีจึงคิดว่าการขุดลึกลงไปเรื่องอาหารข้างทาง น่าจะเป็นทิศทางในการพัฒนาสาวหน้านิ่งต่อไปในอนาคต”
“นอกจากนั้นภาพลักษณ์แบรนด์สาวหน้านิ่งกับเมนูหลัก ก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับร้านข้างทาง”
หวงซื่อปัวยังงงอยู่
“ผมเข้าใจสิ่งที่จะสื่อโดยภาพรวมนะ แต่เนื้อหายังซับซ้อนเกินไป ไม่มีกการเน้นหัวข้อไหนเลย”
“เราจะถ่ายอาหารหรือชีวิตประจำวันของเจ้าของร้านกันแน่ แบบแรกจะออกมาเป็นคลิปโปรโมตอาหาร ส่วนแบบหลังจะเอนไปทางสารคดีมากกว่า”
จางหยาฮุยผงะไป
“เอ่อ… ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน พี่หวงคิดยังไงเหรอครับ”
หวงซื่อปัวพูดอะไรไม่ออก เขาคิดในใจว่าพวกนายเป็นคนอยากถ่ายคลิปนี้แต่ดันไม่มีความคิดที่ชัดเจนเลยมาถามฉันเนี่ยนะ
แต่พอคิดดูอีกที สาวหน้านิ่งก็เพิ่งเข้าร่วมเถิงต๋าได้ไม่นาน
จางหยาฮุยเดิมก็เป็นแค่เจ้าของร้านข้างทาง และไม่ได้รับอิทธิพลจากจิตวิญญาณเถิงต๋า จึงไม่แปลกที่จะไม่เข้าใจคำถามเหล่านี้
ในสถานการณ์แบบนี้ พนักงานเถิงตํารุ่นเก๋าอย่างเขาต้องเป็นคนนำทาง!
เขาตบอกแล้วพูดขึ้น
“โอเค ผมจะเล่าความคิดเห็นของตัวเองจากมุมมองของบอสเผยให้ฟังแล้วกัน”
“สุดท้ายแล้วเราก็ยังต้องโปรโมตสาวหน้านิ่ง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องสร้างความประทับใจว่าสาวหน้านิ่งใส่ใจอาหารแบบดั้งเดิม รวมถึงมรดกอาหารท้องถิ่นผ่านคลิปโปรโมตนี้”
“ดังนั้นผมจึงเสนอให้เราเลือกเมือง เลือกอาหารท้องถิ่น แล้วเล่าเรื่องราวส่วนตัวของเจ้าของร้านข้างทาง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์มองภาพใหญ่ผ่านรายละเอียดเล็กๆ”
“ที่ผ่านมาคลิปโปรโมตส่วนใหญ่เน้นไปที่อาหาร เช่น วัตถุดิบที่ใช้ล้ำค่าขนาดไหน ขั้นตอนการปรุงซับซ้อนมากเท่าไหร่ ฝีมือของคนทำประณีตแค่ไหน และอื่นๆ”
“แต่ถ้าเราขยายขอบเขตเป็น
“ร้านข้างทาง”
ทั้งหมด มุมมองนี้ก็จะค่อนข้างเป็นมุมมองในทางเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย”
“พวกเราทุกคนรู้ว่าร้านข้างทางเป็นงานหนัก เจ้าของร้านข้างทางหลายคนมีชีวิตที่ยากลำบาก”
“ดังนั้นโครงเรื่องของคลิปเราจึงแบ่งได้คร่าวๆ เป็นสามส่วน”
“ส่วนแรกคือแนะนำเมืองและตลาดกลางคืนที่เราจะถ่ายทำกัน ในตอนนี้แนะนำอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงบางส่วน จากนั้นก็ขยายขอบเขตเพื่อสรุปวัฒนธรรมอาหารของทั้งภูมิภาคให้ผู้ชมมีมุมมองที่กว้างขึ้น”
“ส่วนที่สองเป็นการเน้นไปที่เจ้าของร้านในตลาดกลางคืน และนำเสนอการเดินทางทางจิตใจของคนคนนั้นโดยละเอียด”
“ตัวอย่างเช่น เลือกเดินทางสายร้านข้างทางได้ยังไง มีเรื่องน่าเศร้าหรือชวนซึ้งอะไรเกิดขึ้นบ้างในชีวิตการทำร้านข้างทาง ส่วนนี้จะทำให้ทุกคนเห็นโลกภายในของเหล่าเจ้าของร้านได้ชัดขึ้น”
“ส่วนที่สามหลังแนะนำการเดินทางทางจิตใจของเจ้าของร้านอย่างละเอียดแล้ว เราก็จะนำเสนอเมนูพิเศษของเขา”
“ทำแบบนี้ผู้ชมจะมีความประทับใจในระดับหนึ่งกับตัวเจ้าของร้าน ทำให้สะท้อนถึงใจได้ง่ายกว่า”
“ทุกคนคิดว่ายังไงครับ”
จางหยาฮุยพยักหน้าทันที
“ผมคิดว่าดีเลยครับ!”
“แต่ทำแบบนี้อาจจะติดปัญหาเล็กน้อย ความสนใจทั้งหมดจะไปอยู่ที่ตลาดกลางคืน เจ้าของร้าน และอาหาร ไม่มีใครให้ความสนใจแบรนด์สาวหน้านิ่งเลย”
“ผมเพิ่งนึกถึงปัจจัยที่สำคัญมากๆ ขึ้นได้”
“สาวหน้านิ่งจะเปิดห้องวิจัยอาหารและเดินหน้ารับสมัครเจ้าของร้านข้างทางฝีมือโดดเด่นทั่วประเทศ”
“แน่นอนว่าเจ้าของร้านหลายคนอาจมองว่าการออกจากบ้านเกิดเป็นเรื่องยาก เราเลยจะขอซื้อสูตรอาหารในราคาสูง แล้วอบรมผู้เชี่ยวชาญมาพัฒนาสูตร จากนั้นก็จะพยายามสร้างรสชาติท้องถิ่นดั้งเดิมขึ้นมาใหม่”
“ถ้าเพิ่มเนื้อหานี้เข้าไป จุดเน้นในการโปรโมตก็ไม่ใช่ตลาดกลางคืน เมือง หรือเจ้าของร้าน แต่เป็นสาวหน้านิ่ง!”
หวงซื่อปัวพยักหน้าทันที
“จริงด้วย!”
“ในเมื่อเป็นคลิปโปรโมต เป้าหมายสูงสุดของเราก็ต้องเป็นการโปรโมตสาวหน้านิ่ง”
“แต่เรื่องนี้นำเสนอออกมาอย่างตรงไปตรงมาเกินไปไม่ได้ เพราะจะสร้างความเกลียดชังได้ง่าย”
“ผมคิดว่าเราควรเพิ่มโลโก้สาวหน้านิ่งกับคำโปรยไว้ตอนท้ายของคลิป”
จางหยาฮุยพยักหน้า
“ได้เลยครับ ทำตามที่พี่หวงบอกเลย”
“ผมเองก็เป็นเจ้าของร้านข้างทางเหมือนกัน ถ้าพี่มีคำถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ก็ถามผมได้เลยนะครับ”
หวงซื่อปัวพูดขึ้น
“ได้ครับ จริงๆ ผมก็มีคำถามเหมือนกัน เดี๋ยวเรามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก่อนแล้วค่อยเริ่มวางแผนว่าจะถ่ายทํายังไง”
“จริงๆ ผมคุ้นเคยกับแง่มุมที่สวยงามมากกว่า หลักๆ ที่ผมอยากถามคือด้านที่ไมสวยงามมันแย่ขนาดไหนเหรอครับ”
จางหยาฮุยยิ้มอย่างเขินอาย
“ก็… ต้องเล่ากันยาวเลยครับ”
ตามสถิติแล้ว หกร้อยล้านคนในจีนมีรายได้ต่ำกว่าหนึ่งพันหยวนต่อเดือน
แม้ว่าเศรษฐกิจจะพัฒนาอย่างรวดเร็วมากจนมีกลุ่มผู้มีรายได้สูงปรากฏให้เห็นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่กังวลเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของตัวเองอยู่
จางหยาฮุยรู้ว่าเจ้าของร้านข้างทางหลายคนถูกบังคับให้ต้องเปิดร้านเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ
พวกเขาไม่ได้อยากเปิดร้านข้างทาง แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากมองว่ามันเป็นวิธีหาเงินเลี้ยงชีพ
เจ้าของร้านข้างทางเหล่านี้ประกอบกิจการทุกรูปแบบ บางคนรับติดกระจกกันรอยมือถือ
บางคนเปิดแผงขายนิตยสาร บ้างก็ขายร่มอยู่ตามป้ายรถเมล์ ตามห้าง และตามทางเข้าออกรถไฟใต้ดิน
บางคนขายพวกไก่ทอดหรืออาหารกินเล่นอื่นๆ…
แน่นอนว่ามีคนแบบจางหยาฮุยที่เปิดร้านขายบะหมี่เย็นย่าง
ระหว่างการเปิดร้านข้างทางย่อมมีเรื่องให้ต้องเจ็บปวดใจมากมายที่ยากจะบรรยาย
ตัวอย่างเช่น เปิดร้านข้างทางในสถานที่ยอดนิยมแล้วโดนนักเลงเจ้าถิ่นมาป่วน
พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมจำนนและ
“จ่ายส่วย”
ด้วยความจำยอม
หรือเช่าร้านในทำเลดีๆ แต่โดนเจ้าของบ้านไล่ที่โดยแจ้งว่าจะรื้อถอน สุดท้ายมารู้ทีหลังว่าเจ้าของบ้านเปลี่ยนผู้เช่าและเพิ่มค่าเช่า
อยากเปิดร้านอาหารเล็กๆ เพื่อขายอาหารและเครื่องดื่ม แต่ก่อนอื่นต้องเจอปัญหาวุ่นวายเรื่องการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ
จากนั้นก็ถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงเนื่องจากถูกร้องเรียน และท้ายที่สุดต้องเผชิญกับสภาพธุรกิจที่ย่ำแย่…
ตราบใดที่เดินเส้นทางนี้ เจ้าของร้านข้างทางส่วนใหญ่ก็ต้องนอนดึกกว่าสุนัขและตื่นเช้ากว่าไก่
พวกเขาทํางานหนักไม่ได้พักผ่อนตลอดทั้งปี แต่ส่วนใหญ่ก็ทำได้แค่ดิ้นรนให้มีชีวิตรอดไปวันๆ และตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน
หลายคนรู้สึกเห็นใจเจ้าของร้านข้างทาง แต่จะเห็นใจได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาไม่ได้มาเปิดร้านหน้าประตูบ้านตัวเอง
ร้านของเจ้าของร้านเหล่านี้ถ้าไม่ปลอดภัย (ตั้งอยู่ที่สี่แยกหรือถนนสายหลัก) ก็ไม่ถูกสุขลักษณะ (รับประกันวัตถุดิบได้ยาก เศษขยะสร้างมลพิษตามถนน) ซึ่งทำให้เกิดความท้าทายอย่างมากในการจัดการในเมือง
จางหยาฮุยเปิดร้านหลังเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ถึงจะอายุยังน้อยแต่จริงๆ เขาเปิดร้านมาได้เจ็ดแปดปีแล้ว
ที่ตั้งร้านของเขาเองก็เปลี่ยนไปมาอยู่หลายครั้ง จึงไม่แปลกที่จะเข้าใจความท้าทายและความยากลำบากบนเส้นทางสายนี้
ทีมถ่ายทำของเฟยหวงสตูดิโอตั้งใจฟังและจดบันทึกขณะเริ่มวางแผนการถ่ายทำคลิปโปรโมตตามคำอธิบายของจางหยาฮุย