ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี - บทที่ 979 ตะลึงกับหนัง (1)
“เป็นไปไม่ได้ จะทำได้แบบนี้ทั้งเรื่องเลยเหรอ
“ต้องหมดเงินไปเท่าไหร่กับการทำพร็อบและทำ CG เนี่ย”
หลูเสี่ยวผิงสับสนมากเพราะรายละเอียดของ Mission & Choice นั้นเกินความคาดหมายของเขาสุดๆ!
ถึงจะเคยได้ยินข่าวลือมาบ้างว่าเถิงต๋าลงทุนกับหนังเรื่องใหม่สูงมาก แต่ตอนนั้นก็แค่ฟังผ่านๆ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก
เพราะการโม้เป็นเรื่องปกติในวงการนี้ ก็เหมือนในอดีตที่เพิ่มจำนวนคนในกองทัพจากหนึ่งแสนไปเป็นห้าแสนคือโม้ไว้ก่อนเผื่อหลอกใครได้บ้าง
การซื้อลิขสิทธิ์และจ้างดาราชื่อดังมาเล่นหนังต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ไหนจะงบประชาสัมพันธ์และทำการตลาด
ถึงจะบอกว่าลงทุนไปหลายร้อยล้านแต่จริงๆ แล้วเอาเงินมาลงกับโปรดักชันหนังไม่สูงขนาดนั้น
ตอนแรกหลูเสี่ยวผิงคิดว่า Mission & Choice เป็นแค่หนังไซไฟจีนทั่วไป มาตรฐานหนังไซไฟจีนนั้นอยู่ที่เดิมมาตลอดซึ่งก็ไม่ได้เรียกว่าสูงเลย
แต่ตอนนี้หลูเสี่ยวผิงกำลังงงเป็นไก่ตาแตก นี่หนังจีนจริงๆ เหรอ รายละเอียดขนาดนี้ไม่ต่างจากหนังบล็อกบัสเตอร์ของฮอลลีวูดที่ทุ่มเงินมหาศาลเลยนะ!
หรือ Mission & Choice จะประหยัดเงินจากการซื้อลิขสิทธิ์และจ้างนักแสดงชื่อดัง ประหยัดงบประชาสัมพันธ์ แล้วทุ่มเงินทั้งหมดไปกับโปรดักชันหนัง แบบนี้ไม่ใช่แค่เสี่ยงแต่มันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ!
ถ้าทีมโปรดักชันอื่นทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย แน่นอนว่าทีมอื่นไม่มีทางทำแบบนี้ได้แน่เพราะสปอนเซอร์ไม่มีทางยอม
แต่เถิงต๋าไม่เป็นแบบนั้น เห็นได้ชัดว่าเฟยหวงสตูดิโอไม่ได้กำลังฆ่าตัวตาย ที่พวกเขากล้าทำแบบนี้เพราะมั่นใจใน Mission & Choice มาก และเชื่อว่ามันจะสามารถเอาชนะคู่แข่งทั้งหมดที่เข้าฉายช่วงเดียวกันได้แม้ไม่ประชาสัมพันธ์ตามแบบมาตรฐาน
หลูเสี่ยวผิงรู้ตัวแล้วว่าตัวเองประเมินผิดพลาดไปครั้งใหญ่!
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่า Mission & Choice เลื่อนฉายเพราะไม่มั่นใจในตัวหนังและอยากเลี่ยงการแข่งขันช่วงตารางฉายที่ดีที่สุดของปี
แต่เขาตระหนักแล้วว่าไม่ใช่แบบนั้นเลย คุณภาพของหนังก็น่าจะถึงขั้นฆ่าคู่ต่อสู้ทั้งหมดในตารางฉายช่วงหยุดยาวได้
เพราะงั้นทำไมต้องกลัวเรือรบทะเลเดือดด้วยล่ะ ดูท่าไม่ดีเลย…
หลูเสี่ยวผิงดูหนังต่อไปด้วยความวิตกกังวลสุดๆ
…
เนื้อเรื่องต่อจากนั้นเรียกได้ว่าเต็มไปด้วยการหักมุมและฉากไคลแม็กซ์ ไม่มีช่วงให้วิ่งไปเข้าห้องน้ำได้เลย เรื่องราวพลิกผันไปมาจนละสายตาไม่ได้
เรื่องราวของหนังทั้งเรื่องวนเวียนอยู่รอบตัวละครฉินอี้และความรู้สึกของผู้ชมล้วนเกิดจากตัวละครฉินอี้
ถึงจะเป็นการฉายเดี่ยวของนักแสดงคนเดียวแต่ลู่จือเหยาก็ถ่ายทอดบทนี้ผ่านทักษะการแสดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถกระตุ้นอารมณ์ผู้ชมได้สำเร็จ
เรื่องราวทั้งหมดแบ่งเป็นช่วงได้คร่าวๆ ดังนี้
ช่วงแรก ฉินอี้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการ เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับศึกระหว่างมนุษย์กับเซิร์กและความพ่ายแพ้ครั้งก่อนผ่านการต่อสู้จำลอง และรู้ถึงความจำเป็นในการสื่อสารระหว่างผู้บัญชาการกับเทคโนโลยีแอนซิเบิล เขายอมรับตำแหน่งผู้บัญชาการและฝึกฝนอย่างจริงจัง
ช่วงที่สอง หลังจากคุ้นเคยกับการสั่งงานผ่านคอนโซลควบคุม ฉินอี้ก็เริ่มฝึกจำลองไปเรื่อยๆ ทุกอย่างราบรื่นดีในช่วงแรก แต่พอเพิ่ม ‘องค์ประกอบสมจริง’ เข้ามาสถานการณ์ก็เริ่มเลวร้ายลง กองทัพมนุษย์พ่ายแพ้
เพื่อเพิ่มโอกาสชนะ ฉินอี้จึงเริ่มทำตัวให้คุ้นเคยกับข้อมูลและข้อเสนอแนะของ AEEIS แล้วค่อยๆ กลายเป็นเครื่องสั่งการไร้อารมณ์
ช่วงที่สาม ฉินอี้เห็นฉากทีม AS-371-45 เดิมของเขาออกปฏิบัติภารกิจ และสุดท้ายก็ตัดสินใจเหมือนผู้บัญชาการคนก่อน
ฉินอี้เข้าใจในที่สุดว่าการกระทำของผู้บัญชาการคนก่อนเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งและการดิ้นรน เขาตัดสินใจเลือกตัวเลือกแสนเจ็บปวดนับไม่ถ้วนเพื่อชัยชนะ
ช่วงที่สี่ ทุกคนคิดว่าฉินอี้พร้อมแล้วแต่สิ่งที่ได้รับคือการตบหน้าอย่างโหดร้ายจากความเป็นจริงในการจำลองการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
แม้ว่าจะทำตามคำแนะนำของ AEEIS ทุกอย่าง มนุษย์ก็ยังพ่ายแพ้อยู่ดี ฉินอี้เกือบจะตกอยู่ในภาวะแหลกสลาย เขาไม่เชื่ออีกต่อไปว่ามนุษย์จะชนะศึกนี้ได้ ไม่ว่าจะหลอกลวงหรือใช้กลยุทธ์สั่งการแบบไหนก็ไม่สามารถชนะสงครามได้
ช่วงที่ห้า ฉินอี้ตระหนักว่าการใช้ข้อมูลดิบเพื่อวัดคุณค่าของทุกคนเป็นการกระทำที่ผิด วิธีการสั่งการแบบเดิมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการต่อสู้ได้ระดับหนึ่ง
แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้กลยุทธ์ของเซิร์กเพื่อต่อกรกับเซิร์กและเปลี่ยนทหารทุกนายเป็นเครื่องจักรไร้อารมณ์
ดังนั้นฉินอี้จึงเลือกบอกความจริงกับทหารทุกนาย เขาใช้คำพูดปลุกใจในสถานการณ์สิ้นหวังเพื่อปลุกพลังศรัทธาของทุกคนและพลิกสถานการณ์กลับมาได้อีกครั้ง
ช่วงที่หก ความคิดมากมายถาโถมเข้าสู่ร่างของฉินอี้เขารู้สึกถึงจิตสำนึกรังเซิร์ก ราชินีเซิร์กเปิดเผยความจริงในอดีตให้เขาเห็น กลายเป็นว่าสงครามระหว่างมนุษย์กับเซิร์กนั้นเริ่มโดยมนุษย์เอง
การกระทำของราชินีในรังเซิร์กเพียงเพื่อจะสื่อสารกับฉินอี้แต่นางเพิ่งทำสำเร็จตอนนี้
ในเบื้องหน้าฉินอี้ทำเหมือนว่าต้องการสงบศึกแต่จริงๆ แล้วเขาโกหกราชินีเซิร์ก และดำเนินปฏิบัติการล่าตัดหัวที่นำมาซึ่งชัยชนะ
ช่วงที่เจ็ด ฉินอี้ที่คิดว่าสงครามจบลงแล้วและต้องการล่าถอยโดนหักหลัง ยานบัญชาการพุ่งฝ่าไปกลางฝูงแมลงหมายจะระเบิดพลีชีพ
หลังจากราชินีรองถูกตัดหัวทิ้งหมด ตัวเขาที่มีจิตสำนึกรังก็ได้กลายเป็นมันสมองใหม่ของฝูงเซิร์กโดยไม่คาดคิด
ตอนท้ายของหนังทิ้งประเด็นให้สงสัยสองเรื่อง เรื่องแรกคือคณะกรรมการบริหารสูงสุด หรือ AEEIS กันแน่ที่เป็นคนตัดสินใจทรยศฉินอี้
สิ่งที่ AEEIS พูดกับฉินอี้เป็นการผลักความผิดทั้งหมดไปยังคณะกรรมการบริหารสูงสุด ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ‘พอหมดประโยชน์แล้วก็โดนกำจัดทิ้ง’
แต่ในฉากการประชุมของคณะกรรมการบริหารสูงสุด AEEIS บอกว่าฉินอี้ตั้งใจฆ่าตัวตายเอง ซึ่งสมาชิกคณะกรรมการต่างก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
ชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้สองอย่าง หนึ่งคือ AEEIS เป็นฝ่ายหลอกทั้งฉินอี้และคณะกรรมการบริหารสูงสุด และสังหารอัจฉริยะทางการทหารของมนุษย์ทิ้งอย่างง่ายดายเพื่อเปิดช่องทางให้ตัวเองยึดครองกองทัพมนุษย์ทั้งหมดในอนาคต
สองคือมีบางคนในคณะกรรมการบริหารสูงสุดสั่งการ AEEIS และทำตัวหน้าซื่อใจคด สองความเป็นไปได้นี้บ่งบอกถึงภาคต่อ ‘วิกฤติหุ่นยนต์’ หรือ ‘สงครามกลางเมือง’ ในอนาคต
ประเด็นสงสัยเรื่องที่สองคือฉินอี้ที่อยู่ในร่างของอสูรขนาดใหญ่มีจิตสำนึกรังเซิร์ก ร่างของเขาถูกเผ่าพันธุ์เซิร์กเปลี่ยนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบพิเศษ
เขาเป็นทหารซึ่งมีความจงรักภักดีต่อมนุษย์ตามธรรมชาติแต่ก็ถูกทรยศอย่างน่าละอายที่สุด ฉินอี้จะเลือกนำทัพเซิร์กกลับไปแก้แค้นหรือจะเลือกเส้นทางอื่น
เขายังถูกเรียกว่ามนุษย์ได้อีกไหม แล้วเขาจะรับรู้ตัวตนของตัวเองได้ยังไง ชัดเจนว่าเนื้อหาเหล่านี้จะถูกเปิดเผยในภายหลัง
…
ฉากสงครามอวกาศอันยิ่งใหญ่ทำให้ผู้ชมทุกคนรู้สึกตื่นตาตื่นใจ บางคนอินมากจนลืมร้องอุทาน
ตั้งแต่ความพ่ายแพ้ครั้งแรกเมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับฝูงแมลง สู่การจำลองการต่อสู้ขนาดเล็ก และจบที่ศึกครั้งใหญ่ในห่วงอวกาศอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวและผืนโลก…
ฉากสงครามทั้งหมดในเรื่องค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้ชมติดตามกัปตันฉินอี้ตั้งแต่ อ่อนแอไปจนแข็งแกร่ง ได้เห็นสงครามอันยืดเยื้อและยิ่งใหญ่ระหว่างมนุษย์และเซิร์กในห้วงอวกาศไปทีละขั้น
สิ่งที่ทำให้หลูเสี่ยวผิงตกใจคือถึงแม้เอฟเฟกต์พิเศษในหนังเรื่องนี้จะเจ๋งมากแต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีดีแค่เอฟเฟ็กต์พิเศษเท่านั้น
หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีมากทั้งในแง่การเล่าเรื่องราวและการกระตุ้นอารมณ์ผู้ชม!
แม้ว่าโดยรวมแล้วฉากสงครามในหนังจะยกระดับขึ้นเรื่อยๆ แต่โทนอารมณ์ของแต่ละช่วงนั้นมีขึ้นมีลงอยู่ตลอดเวลาเหมือนเส้นหยัก มีทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด
แสดงให้เห็นถึงความผันผวนที่เพิ่มขึ้นเป็นสภาพที่ไม่สามารถคาดเดาได้โดยสมบูรณ์
หนังเรื่องอื่นมักจะแสดงเนื้อหานี้ผ่านความขัดแย้งระหว่างตัวละคร ตัวอย่างเช่น เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก สมาชิกแต่ละคนในทีมที่มีนิสัยต่างกันก็จะเสนอทางแก้ที่ต่างกัน
การโต้แย้งอันดุเดือดจะทำให้ผู้ชมตรงหน้าจอรู้สึกหงุดหงิด สุดท้ายพอทุกคนรวมใจเป็นหนึ่งแล้วก้าวผ่านความยากลำบากได้ ผู้ชมก็จะรู้สึกว่าอารมณ์ของตัวเองได้รับการปลดปล่อย
นี่เป็นเทคนิคที่ใช้ทั่วไปในงานวรรณกรรม ถึงจะล้าสมัยไปบ้างแต่ก็หยิบมาใช้ได้ง่ายและไม่มีความเสี่ยง
แต่ใน Mission & Choice ลู่จือเหยาสามารถแสดงโทนอารมณ์ได้โดยลำพังผ่านการแสดงของตัวเองกับเสียงอิเล็กทรอนิกส์ไร้อารมณ์ของปัญญาประดิษฐ์ AEEIS!
ความรู้สึกนี้ทำให้หลูเสี่ยวผิงนึกถึงหนังแสดงฉายเดี่ยวเมื่อสองปีที่แล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเอกที่โดนฝังทั้งเป็นในโลงศพกลางทะเลทราย
ตัวเอกออกสำรวจและใช้อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อความอยู่รอด สุดท้ายพอคิดว่าแสงแห่งความหวังมาถึงแล้วกลับพบเพียงความสิ้นหวัง
หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องโดยการแสดงของตัวเอกเพียงคนเดียวแต่กลับทำให้ผู้ชมรู้สึก ลุ้นระทึกอย่างต่อเนื่อง
มุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ การถ่ายทำที่ยอดเยี่ยม และพล็อตเรื่องหักมุมไปมาทำให้หนังประสบความสำเร็จในการคว้ารางวัลในปีนั้น
ถือเป็นปาฏิหาริย์ที่ทำรายได้ยอดขายตั๋วรวมกว่ายี่สิบล้านเหรียญสหรัฐจากต้นทุนเพียงสามล้านเหรียญสหรัฐ เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
Mission & Choice มีความคล้ายคลึงกับหนังเรื่องนี้อยู่บ้าง ตัวเอกในหนังทั้งสองเรื่องติดอยู่ในพื้นที่แคบๆ ทั้งสองกระเสือกกระสนเมื่อต้องพบกับชะตากรรมที่ไม่รู้จัก
แม้จะล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังตั้งมั่นสู้ต่อไป ทั้งคู่ฝ่าฟันบททดสอบทักษะการแสดงในการแสดงฉายเดี่ยว แบกอารมณ์ของหนังทั้งเรื่องและทำให้ผู้ชมรู้สึกอินกันหนังได้สำเร็จ
ความยากในการแสดงบทแบบนี้มีสูงมากเป็นเหมือนการพนันครั้งใหญ่ ชิปถูกเทหมดหน้าตักในเกมเดียว ถ้าสำเร็จก็ได้เงินก้อนโตถ้าพลาดก็เสียทุกอย่างไป
ความแตกต่างของหนังทั้งสองเรื่องอยู่ที่โทนอารมณ์
สำหรับตัวเอกที่ถูกฝังทั้งเป็นในโลงศพอันคับแคบ ความสิ้นหวังที่เขาต้องแบกรับมาจากความทรมานทั้งกายและใจ
ผู้ชมเองก็รู้สึกเหมือนตัวเอก มุมมองของผู้ชมโดนจำกัดอย่างรุนแรง พวกเขาอยู่ในสภาพคับแคบหดหู่และสิ้นหวังตลอดทั้งเรื่อง
ส่วนฉินอี้แม้จะอยู่ในแคปซูลอวกาศแต่เขาก็เห็นสถานการณ์จริงรอบตัวผ่านภาพโฮโลแกรม ทัศนวิสัยของเขาไม่โดนจำกัด
ความสิ้นหวังที่เขาต้องแบกรับมาจากความทรมานทางจิตใจและความทุกข์ที่ต้องแบกรับชะตากรรมของมนุษยชาติเพียงลำพัง
การแสดงทั้งสองบทเป็นการทดสอบทักษะการแสดงอย่างจริงจัง แต่บทของลู่จือเหยาดูเหมือนจะยากกว่า
เพราะความสิ้นหวังส่วนใหญ่ที่ฉินอี้ต้องแบกมาจากจิตวิญญาณ บรรยากาศ และสภาพแวดล้อมทั้งหมดไม่มีบทบาทต่อการเสริมสร้างอารมณ์ของเขามากนัก
เมื่อเป็นแบบนี้ถ้าต้องการกระตุ้นอารมณ์ผู้ชมก็ต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับการแสดงของลู่จือเหยา
โชคดีที่ลู่จือเหยาทำงานที่ได้รับออกมาได้ดีมาก เรียกได้ว่าทุ่มเททักษะการแสดงอย่างสุดฝีมือตั้งแต่เดบิวต์มา
ถึงขนาดที่ทำให้หลูเสี่ยวผิงรู้สึกว่าคนที่เห็นไม่ใช่ลู่จือเหยาแต่เป็นคนอื่นหรือก็คือ…กัปตันฉินอี้เอง!
ตั้งแต่จบการถ่ายทำเรื่องวันพรุ่งนี้ที่สดใส ทักษะการแสดงของเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในอดีตหลายคนวิจารณ์ลู่จือเหยาว่าเป็น ‘พิษร้ายของวงการหนัง’ และ ‘เล่นใหญ่เกินบทบาท’
แต่จากวันพรุ่งนี้ที่สดใสมาจนถึง Mission & Choice ทักษะการแสดงของลู่จือเหยาก็ดูเหมือนจะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากที่เล่นใหญ่เกินก็ลดลง สีหน้าเว่อร์หายไปหมด แทนที่ด้วยจิตวิทยาที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น และการแสดงที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันในระดับจุลภาค
ดูเหมือนว่าเขาจะผสานเข้ากับตัวละครโดยสมบูรณ์!