ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี - บทที่ 978 เอารายละเอียดเข้าสู้!
วันเสาร์ที่ 14 เมษายน เที่ยงคืน
หลูเสี่ยวผิง รองประธานของฝานฉีมีเดีย พาผู้ดูแลการโปรโมตเรือรบทะเลเดือดไปที่โรงหนังใกล้บริษัทตรงเวลา
โรงหนังแห่งนี้ถือเป็นโรงหนังขนาดใหญ่แม้จะเป็นในปักกิ่ง หลูเสี่ยวผิงซื้อตั๋วโรงหนัง IMAX ไว้สองใบโดยเฉพาะ
โรงหนังแห่งนี้สูงสองชั้น หน้าจอขนาดใหญ่ และระบบเสียงแบบพาโนรามา ทำให้มั่นใจได้ถึงประสบการณ์การรับชมที่ดีที่สุด
“บอสหลู ป๊อปคอร์นครับ”
ผู้ดูแลการโปรโมตเรือรบทะเลเดือดหอบป๊อปคอร์นสองถังใหญ่มาก่อนจะยื่นถังหนึ่งให้หลูเสี่ยวผิง แม้ใบหน้าจะยิ้มแต่ในใจกำลังก่นด่าอยู่
เขาแสนทุกข์ใจจริงๆ การได้ดูหนังรอบดึกถือเป็นสิ่งที่ดีต่อใจแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามาดูกับใคร
มาดูหนังกับหัวหน้าตัวเองชวนให้รู้สึกผิดแปลกมาก แถมเขายังต้องทำงานล่วงเวลาจนถึงเที่ยงคืนถึงค่อยออกจากออฟฟิศมาโรงหนัง
เขาทุกข์ทนทำงานล่วงเวลามาสี่ถึงห้าชั่วโมงแล้ว ว่ากันตามตรงการดูหนังครั้งนี้ถือเป็นงาน ดังนั้นผู้ดูแลจึงรู้สึกไม่พอใจมาก
เขาไม่มีอารมณ์จะดูหนังตอนนี้ แค่ยากกลับบ้านไปนอนให้เต็มอิ่ม แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขาเป็นแค่ทาสยศสูงในบริษัท
ถึงต่อหน้าลูกน้องจะกดขี่ข่มเหงได้เต็มที่ แต่พออยู่ต่อหน้าหลูเสี่ยวผิงก็หงอเป็นลูกหมา
ส่วนทำไมเรื่องราวถึงเป็นแบบนี้ก็ต้องเล่ากันยาว พอได้ยินว่า Mission & Choice เลื่อนวันฉาย หลูเสี่ยวผิงก็คิดว่าเถิงต๋าเลือกถอยหนี
เขาคิดว่าหนังเรื่องนั้นคงคุณภาพไม่ดีนักก็เลยจ้างหน้าม้ามาปั่นกระแส ตอนแรกทุกอย่างราบรื่นดี เถิงต๋าเองก็ไม่ได้โต้กลับทันที
หลูเสี่ยวผิงรู้สึกเหมือนบีบลูกพลับนุ่มๆ เป็นสัมผัสที่สบายจนหยุดตัวเองไม่ได้ แต่เขาไม่คิดว่าสถานการณ์จะพลิกผันในช่วงสองวันก่อนหนังเข้าฉาย!
จู่ๆ ก็มีโพสต์เกี่ยวกับ Mission & Choice ผุดขึ้นมากมายบนอินเทอร์เน็ต ชาวเน็ตถกกันอย่างดุเดือดราวกับโดนเข้าสิง
ถึงจะไม่มีการประชาสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานปล่อยออกมา แต่หนังกลับได้รับความสนใจสูงมาก!
GOG เองก็ปล่อยแพตช์ใหม่ซึ่งเป็นการเปิดตัว Skylark ฮีโร่ตัวใหม่อย่างเป็นทางการ รูปโฉมและเรื่องราวปูมหลังของฮีโร่ตัวนี้สื่อเป็นนัยถึง Mission & Choice ทำให้เกิดกระแสขึ้นมาอีกระลอก!
ต้องบอกเลยว่าอิทธิพลของ GOG ในจีนสูงมาก พอปล่อยฮีโร่ตัวใหม่ออกมาก็กลายเป็นการราดน้ำมันใส่กองเพลิง ทำให้ความนิยมในช่วงแรกของ Mission & Choice พุ่งสูงทันที!
แน่นอนว่านี่เป็นการพูดเปรียบเปรย หนังเรื่องนี้ได้รับความนิยมมากกว่าหนังทั่วไปก็จริง แต่ยังสู้หนังบล็อกบัสเตอร์ที่ทุ่มทุนไปกับการประชาสัมพันธ์สูงมากไม่ได้อยู่ดี
ถึงอย่างนั้นความนิยมนี้ก็ทำให้ตั๋วหนังวันเข้าฉายวันแรกของ Mission & Choice ขายหมดเกลี้ยง
สัดส่วนการฉายของ Mission & Choice ไม่สูงมากแต่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของผู้ชม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาทำให้หลูเสี่ยวผิงรู้สึกลำพองใจ แต่ตอนนี้เขากลับตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย
ดังนั้นหลูเสี่ยวผิงจึงสั่งให้ผู้ดูแลการโปรโมตเรือรบทะเลเดือดอยู่ทำงานล่วงเวลากับเขาจนถึงเที่ยงคืนเพื่อที่จะได้ไปดู Mission & Choice รอบดึกด้วยกัน
เขาอยากรู้ว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาเป็นยังไง และจะเป็นภัยคุกคามต่อเรือรบทะเลเดือดได้หรือเปล่า
ถึงหลูเสี่ยวผิงจะคิดว่าความเป็นไปได้ที่จะเป็นแบบนั้นต่ำมากเพราะวันฉายผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว แต่เขาก็ไม่กล้าวางใจและตัดสินใจแวะมาดู
ถึงคนทั่วไปจะหาตั๋วได้ยากหน่อยแต่สำหรับหลูเสี่ยวผิงเรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเลย
เขาเห็นการพูดคุยบนโลกออนไลน์บางคนบอกว่าที่ Mission & Choice เลื่อนวันฉายไม่ใช่เพราะกลัวเรือรบทะเลเดือดแต่เป็นเพราะ Fantasy Battle Remake
หลูเสี่ยวผิงไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีโอกาสเป็นไปได้ เขาเริ่มจะตระหนักได้ว่าเถิงต๋าไม่ได้ยอมจำนน แต่กำลังซุ่มทำบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวอยู่…
ส่วนผู้ดูแลการโปรโมตเรือรบทะเลเดือดนั้นต้องทำงานล่วงเวลาตลอดทั้งคืน ตอนนี้จึงหาวไม่หยุดและไม่มีแรงทำอะไรเลย
ในใจคิดแค่ว่าอยากกลับบ้านไปนอน ทำไมหลูเสี่ยวผิงถึงไม่ง่วงบ้างน่ะเหรอ
ในฐานะรองประธานบริษัทเขาให้รถมารับไปข้างนอกได้ และมีห้องรับรองพิเศษในออฟฟิศให้เข้าไปงีบได้ตลอด
บอสหลายคนชอบคุยโวว่าตัวเองทำงานมากกว่าสิบชั่วโมงต่อวันและนอนแค่สี่ถึงห้าชั่วโมง และใช้วลีนี้เป็นตัวกระตุ้นพนักงานรวมถึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ตัวเอง
พวกเขาพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเองขึ้นมาเป็นเจ้าคนนายคนได้เพราะขยันทำงานอย่างหนัก ถ้าเหล่าพนักงานขยันทำงานกันก็สามารถเป็นเจ้าคนนายคนได้เหมือนกัน ซึ่งไร้สาระสิ้นดี ใครเชื่อก็บ้าแล้ว
สรุปคือทั้งสองตกอยู่ในความเงียบด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน มีแค่เสียงกำป๊อปคอร์นมายัดปากระหว่างดูโฆษณาก่อนหนังฉายเป็นพักๆ
ผู้ชมทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ไม่นานโรง IMAX ก็มีคนนั่งจนเต็ม
Mission & Choice ไม่มีรอบปฐมทัศน์ เถิงต๋าเก็บความลับได้สุดยอดมาก บนอินเทอร์เน็ตไม่มีการสปอยเนื้อหาอะไรทั้งนั้น
ผู้ชมในโรงกระซิบคุยกัน หลูเสี่ยวผิงไม่ได้ตั้งใจฟังแต่ก็พอจะระบุแหล่งที่มาของคนเหล่านี้ได้จากบทสนทนาของผู้ชมที่นั่งอยู่รอบๆ
บางส่วนเป็นแฟนตัวยงของลู่จือเหยาที่แวะมาดูดาราคนโปรดโดยเฉพาะ
บางส่วนเป็นแฟนเกมตัวยงของเถิงต๋าและผู้สนับสนุนเกมจีนอย่างเหนียวแน่น พวกเขาแวะมาดูว่าเถิงต๋าจะทำหนังเรื่องนี้ออกมายังไง เพราะ Mission & Choice ได้ชื่อว่าเป็นความอัปยศของวงการเกมจีน
บางส่วนเป็นคู่รักที่เลือกหนังดูมั่วๆ เพื่อมาออกเดตกัน แต่ตารางหนังวันนี้ห่วยแตกมากไม่มีหนังดีเลย
พวกเขาได้ยินว่าหนังเรื่องนี้ใช้ทีมเดียวกับวันพรุ่งนี้ที่สดใสซึ่งน่าจะไว้ใจเรื่องคุณภาพได้เลยตัดสินใจมาดู สรุปคือมีผู้ชมมาจากหลายๆ แหล่ง
หลูเสี่ยวผิงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาเพราะสถานการณ์นี้บ่งบอกว่าผู้ชมของ Mission & Choice ค่อนข้างหลากหลาย
ถ้ามีผู้ชมมาจากกลุ่มเดียวตัวอย่างเช่นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแฟนตัวยงของลู่จือเหยา กระแสของหนังก็จะไม่แข็งแกร่งพอเพราะแฟนตัวยงมีไม่เยอะขนาดนั้น
ถ้าหลังเข้าฉายแล้วยังทลายออกจากกลุ่มนี้ไม่ได้ ยอดขายตั๋วย่อมตกฮวบแน่นอน
กลับกันถ้ามีผู้ชมจากหลากหลายกลุ่มก็หมายความว่าโอกาสที่หนังเรื่องนี้จะทลายออกจากกลุ่มย่อมสูงขึ้น!
แน่นอนว่าจุดสำคัญอยู่ที่คุณภาพของตัวหนัง ไม่นานแสงไฟในโรงก็ค่อยๆ หรี่ลง
หลังจากโลโก้ต่างๆ ปรากฏบนหน้าจอ หนังก็เริ่มฉายอย่างเป็นทางการ ทั้งโรงเงียบเสียงลงอย่างรวดเร็ว
หนังเริ่มต้นด้วยฉากฉินอี้ตื่นขึ้นมาในเคบินสำหรับนอน จากนั้นก็คุยกับ AEEIS เรื่องขึ้นเป็นผู้บัญชาการคนใหม่
สำหรับชาวเกมเมอร์ที่เคยเล่น DLC เกมฐานทัพกลางทะเลมาก่อนจะเข้าใจฉากเปิดได้ง่ายมากเพราะเป็นเนื้อหาต่อจาก DLC เลย
แต่ก็ไม่ส่งผลกับผู้ชมที่ไม่เคยดูเพราะมีการใส่ฉากความทรงจำบางส่วนของฉินอี้เข้ามาด้วย
หลักๆ เป็นฉากปฏิบัติการล่าตัดหัวในรังและการตายของเพื่อนร่วมทีม ถึงฉากต่างๆ จะสั้นและเป็นส่วนๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราวปูมหลังโดยไม่สับสน
นอกจากนั้นเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปถึงจุดสำคัญบางจุดอย่างตอนทำภารกิจ ‘ฝึกองค์ประกอบสมจริง’ ก็มีความทรงจำบางส่วนเกี่ยวกับปฏิบัติการล่าตัดหัวใส่เข้ามาด้วย
ถึงจะเป็นฉากสั้นๆ แต่ก็ทำให้ยืนยันได้ถึงความสมบูรณ์ของเรื่องราว
ระหว่างที่ฉินอี้คุมคอนโซลควบคุมและทำตัวให้คุ้นชินกับการสั่งการต่างๆ ผู้ชมก็ได้เห็นภาพจำลองการเผชิญหน้าครั้งแรกระหว่างกองกำลังสมาพันธ์กับกองทัพเซิร์ก และเข้าใจเรื่องราวปูมหลังต่างๆ ผ่านคำอธิบายของ AEEIS
…
หลูเสี่ยวผิงยัดป๊อปคอร์นหนึ่งกำมือเข้าปาก แสงจากจอส่องลงบนหน้าของเขา แสงสว่างและความมืดตัดสลับกันไปมา เผยให้เห็นสีหน้าจังงังเล็กน้อย
เขาตะลึงกับความเจ๋งของหนัง!
ในอดีตหนังไซไฟจีนมักทำขึ้นมาลวกๆ และไม่ได้มาตรฐาน ตัวอย่างเช่นเสื้อผ้าของตัวละคร การตกแต่งในแคปซูลอวกาศ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอื่นๆ
ซึ่งเห็นได้ชัดว่าราคาถูกมากและเอามาประกอบกันเองดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาด้านเงินทุน อีกส่วนเป็นเพราะปัญหาด้านความสามารถ
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือปัญหาด้านทัศนคติ เพราะผู้กำกับหนังไซไฟจีนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องรายละเอียดมากนัก
พวกเขาแค่ยากใช้เซตติ้งที่ ‘ให้ความรู้สึกเป็นไซไฟ’ และมุ่งความสนใจไปที่ด้านอื่นๆ ตัวอย่างเช่นเปลี่ยนบทตามข้อกำหนดของสปอนเซอร์
ถ้าทัศนคติไม่ดีพอรายละเอียดเหล่านี้ย่อมทำออกมาให้ดีไม่ได้ แต่ Mission & Choice นั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ทุกคนต่างเห็นถึงความแตกต่างในรายละเอียดได้ชัดเจนโดยไม่ต้องเพ่งดูอย่างใส่ใจ แค่มองแวบเดียวก็พอ!
หน้าจอขนาดใหญ่ของโรง IMAX นำเสนอรายละเอียดทั้งหมดแก่ผู้ชมอย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นชุดอวกาศของฉินอี้ เคบินสำหรับนอน คอนโซลควบคุมของผู้บัญชาการ และอื่นๆ ทุกอย่างดูเหมือนเป็นสิ่งประดิษฐ์โดยเทคโนโลยีในอนาคตจริงๆ และดูสมจริงมาก!
แน่นอนว่าเหตุผลสำคัญที่ทำได้ขนาดนี้เป็นเพราะนี่คือฉากจริงฉากเดียวในหนัง จูเสี่ยวเช่อย่อมต้องทุ่มเงินก้อนโตไปกับการเซตฉากนี้
เขาปรับแก้และออกแบบใหม่ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ชาวเกมเมอร์ไม่รู้เรื่องนี้
พอหนังเริ่มก็เห็นฉากแคปซูลอวกาศที่ดูสมจริงกว่าหนังไซไฟจีนอื่นๆ ในแง่ของความสมจริงทุกอย่างน่าประทับใจมาก
ความตื่นตะลึงนี้หนังเรื่องไหนก็เทียบไม่ได้เลยทำให้ดึงผู้ชมให้มีอารมณ์ร่วมได้อย่างรวดเร็ว!
ที่เจ๋งกว่านั้นคือภาพที่แสดงขึ้นบนผนังรอบๆ เคบินตอนที่ฉินอี้ใช้คอนโซลควบคุม ตามการวางพล็อตทันทีที่ฉินอี้นั่งลง ผนังรอบเคบินจะเต็มไปด้วยภาพโฮโลแกรม
ทำให้ดูเหมือนว่าเขาอยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศที่เต็มไปด้วยดวงดาวไร้ที่สิ้นสุด ไม่ว่าจะมองไปในทิศทางใดก็ดูเหมือนเขากำลังดูฉากอวกาศอยู่จริงๆ
นอกจากนั้นฉินอี้ยังใช้คอนโซลควบคุมเปลี่ยนมุมมองไปมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเลื่อนไปมา ซูมเข้าออก หรือเปลี่ยนไปจุดอื่นอย่างรวดเร็ว ฉากโดยรอบจะเปลี่ยนไปแบบเรียลไทม์
ในหนังเรื่องอื่นๆ ฉากผู้บัญชาการกับสนามรบจริงจะแยกจากกันโดยการตัดสลับฉากไปมาซึ่งทำให้รู้สึกถึงความไม่ปะติดปะต่อกัน
ในเรื่อง Mission & Choice การกระทำของผู้บัญชาการกับสนามรบจริงถูกรวมเข้าไว้ด้วยกัน
ฉินอี้เป็นเหมือนผีที่เดินทางอยู่บนผืนอวกาศดวงดาวพรั่งพราวไร้ที่สิ้นสุดและคอยควบคุมการรบ
นอกจากจะทำให้ฉากทั้งหมดปะติดปะต่อและสอดคล้องกันมากขึ้นแล้ว ยังเกิดเป็นภาพที่ตระการตาสุดๆ
จริงๆ แล้วตอนถ่ายทำรอบๆ เป็นฉากเขียวหมด การต่อสู้อันดุเดือดในอวกาศทำขึ้นด้วย CG ล้วนๆ แต่พวกเขาก็ทุ่มเงินไปเยอะมากกับการทำ CG
แถมเมื่อเทียบกับการใช้ CG สร้างตัวละครมนุษย์แล้ว เอา CG ไปทำยานอวกาศจะดูสมจริงกว่า เมื่อผสาน CG กับการเซตฉากเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้เข้าไปอยู่ในนั้นจริงๆ!
สำหรับหนังไซไฟแล้วคำที่น่ากลัวที่สุดคือ ‘ดูปลอม’ ถ้าฉากกับรายละเอียดทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าดูปลอม ไม่ว่าเนื้อเรื่องจะดีขนาดไหนผู้ชมก็ไม่รู้สึกอิน
กลับกัน Mission & Choice ทำทุกอย่างออกมาได้สมจริงมากทั้งฉากจริงและ CG ทำให้สร้างความตื่นตะลึงได้ตั้งแต่เริ่มต้นจนผู้ชมต่างตะลึงงันกันหมด!
หลูเสี่ยวผิงตระหนักว่าสถานการณ์ตอนนี้ดูไม่ดีเลย สีหน้าไม่แยแสของเขาแข็งทื่อไปทันที
ส่วนผู้ดูแลการโปรโมตเรือรบทะเลเดือดที่ตอนแรกง่วงเหงาหาวนอนก็ตื่นเต็มตาหลังได้เห็นฉากเปิดเรื่อง!