ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี - บทที่ 982 รู้สึกอินกว่าเกม RTS ไหนๆ!
ในคัตซีน กัปตันฉินอี้ทำตามคำแนะนำของ AEEIS และทำความคุ้นเคยกับการใช้งานคอนโซลควบคุม จากนั้นก็เริ่มฝึกสั่งการขั้นพื้นฐาน
ในเกม เฉียวเหลียงทำตามคำแนะนำของ AEEIS และทำความคุ้นเคยกับระบบการเล่นพื้นฐานของเกม จากนั้นก็เริ่มสู้ในด่านระดับต้น
ตอนแรกเฉียวเหลียงรู้สึกกังวลว่าจะเล่นได้ไม่ดี เพราะเป็นเกมแนว RTS ที่ไม่ค่อยถนัด แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าระบบเกมจะง่ายกว่าที่คิดไว้!
เฉียวเหลียงเคยเล่นเกม RTS ดั้งเดิมอย่าง Starcraft และ Fantasy Battle มาบ้าง แต่ก็เล่นไม่ค่อยเก่งนัก เข้าไปเล่นกับคนอื่นทีไรเป็นต้องโดนถล่มยับตลอด
เนื่องจากเกม RTS แบบดั้งเดิมมีข้อกำหนดสำหรับผู้เล่นสูงเกินไป นอกจากจะต้องจัดการกับหลายสิ่งหลายอย่างภายในหนึ่งนาทีแล้ว ยังต้องมีความเข้าใจในรายละเอียดกลยุทธ์ต่างๆ เป็นอย่างดี ถ้าเจอคู่แข่งที่เก่งกว่าแค่เล็กน้อยก็อาจโดนถล่มยับอยู่ฝ่ายเดียว
เฉียวเหลียงไม่ใช่ผู้เล่นที่ฉลาดเป็นกรด เขาแค่หัวเร็วและมีความเพียรพยายามมากกว่าคนทั่วไป ไม่อย่างนั้นเขาคงทนเล่นเกมกลับใจคือฟากฝั่งซ้ำไปซ้ำมาไม่ได้หรอก
แต่ Mission & Choice แตกต่างจากเกม RTS อื่น เขาไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งกับยูนิตแต่ละตัว แค่ออกคำสั่งกลุ่มยูนิตในภาพรวมก็พอ AEEIS จะเน้นย้ำคอนเซ็ปต์นี้ตลอดช่วงแนะนำการเล่น
พูดง่ายๆ คือในเกม Fantasy Battle และ Starcraft ผู้เล่นต้องคอยสั่งการรายละเอียดเล็กน้อยมากมาย ตัวอย่างเช่น หนึ่งในคำสั่งพื้นฐานที่สุดคือการ ‘ดึงยูนิต’ ยูนิตที่สู้ไม่ได้แล้วในกลุ่มจะต้องดึงออกไป
การสั่งการนี้เป็นการหลีกเลี่ยงความสูญเสียในทีมตัวเอง ทำให้คู่ต่อสู้ไม่ได้ค่าประสบการณ์ ทำลายขบวนรบของอีกฝ่าย และอื่นๆ ความเชี่ยวชาญในการดึงยูนิตเป็นตัวกำหนดความสามารถของผู้เล่นในการแข่งขัน
ช่องว่างระหว่างมือเก๋ากับมือใหม่จะกว้างขึ้นจากการดำเนินการนี้ เนื่องจากทรัพยากรและยูนิตในเกม RTS ดั้งเดิมมีความสำคัญมากจึงต้องคำนวณอย่างรอบคอบ หลายครั้งที่ผู้เล่นดึงยูนิตแค่ห้าหกตัวไปสู้กับอีกฝ่าย เพราะผลกระทบของการเสียยูนิตตัวหนึ่งนั้นยิ่งใหญ่มาก การปะทะกันในแง่ของรายละเอียดเหล่านี้จะทำให้ช่องว่างทางทรัพยากรของทั้งสองฝ่ายห่างกันมากขึ้น ฝั่งที่แข็งแกร่งกว่าก็จะกลายเป็นฝ่ายที่กำหนดชัยชนะ
นี่คือแนวทางของเกม RTS ดั้งเดิม ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดเลย แต่ปัญหาอยู่ที่ มีกำแพงสูงเกินไป ผู้เล่นที่ไม่สามารถเล่นได้ระดับนั้นก็จะสนุกกับเกมน้อยลง
Mission & Choice ช่วยลดความยุ่งยากในการดำเนินการเหล่านี้ผ่านระบบของเกม แม้ว่าจะทำไม่ได้ตามนี้ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การเล่นเกมเลย
แต่มีได้ก็ต้องมีเสีย พอตัดการดำเนินการยิบย่อยและการคำนวณทรัพยากรอย่างรอบคอบออก ความยากในการเล่นของ Mission & Choice ก็ลดลงไปมาก
แผนที่ของ Mission & Choice กว้างมาก และในด้านมุมมองก็มีอิสระสูง หลังจากดำเนินการง่ายๆ แล้ว ผู้เล่นจึงมีเวลาให้คิดเกี่ยวกับการดำเนินการถัดไป ดูการต่อสู้อันดุเดือดในสนามรบ และตรวจสอบผลลัพธ์ของแต่ละทีม
คัตซีนระดับภาพยนตร์ ฉากใหญ่ๆ ในเกม และระดับความยากตอนเริ่มต้นที่ต่ำ ทำให้เฉียวเหลียงมีความประทับใจแรกต่อเกมดีมาก
…
หลังจากได้สัมผัสกับระบบการควบคุมทั้งหมด และได้เริ่มฝึกจากการรบที่ง่ายที่สุด เฉียวเหลียงก็รู้สึกอินมาก เขาไตร่ตรองดูอย่างละเอียดแล้วรู้สึกว่าน่าจะเป็นเพราะการวางโครงเรื่องอันชาญฉลาด
เกม RTS ส่วนใหญ่มีตัวเอกหลายตัวช่วยกันขับเคลื่อนเนื้อเรื่อง ตัวอย่างเช่น ใน Fantasy Battle มีตัวเอกจากหลายเผ่าพันธุ์ แต่ละตัวมีเส้นเรื่องเป็นของตัวเอง ผู้เล่นต้องเปลี่ยนตำแหน่งไปมาตลอดทั้งเกม นาทีหนึ่งอาจควบคุมตัวเอก A สู้กับตัวเอก B แต่อีกนาทีต่อมาอาจเปลี่ยนไปคุมตัวเอก B แทน
แน่นอนว่าก็ไม่ได้หมายความว่าวิธีการดั้งเดิมนั้นแย่ เกมที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มีแนวทางเป็นของตัวเอง ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของแนวทางนี้คือตัวเกมสามารถมีโลกทัศน์ที่กว้างและหลากหลายได้ และยังเน้นถึงความยิ่งใหญ่ของเรื่องราวทั้งหมดได้ด้วย
แต่ปัญหาคือโดยพื้นฐานผู้เล่นจะเล่นเกมผ่านมุมมองพระเจ้า ทำให้ไม่รู้สึกเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่ง ประสบการณ์ทางอารมณ์ส่วนใหญ่จะแยกจากประสบการณ์ทางอารมณ์ของตัวเอก
ทว่าการดำเนินเรื่องของ Mission & Choice ใช้แนวทางที่แตกต่างไป เนื้อเรื่องทั้งหมดพุ่งความสนใจไปที่กัปตันฉินอี้ และ AEEIS ก็ไม่ได้เด่นเกินตัวละครหลัก ได้ยินแค่เสียงอิเล็กทรอนิกส์ไร้อารมณ์คอยบอกให้ฉินอี้ดำเนินการต่างๆ ทำแบบนี้ผู้เล่นก็จะรู้สึกเหมือนได้สวมบทบาทเป็นฉินอี้ นอกจากนั้น AEEIS ยังคุยกับผู้เล่นโดยตรงระหว่างการเล่น ซึ่งเป็นส่วนเสริมให้รู้สึกอินยิ่งขึ้น
เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป อารมณ์ของผู้เล่นก็เปลี่ยนไปตามอารมณ์ของฉินอี้ ทำให้รู้สึกเห็นใจฉินอี้มากกว่าในหนังอีก
จุดหนึ่งที่ชัดเจนคือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของผู้เล่นเมื่อเกมเพิ่ม ‘องค์ประกอบสมจริง’ เข้ามา
ก่อนจะเพิ่มองค์ประกอบสมจริงเข้ามา ยูนิตจะฟังผู้เล่นที่รับบทเป็นฉินอี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกครั้งที่ทำการรบการสั่งการทั้งหมดจะเป็นไปอย่างราบรื่นมาก หลังจากผู้เล่นสั่งการง่ายๆ ปัญญาประดิษฐ์ AEEIS จะปรับคำสั่งเพิ่มเติม ทำให้กองทัพมนุษย์ดูไร้เทียมทาน และผู้เล่นจะรู้สึกลำพองใจขึ้นโดยไม่รู้ตัวเหมือนฉินอี้
แต่พอเพิ่มองค์ประกอบสมจริงเข้ามา จู่ๆ ยูนิตแต่ละตัวก็มีความคิดเป็นของตัวเอง หลายๆ ครั้งมักจะไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง และทำบางอย่างที่ชวนให้รู้สึกขุ่นเคืองใจ
ขวัญกำลังใจของกองทัพจะหดหาย ก่อนที่จะเกิดความสูญเสียยิ่งใหญ่พวกเขาจะพากันวิ่งแตกตื่นไปทั่วทุกทิศ ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นโกรธจัดได้ ความรู้สึกทะนงตนและลำพองใจก่อนหน้านี้หายวับไปหมด
ช่วงนี้ AEEIS จะแนะนำการสั่งการและวิเคราะห์ข้อมูลบางส่วนให้ผู้เล่น พอผู้เล่นพบว่าผลลัพธ์ออกมาดีก็จะตัดสินใจทำตามนั้นเหมือนฉินอี้
หลังจากผู้เล่นเลือกตัวเลือกต่างๆ และเล่นเกมในส่วนนี้จบ ฉินอี้ก็จะเลือกตัวเลือกแบบเดียวกันในคัตซีน ทำให้เพิ่มระดับความอินของผู้เล่นขึ้นไปอีก
ประสบการณ์ที่ได้รับนั้นแตกต่างจากเกม RTS ทั่วไปเล็กน้อย เกม RTS แบบดั้งเดิมส่วนใหญ่จะกำหนดเป้าหมายก่อนแล้วปล่อยให้ผู้เล่นดำเนินการ มีหลายครั้งที่ผู้เล่นไม่ได้ทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการทำ แต่ทำสิ่งที่ภารกิจกำหนด
แต่ใน Mission & Choice ผู้เล่นส่วนใหญ่จะตัดสินใจคล้ายฉินอี้ผ่านการวางโครงเรื่องอย่างชาญฉลาด แนวทางนี้จะทำให้ผู้เล่นรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและเข้าใจสถานการณ์กับการกระทำของฉินอี้มากขึ้น
…
เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว เฉียวเหลียงจดจ่อกับเกมสุดๆ จนไม่สามารถหยุดเล่นได้!
ความรู้สึกนี้คล้ายกับเกมที่อิงจากหนังของต่างประเทศ เอกลักษณ์พิเศษของเกมประเภทนี้คือสามารถนำภาพยนตร์มาใช้เป็นโครงเรื่องตลอดทั้งเกมได้ โดยมีจังหวะการเล่าเรื่องที่รวดเร็วและมีการหักมุมไปมาตลอดทั้งเกม
Mission & Choice สามารถหาสมดุลระหว่างหนังและเกมได้ ผู้เล่นจะได้ตะลุยเนื้อหาเกมไปพักหนึ่ง พอเริ่มเหนื่อยแล้วก็จะเข้าสู่ช่วงคัตซีนเนื้อเรื่องให้ได้พักผ่อน
โครงเรื่องทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างจุดเริ่มต้นกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นถัดไป ทำให้ผู้เล่นเกิดคำถามใหม่ๆ และรู้สึกคาดหวัง หลังจากดูเนื้อเรื่องมากพอแล้วก็จะเข้าสู่ช่วงต่อไปของเนื้อหาเกม วงจรนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆ
นอกจากนั้นเกมยังสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งได้ยอดเยี่ยมมาก ในช่วงครึ่งหลังของเกม ความวิตกกังวล ความสับสน และความสิ้นหวังของฉินอี้ส่งไปถึงผู้เล่นที่นั่งอยู่หน้าจอได้โดยตรง ทำให้พวกเขารู้สึกว้าวุ่นใจอยากเล่นเกมต่อ
เฉียวเหลียงรู้สึกว่าความรู้สึกของตัวเองถูกควบคุมโดย Mission & Choice มันให้ความรู้สึกเหมือนประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีกขั้น!
เมื่อเล่นมาถึงช่วงกลางเรื่อง เฉียวเหลียงก็อนุมานคร่าวๆ ว่าคัตซีนเกมกับเนื้อหาหนังน่าจะเหมือนกันทุกประการ!
ถึงเนื้อหาจะเหมือนกันหมด แต่ประสบการณ์ที่ได้รับจากเกมและหนังก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง
ข้อดีของเกมคือผู้เล่นสามารถสัมผัสประสบการณ์ได้ด้วยตัวเอง ในเนื้อเรื่องแต่ละส่วน เกมคือศิลปะที่สามารถสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เสพได้ ผู้เล่นมีอิสระในเกมมากกว่าในหนัง หากการตัดสินใจของผู้เล่นตามเจตจำนงของตัวเองสอดคล้องกับการตัดสินใจของตัวเอกในคัตซีน ผู้เล่นก็จะอินยิ่งขึ้นและรู้สึกเหมือนว่าตัวเองคือตัวเอกจริงๆ ความรู้สึกในการมีส่วนร่วมนั้นเทียบกับหนังไม่ได้เลย
ข้อดีของหนังคือมอบประสบการณ์ที่ดีกว่า เนื้อหาของหนังมีความเข้มข้นกว่า และกระบวนการทางอารมณ์ทั้งหมดจะบีบเค้นมากกว่าเกม แถมหน้าจอขนาดใหญ่และระบบเสียงในโรงภาพยนตร์ก็ดีกว่าคอมพิวเตอร์และหูฟังของผู้เล่นหลายเท่า
ดังนั้นเฉียวเหลียงที่ตอนแรกคิดว่าจะขอคืนเงินค่าตั๋วหนังและดูเนื้อเรื่องในเกมฟรีๆ ก็เปลี่ยนความคิดไปจากเดิม หลังจากเล่นเกมแล้วเขาก็ยิ่งอยากไปดูหนังในโรงมากขึ้น!
ฉากและเอฟเฟ็กต์พิเศษยอดเยี่ยมขนาดนี้ แถมฝีมือการแสดงของลู่จือเหยาก็สุดยอดมาก แล้วจะดูแค่ในจอเล็กๆ ให้เต็มอิ่มได้ยังไง ถ้าไม่ไปดูบนจอใหญ่ๆ คงน่าเสียดายแย่!
หนังดีๆ แบบนี้ต้องเข้าไปดูในโรง นอกจากนั้นหนังก็ไม่สามารถแทนที่เกมได้อย่างสมบูรณ์ เพราะเกมมอบความรู้สึกของการมีส่วนร่วมและความดื่มด่ำแบบที่หนังไม่สามารถมอบให้ได้
“บอสเผยเจ้าเล่ห์มาก! ใช้วิธีนี้ฉกเงินจากกระเป๋าของฉันได้สองทางเลย! แต่… ฉันก็อยากให้หัวขโมยแบบนี้โผล่มาอีกบ่อยๆ!”
ถึงกระเป๋าเงินของเฉียวเหลียงจะโดนฉกเงินไปสองเท่า แต่เขาก็ได้รับความสุขกลับมาสองเท่าเหมือนกัน
“แปลกจัง ปัญหาเรื่องการแบ่งโครงเรื่องที่เคยกังวลเหมือนจะไม่มีให้เห็นเลย ทำได้ยังไงนะ”
ผ่านมาเกินครึ่งเรื่องแล้ว สิ่งต่างๆ ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป หลังจากขบคิดดู เฉียวเหลียงก็ได้คำตอบ
จุดสำคัญที่สุดคือการวางโครงเรื่อง เนื้อเรื่องของ Mission & Choice เรียกได้ว่าเป็นการแสดงฉายเดี่ยวของลู่จือเหยา หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น การปะทะบทบาทกันระหว่างลู่จือเหยากับ AEEIS
แต่ไม่ว่ายังไงการทำแบบนี้ก็มีส่วนผสมของโอกาสและความเสี่ยง ความเสี่ยงคือสายตาของผู้ชมทั้งหมดจะจับจ้องที่ลู่จือเหยาคนเดียว ถ้าฝีมือการแสดงของเขาดีพอผู้ชมก็จะรู้สึกอิน แต่ถ้าฝีมือการแสดงไม่ถึงขั้นหนังก็จะโดนเขาฉุดลงเหว
นอกจากนั้นโครงเรื่องทั้งหมดยังแบ่งออกเป็นส่วนๆ การเชื่อมต่อแต่ละส่วนเข้ากันทำได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก แต่แต่ละส่วนก็ถูกแบ่งออกจากกันอย่างชัดเจน ดังนั้นเมื่อนำโครงเรื่องดังกล่าวมาใส่เข้าไปในเกม ผู้เล่นก็จะรู้สึกดื่มด่ำและเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องมากๆ ขณะเดียวกันก็ผนวกโครงเรื่องเข้ากับเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบสุดๆ
ดังนั้นนอกจากผู้เล่นจะไม่รู้สึกว่าเนื้อหาแบ่งออกเป็นส่วนๆ แล้ว ยังรู้สึกว่าเนื้อหาทั้งหมดสอดคล้องกันเป็นอย่างดี!
“ทำโครงเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้จริงๆ เหรอเนี่ย ความรู้เกี่ยวกับเกมของฉันถูกลบล้างอีกแล้ว!”
หลังจากเข้าใจแล้ว เฉียวเหลียงก็รู้สึกทึ่งกับเกมนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะบรรลุผลลัพธ์นี้ได้จากการแปลงหนังเป็นเกม หรือแปลงเกมเป็นหนัง
ผลลัพธ์นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทำเกมกับหนังไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาความแตกต่างในการนำเสนอองค์ประกอบศิลป์ของเกมและหนัง ต้องผสานจุดอ่อนและจุดแข็งของสองสิ่งเข้าด้วยกัน และใช้ความเข้าใจในสองศาสตร์อย่างลึกซึ้งมาประกอบกันให้ได้โครงเรื่องออกมา!
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ความสามารถ แต่เป็นความกล้าที่จะทำ เฉียวเหลียงเชื่อว่ามีคนจำนวนมากที่สามารถเขียนบทที่เหมาะสมสำหรับทั้งเกมและหนังได้ แต่นายทุนที่กล้านำบทเดียวกันมาสร้างเป็นหนังและเกมไปพร้อมๆ กัน และให้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลน่าจะหาได้ยากมาก!
เนื้อเรื่องดำเนินต่อไป เนื้อเรื่องของเกมเหมือนกับหนังทุกประการ แต่เนื่องจากผู้เล่นรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งมากกว่า และมีเวลาให้ดื่มด่ำนานกว่า จึงทำให้อินกว่า
ในช่วงสุดท้ายของเนื้อเรื่อง ฉินอี้พูดปลุกใจมวลมนุษยชาติในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย เฉียวเหลียงตระหนักว่ายูนิตที่เคยไม่ฟังคำสั่งเปลี่ยนไปทันที ทหารหลายนายพร้อมใจที่จะสละชีพเพื่อสังหารกองทัพเซิร์ก ข้อความ ‘มนุษย์จะคงอยู่ตลอดไป’ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอไม่หยุด…
ไม่รู้ทำไมจู่ๆ เฉียวเหลียงก็รู้สึกถึงความชื้นในดวงตา แม้จะรู้ดีว่านี่เป็นแค่เกมและทหารทั้งหมดเป็นแค่ข้อมูลจำลอง แต่เขากลับรู้สึกว่าทหารเหล่านี้มีชีวิตกันจริงๆ อย่างน่าประหลาด
เมื่อเห็นพวกเขาวิ่งเข้าหากองทัพเซิร์กและพลีชีพตัวเอง เฉียวเหลียงก็เข้าใจอารมณ์อันซับซ้อนของฉินอี้ได้ทันที พอประกบเข้ากับการแสดงอันยอดเยี่ยมของลู่จือเหยา ในใจของเฉียวเหลียงก็เต็มไปด้วยอารมณ์สลับซับซ้อน
แต่พอเห็นฉินอี้ถูกทรยศ ได้ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของเซิร์ก และลืมตาขึ้นมาท่ามกลางผืนอวกาศซึ่งมีดวงดาวพร่างพราย เขาก็ตะลึงงันไป
เฉียวเหลียงอึ้งไปนาน แม้รายชื่อผู้พัฒนาจะปรากฏขึ้นบนหน้าจอดำแล้ว เขาก็ยังต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะรวบรวมสติได้
เกมทั้งหมดไม่ยาวมาก เพราะตัวหนังมีความยาวแค่ประมาณสองชั่วโมง ระหว่างเนื้อเรื่องมีด่านต่างๆ ให้เล่น จึงยืดเนื้อหาออกไปเป็นหกชั่วโมง
แน่นอนว่านี่เป็นแค่ความยากระดับพื้นฐานของเกม หลังจากเล่นจบแล้วผู้เล่นสามารถลองเล่นระดับความยากที่สูงขึ้นได้
ท้องฟ้าด้านนอกสว่างแล้ว เฉียวเหลียงรู้สึกง่วงเล็กน้อยแต่ตื่นเต้นมากๆ!
ก่อนจะเล่นจบเนื้อเรื่อง เมื่อกดเข้าเกมจะได้เริ่มเล่นจากจุดที่เล่นถึงล่าสุด แต่พอเล่นจนจบเนื้อเรื่องแล้วจะเข้าสู่หน้าแรกของเกมที่มีตัวเลือกต่างๆ
เกมมีหลายโหมดทีเดียว แต่เฉียวเหลียงไม่มีอารมณ์จะเข้าไปเล่นดู สิ่งเดียวที่คิดในหัวตอนนี้คือต้องรีบแนะนำเกมนี้อย่างเต็มที่!
แน่นอนว่าร่างกายของเฉียวเหลียงไม่มีเรี่ยวแรงพอ สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือหาข้าวเช้ากินและไปนอนเอาแรง