ข้าคือนางร้ายในนิยายจำกัดเรท - บทที่ 106 หาไม่พบ
เสียงฟ้าร้องกึกก้อง ก่อนฝนห่าใหญ่พลันกระหน่ำลงมา เปียกชุ่มจนผ้าแดงขอพรที่ผูกไว้บนกิ่งไม้โบกสะบัดอยู่เมื่อ
ครู่ ล้วนเปียกชื้นห้อยตกลงมาหมดสิ้น กลายเป็นภาพอึมครึมไร้ชีวิตชีวาในชั่วพริบตา
เสียงฝนซัดสาดดังเปาะแปะทะลุประตูหน้าต่างเข้ามา แต่ทว่าต้วนหลิงกลับไม่ได้ยินสิ่งใด เขาเพียงก้มลงวางร่าง
ของ หลินถิงอย่างแผ่วเบา ก่อนเอื้อมไปหยิบว่าวกระดาษสองตัวที่วางอยู่บนโต๊ะ
ไม้ไผ่ที่ทำโครงว่าวแข็งจนบาดฝ่ามือ ความเจ็บแล่นเข้ามาจนเขาขมวดคิ้ว ว่าวตัวหนึ่งเต็มไปด้วยลายเส้นบิดเบี้ยว
ไม่เป็นระเบียบ เต็มไปด้วยตัวอักษรและลวดลายแปลกตา สายตาของต้วนหลิงพลันหยุดลงที่ “ขนนก” อันหนึ่งซึ่งวาดไว้
ด้านซ้าย และ “กระดิ่งใหญ่” ที่วาดเกินจริงไว้ด้านขวา
เขาเอื้อมมือแตะปลายนิ้วลงบนกระดิ่งที่ถูกวาดอย่างเกินจริงนัก ริมใต้ภาพนั้นเขียนว่า “หลินเล่ออวิ๋น”
ส่วนใต้ขนนกเขียนว่า “ต้วนจื่ออวี่”
ที่เหลือบนว่าวยังมีรายนามอีกหลายคน เช่น หลี่จิงชิว ต้วนซินหนิง เถาจู จินอันไจ้ …
เพราะว่าวเต็มไปด้วยลายมือและลวดลายมากมาย มองไกลๆ จึงแทบกล่าวได้ว่าน่าเกลียด ทว่าเมื่อมองใกล้ๆ
กลับสัมผัสได้ถึงความงามอันแปลกประหลาด ความงามที่บิดเบี้ยวจนงดงามในอีกลักษณะหนึ่ง ว่าวของหลินถิงนี้คล้าย
กับผ้าเช็ดหน้าที่นางเคยปักไว้ แม้ไม่ประณีต แต่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์และความจริงใจ
ต้วนหลิงลูบว่าวเบาๆ พลันคิดในใจ พรุ่งนี้พวกเขาคงมิอาจไปปล่อยว่าวนอกเมืองด้วยกันอีกแล้ว…
เขาจัดเก็บว่าวลงอย่างระมัดระวัง ก่อนหันกลับมานั่งข้างร่างของหลินถิง กุมมือที่เย็นเฉียบของนางไว้แน่น สอด
ประสานนิ้วทั้งสิบ แล้วก้มหน้าลงแนบแก้มกับแก้มของนางอีกครั้ง
ครู่หนึ่ง น้ำตาอุ่นหยดหนึ่งก็กลิ้งร่วงจากใบหน้าของต้วนหลิง ตกลงบนผิวแก้มของนาง อุ่นชื้นและร้อนแรง ทว่า
หลินถิงหาได้รับรู้ไม่
***
ครึ่งชั่วยามต่อมา ต้วนหลิงสั่งให้สาวใช้ยกน้ำอุ่นมา ล้างเนื้อล้างตัวให้หลินถิง แล้วอุ้มกลับไปวางบนเตียงนอนที่ปู
ด้วยผ้าห่มหนา เขาจัดแจงทุกสิ่งอย่างเหมือนกับครั้งก่อนๆ หาได้มีสิ่งใดแตกต่าง
เมื่อล้างตัวเสร็จ เขาก็ขึ้นเตียงบ้าง พลิกกายเข้าไปใต้ผ้าห่ม กอดร่างไร้วิญญาณของหลินถิงแนบอก จับมือของ
นางกางออกมาวางไว้รอบเอวตน ราวกับว่านางยังคงกอดเขาตอบอยู่เช่นเดิม
ต้วนหลิงกอดศพของหลินถิงหลับไปจนถึงยามดึก กระทั่งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาพร่าเลือนต้องแสงเงามืดยาม
รัตติกาล
นางยังคงนิ่งดุจไร้วิญญาณ เขากลับทำใจยอมรับมิได้
ต้วนหลิงลุกจากเตียง ออกไปข้างนอกโดยไม่แม้แต่สวมเสื้อคลุม ฝนหยุดลงแล้ว ทางเดินศิลาเขียวในลานยังเปียก
ชื้น เขาเดินเท้าเปล่าผ่านไป น้ำฝนที่ขังอยู่บนพื้นซึมซาบขึ้นมาตามฝ่าเท้า
เขาเดินไปหยุดใต้ต้นไม้ใหญ่ เงยหน้ามองผ้าแดงขอพรที่ยังไม่ทันแห้ง ห้อยระย้าตามแรงฝน ภาพนั้นทำให้เขาเกิด
ความคิดอยากจะฉีกทิ้งให้หมดสิ้น
มือเอื้อมไปคว้าผ้าแดงเส้นหนึ่งเหนือศีรษะ ทว่ากลับลังเลไม่อาจฉีกลงมาได้
เพราะภาพในใจ หลินถิงปีนขึ้นไปผูกผ้าแดงเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม ทำให้เขาปล่อยมือออกโดยไม่รู้ตัว พลันเปลี่ยน
มาค้นหาผ้าแดงเส้นที่นางเคยผูกด้วยมือ
แต่ถึงเขาจะจำได้ว่าเป็นตำแหน่งใด กลับไม่อาจหาเจอ
ยิ่งค้นหา ร่างกายยิ่งบอบช้ำ เท้าเปล่าถูกหินใต้ต้นไม้บาดจนเลือดซึม มือก็ถูกกิ่งไม้บาดจนเป็นแผล เลือดหยดลง
บนพื้นผสมเข้ากับน้ำฝนจนเจือจาง
และสุดท้าย……เขาก็ยังหาไม่พบ
วันแรกหลังการสิ้นลมของหลินถิง จำต้องประกาศการตาย เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายมาร่วมไว้อาลัยยังสกุลต้วน
พิธีศพถูกจัดขึ้นกลางห้องโถงใหญ่ เครื่องกระดาษวิญญาณและธงขาวพลิ้วสะบัดต้องสายลม ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งอัน
เศร้าสร้อย โลงศพที่ยังมิได้ปิดฝาถูกวางไว้ ณ เบื้องกลาง ข้างหน้ามีโต๊ะเซ่นซึ่งเรียงรายด้วยบรรดาเครื่องสังเวย
เฝิงฮูหยินและหลี่จิงชิวยืนอยู่หน้าหีบศพ ดวงตาทั้งคู่สะท้อนภาพร่างของหลินถิงที่นอนนิ่งอยู่ภายใน
แม้ตะวันจะขึ้นแล้ว แต่เทียนขาวในห้องก็ยังคงลุกสว่างไม่ดับ ร่วมกับตะเกียงยืนยาวให้แสงอันอบอุ่น ทว่ากลับไม่
อาจให้ความอบอุ่นแก่ร่างที่เย็นเฉียบของหลินถิงได้อีก
หลี่จิงชิวยังคงมิอาจทำใจยอมรับการจากไปของบุตรสาว นางโน้มกายคร่อมลงไปเหนือโลงศพ กอดร่างที่ถูกจัด
แต่งเรียบร้อยไว้แล้ว กู่เรียกชื่อบุตรครั้งแล้วครั้งเล่า จนเสียงแหบแห้งแตกพร่า
เฝิงฮูหยินหันหน้าหลบ น้ำตาไหลพราก
แรกเริ่มนางเพียงหวังว่าหากต้วนหลิงชอบหลินถิงจริง บุตรชายจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดาย จึงตั้งใจชักนำให้
ใกล้ชิดกัน แต่ครั้นได้อยู่ร่วมกับหลินถิงไม่นาน ก็กลับรักใคร่นางด้วยใจจริง บัดนี้ต้องเห็นนางดับสูญด้วยสองตา จะไม่ให้
โศกเศร้าได้อย่างไรเล่า
ทุกสิ่งล้วนโทษได้เพียงชะตาฟ้าลิขิต
เฝิงฮูหยินยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา หันไปมองต้วนหลิง เขานั่งอยู่ข้างโลงศพ สีหน้าราบเรียบ ไร้ทั้งรอยยิ้มและ
น้ำตา ประหนึ่งไร้สุขไร้ทุกข์ เขาสวมอาภรณ์ไว้ทุกข์ มือกุมกระดาษเงินกระดาษทอง เบื้องหน้ามีอ่างเผากระดาษสำหรับ
งานศพ
แผ่นกระดาษเงินถูกวางลงไปในอ่าง ไฟพลันเลียกลืนอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็กลายเป็นเถ้าถ่าน
ต้วนหลิงเงยหน้ามองออกไปด้านนอก เมื่อวานฟ้าฝนกระหน่ำหนักหน่วง ทว่าวันนี้กลับแจ่มกระจ่างราวกระจกใส
สายลมพัดให้ผ้าแดงขอพรในลานโบกไหวอีกครั้ง แต่กลับไร้แวววิจิตรดั่งวันก่อน กลับมีเพียงความวังเวงหม่นเศร้าแผ่ว
เบา
เขายังคงหย่อนกระดาษเงินลงไปในเปลวไฟ ครั้นยกมือขึ้น แขนเสื้อไว้ทุกข์พลันเลื่อนลง เผยให้เห็นสายแพร
หลากสีที่พันอยู่ตรงข้อมือ เมื่อวานนี้เอง หลินถิงยังใช้สายเหล่านี้ผูกไว้บนเรือนผมของนาง
สายแพรนั้นแนบชิดอยู่เหนือรอยแผลเป็นบนข้อมือของเขา
ต้วนซินหนิงนั่งตรงข้ามกับเขา เบื้องหน้าก็มีอ่างเผากระดาษเช่นกัน มือกุมกระดาษเงินไว้เต็มกำ แต่หาได้ใส่ลงไป
ไม่ เพียงร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย จือหลานพยายามยกผ้าเช็ดน้ำตาให้ แต่ก็ไม่ทันกับหยด
น้ำตาที่พรั่งพรูออกมา
จือหลานเกรงว่าหากต้วนซินหนิงร้องไห้มากเกินไป อาจกระทบต่อตัวนางเองและเด็กในครรภ์ ทว่าก็ไม่กล้า
ปริปากห้าม เพราะรู้ดีว่าหลินถิงคือสหายสนิทที่เติบโตมาด้วยกันของนาง
ระหว่างที่ช่วยซับน้ำตาให้ จือหลานก็เผลอเหลือบสายตาไปมองเถาจูที่นั่งอยู่ด้านข้าง นางเพียงเหม่อมองไปยัง
โลงศพ น้ำตาแห้งเหือด ราวกับมิอาจร่ำไห้ได้อีกต่อไป
ข้างหีบศพ หลี่จิงชิวเฝ้าเรียกหาบุตรสาวที่ไร้วิญญาณอยู่นาน พลันคว้ามือเฝิงฮูหยินแน่น “ท่านดูหน้าของเล่ออ
วิ๋นสิ นางยังมีชีวิตอยู่แน่ หมอต้องตรวจผิดไป บุตรสาวของข้ายังไม่ตาย!”
เฝิงฮูหยินรู้ดีว่าหลี่จิงชิวไม่อาจรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุตรได้ นางจึงกล่าวเสียงแผ่ว “คนตายแล้ว ย่อม
ฟื้นคืนไม่ได้…”
“ไม่… เล่ออวิ๋นของข้ายังไม่ตาย ดูหน้าของนางสิ” หลี่จิงชิวส่ายศีรษะอย่างบ้าคลั่ง ดวงตายังตรึงอยู่ที่ร่างหลินถิง
น้ำเสียงสะอื้นสั่นเครือ
แม้หลินถิงสิ้นลมมาแล้วทั้งคืน ใบหน้ากลับยังคงขาวนวลแฝงระเรื่อ มิได้ซีดเซียวเช่นศพผู้อื่น มิปรากฏรอยศพ
เขียวคล้ำตามธรรมชาติ ครานี้เป็นฤดูหนาว อากาศเย็นจัด ร่างกายไม่เน่าเปื่อยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เหตุใดผิวหน้าของผู้
ตายยังคงมีเลือดฝาดเล่า
หลี่จิงชิวมิอาจยอมรับความจริง ได้แต่พร่ำพึมพำเสียงแผ่ว “เล่ออวิ๋น… ยังมีชีวิตอยู่”
เฝิงฮูหยินประคองร่างที่สั่นสะท้านนั้นขึ้น ใช้ผ้าเช็ดน้ำตาให้ พลางปลอบ “หากเล่ออวิ๋นรับรู้ได้บนสวรรค์ นางเห็น
ท่านเป็นเช่นนี้ เกรงว่าจะยิ่งปวดร้าวใจยิ่งนัก”
หาใช่ว่าเฝิงฮูหยินไม่อยากเชื่อ แต่หลินถิงไร้ลมหายใจทั้งคืน หัวใจหยุดเต้น ร่างกายเย็นเฉียบ หากไม่ใช่ความตาย
แล้วจะเป็นสิ่งใดเล่า ที่สำคัญ หมอทั้งหลายที่มาตรวจต่างก็ยืนยันตรงกันว่านางสิ้นชีพแล้ว
ส่วนสาเหตุที่ใบหน้าของนางยังคงมีสีเลือดฝาดนั้น ก็สุดจะอธิบายได้ ในใต้หล้านี้เหตุอันพิกลย่อมมีอยู่มาก เช่น
เดียวกับโรคประหลาดที่นางเคยเผชิญ ก็ไร้ผู้ใดให้คำอธิบายได้
แน่นอนว่าลึกๆ แล้วเฝิงฮูหยินเองก็หวังให้หลินถิงยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ความจริงก็คือนางตายแล้ว และเป็นสิ่งที่
ปฏิเสธไม่ได้
หลี่จิงชิวปิดหน้าร้องไห้ สะอึกสะอื้นคร่ำครวญ “หากสวรรค์คิดจะพาตัวใครสักคนไป เหตุใดไม่เอาข้าแทน ข้าอยู่
มาครึ่งชีวิตก็เพียงพอแล้ว เหตุใดต้องพรากเล่ออวิ๋นไปด้วย!”
แม้ปากพร่ำปฏิเสธ ทว่าในส่วนลึกของใจ หลี่จิงชิวเองก็รู้ดีว่าบุตรสาวสิ้นใจไปแล้วจริงๆ
เฝิงฮูหยินเข้าใจดี ความเจ็บปวดของการ “ผมขาวส่งผมดำ” นางก็เคยเผชิญมาก่อน เมื่อครั้งต้องส่งบุตรชายคน
โต ต้วนหลีเซิงจากไปด้วยมือตนเอง ความเจ็บนั้นนางไม่อยากนึกถึงอีกตลอดชีวิต
นางจึงถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวปลอบ “ท่านมิได้พักทั้งคืนแล้ว หากยังฝืนต่อไป ร่างกายคงทนไม่ไหว เล่ออวิ๋น
ย่อมไม่ปรารถนาให้ท่านอ่อนแอเช่นนี้แน่”
เมื่อคืนทั้งคู่แทบไม่ได้ข่มตา หลี่จิงชิวเอาแต่ร่ำไห้ เฝิงฮูหยินเองก็ไม่ห่างจากนางเลย เพราะครั้งหนึ่งหลินถิงเคยมา
ขอร้องไว้ว่า หากตนเองตาย ขอให้เฝิงฮูหยินอยู่เป็นเพื่อนมารดา อย่าให้มารดาต้องเผชิญความโดดเดี่ยวเพียงลำพัง
เห็นอีกฝ่ายยังคงเงียบงัน เฝิงฮูหยินจึงเอ่ยกล่อมอีกครั้ง “หากท่านล้มป่วยลง แล้วในวันส่งศพเล่ออวิ๋น มารดาไม่
อาจอยู่เคียงข้าง นางจักไม่เศร้าใจยิ่งกว่าหรือ?”
คำนี้เองจึงสะกิดหัวใจของหลี่จิงชิว นางพลันสะอื้นเบาลง สติกลับคืนมาเล็กน้อย ใช่แล้ว นางยังต้องอยู่เพื่อส่ง
บุตรสาวเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อเห็นว่านางพอจะมีแรงฮึดขึ้น เฝิงฮูหยินจึงรีบพยุงพาออกจากศาลาตั้งศพ ไปกินข้าวปลาให้พอประทัง แล้วก
ลับเข้าห้องพักผ่อน
ต้วนหลิงยังคงเผากระดาษเงินไม่หยุด ควันจากกระดาษเงินและธูปคละคลุ้งอบอวลทั่วห้องโถง หนาทึบราวกับสูบ
เอาลมหายใจผู้คนไปจนสิ้น ทำให้แทบหายใจไม่ออก ต้วนซินหนิงถึงกับสะอื้นไห้จนหายใจติดขัด พลางเรียกเสียงแผ่วสั่น
“ท่านพี่รอง…”
เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้า เพียงเอ่ยเรียบๆ “ว่ามาเถิด”
ต้วนซินหนิงลุกขึ้น เดินไปหยุดตรงหน้าพี่ชาย เอ่ยถามเสียงสั่นระคนวิงวอน “ท่านพี่รอง…บอกข้าเถิด ว่านี่เป็น
เพียงความฝัน เล่ออวิ๋นยังมิได้จากพวกเราไปใช่หรือไม่” นางยังเป็นเช่นเดิม เมื่อใดก็ตามที่เผชิญเรื่องไม่อยากยอมรับ ก็
มักบอกตัวเองว่านั่นคือความฝัน
มือที่กำลังกุมกระดาษเงินของต้วนหลิงชะงักไปเล็กน้อย เขาเงยตาขึ้นอย่างเชื่องช้า แล้วกล่าวว่า “นางมิได้จาก
เราไปไหน” จากนั้นหันไปมองโลงศพ ริมฝีปากเหยียดยิ้มอ่อนโยน “นาง…ยังอยู่ที่นี่มิใช่หรือ”
คำตอบนั้นทำให้ต้วนซินหนิงนิ่งค้างไป ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง มืออยากจะทึ้งกระดาษเงินทิ้ง หากก็เกรง
จะเป็นการรบกวนหลินถิง จึงทำไม่ลง
ภาพนั้นบีบหัวใจจือหลานยิ่งนัก ทั้งเจ็บปวด ทั้งเวทนา นางเองก็ควบคุมมิให้น้ำตาไหลได้ จึงรีบรับปีกกระดาษ
จากมือนายสาว “คุณหนูสาม ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ อย่าได้ทรมานตัวเองอีกเลย”
ต้วนซินหนิงโผเข้ากอดจือหลาน ร้องไห้สะอึกสะอื้น “เล่ออวิ๋นเคยบอกว่าจะพาข้าตระเวนกินทั่วโรงเตี๊ยมในเมือง
หลวง…นางผิดสัญญาแล้ว!”
จือหลานมิได้ตอบ เพียงเงียบงัน ปล่อยให้น้ำตาของตนไหลริน
ดวงตาของต้วนซินหนิงแดงก่ำ เสียงขาดห้วงพูดต่อ “เมื่อ…เมื่อวานนางยังสดใสร่าเริงอยู่เลย ยังพูดคุยกับข้า
มากมาย ยังปีนต้นไม้ไปผูกผ้าแดงขอพร…เหตุใดจู่ๆ …”
เหตุใดจู่ๆ ถึงได้สิ้นลมไปเล่า!
จือหลานอยู่ในเหตุการณ์เมื่อวาน นางย่อมรู้ว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นฉับพลันเพียงใด จึงไม่อาจหาคำปลอบโยน มีเพียงลูบ
หลังนายสาวเบาๆ
เสียงร่ำไห้ของทั้งสองไม่อาจสั่นคลอนต้วนหลิงได้ เขาเผากระดาษจนหมดชุด ก่อนลุกขึ้น เดินไปยังโลงศพของ
หลินถิง
เขานั่งอยู่ตรงนั้นทั้งวัน ผู้คนรอบข้างล้วนมีเวลาพักผ่อน ลุกไปจากห้องบ้าง แม้แต่ต้วนซินหนิงก็ต้องออกไปพัก
เพราะร้องไห้จนปวดท้อง จือหลานจึงพาไปพักห้องข้างๆ มีเพียงต้วนหลิงเท่านั้นที่มิได้ขยับกายไปไหนเลย
เขาก้มหน้า จ้องมองใบหน้าของหลินถิงไม่วางตา มือกดลงที่ข้อมือของนาง ทว่าผ่านไปเนิ่นนานแล้ว ก็ยังไม่รู้สึก
ถึงชีพจร
หลินถิง…ตายจริงๆ แล้ว
ยิ่งแตะต้องร่างนางเนิ่นนาน ความเย็นเฉียบของศพก็ยิ่งซึมผ่านปลายนิ้ว แผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจเขาทีละน้อย
หนาวนัก… หนาวจนร่างกายต้วนหลิงสั่นสะท้าน
ในเหมันตฤดู เขาไม่เคยกลัวความเย็นมาก่อน ทว่าครานี้ความเย็นกลับกัดกินจนหัวใจหวาดหวั่น กลายเป็นใยบาง
เหนียวแน่นคุมขังเขาไว้ทั้งร่างและจิตวิญญาณ
บัดนี้ต้วนหลิงกลับหวาดกลัวความหนาวเหน็บ ก็เพราะความเย็นนี้มิใช่มาจากลมฟ้าอากาศ แต่เป็นความเย็นที่แผ่
ซ่านออกมาจากร่างของหลินถิงเอง กระนั้นแม้จะหนาวจนสั่นสะท้าน เขาก็ยังไม่ปรารถนาจะปล่อยมือ
ต้วนหลิงค่อยๆ ประสานนิ้วเข้าหากัน กอบกุมมือนางไว้แนบแน่น
ครั้งยังมีชีวิตอยู่ หลินถิงชอบเอามือซุกไว้ในฝ่ามือของเขา หรือไม่ก็แอบสอดไว้ในอกเสื้อของเขา ใช้เป็นเตาอุ่นกาย
ให้ความอบอุ่นแก่ตนเอง ทว่าบัดนี้ไม่ว่าต้วนหลิงจะกอบกุมแน่นเพียงใด จะถ่ายทอดความอุ่นร้อนจากกายเพียงใด
ร่างกายนางก็มิอาจอบอุ่นขึ้นมาได้อีกแล้ว
สายตาของเขาไล่ไปบนเรือนร่างนางดุจงูเลื้อย จนหยุดลงที่ดวงตาคู่งาม เขายื่นมือออกไป ปลายนิ้วหยาบกร้าน
แตะลงบนเปลือกตาอันปิดสนิท
เขาเพียงอยากให้นางเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ใช้แววตาคู่นั้นหันมามองเขาเช่นก่อน
ทว่า… หลินถิงหาได้ลืมตาขึ้นมาไม่
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ต้วนหลิงจึงค่อยๆ เก็บมือกลับมา แล้วหันไปนั่งข้างอ่างเผากระดาษเงินอีกครั้ง
ฟ้ามืดลงแล้ว เงาคนขยับไหวบนพื้นศาลา บ่าวไพร่สองสามคนยืนเฝ้าอยู่ข้างโลงศพ พอเห็นเปลวเทียนถูกลมพัด
ดับไป ก็คอยจุดขึ้นใหม่
หลี่จิงชิวก้าวเข้ามาพร้อมสายลม เอ่ยเสียงพร่าหนัก “จื่ออวี่ เจ้ากลับไปพักเถิด คืนนี้ให้แม่เฝ้าเอง” ตาม
ธรรมเนียม ก่อนครบเจ็ดวัน ต้องมีคนเฝ้าศพทุกคืน
นางที่ยอมพักผ่อนตอนกลางวันก็เพื่อให้คืนนี้ยังพอมีเรี่ยวแรง หากต้องเฝ้าอยู่คนเดียวทั้งคืน เกรงว่าร่างกายจะ
ทนไม่ไหว แล้วเป็นลมล้มไปเสีย จะเสียหายยิ่งนัก
แต่ต้วนหลิงหาได้ขยับไปไหน “ไม่จำเป็นหรอกท่านแม่”
เห็นดังนั้นหลี่จิงชิวก็ไม่ฝืนใจเขา นั่งลงเคียงข้าง เพื่ออยู่เฝ้าศพด้วยกัน
หลังผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน หลี่จิงชิวคล้ายเริ่มจะยอมรับความจริง ว่าหลินถิงจากไปแล้ว ถึงจะมิได้ยอมรับโดยสิ้น
เชิง แต่นางก็หวั่นใจว่าหากบุตรสาวรับรู้ได้จริงดังที่เฝิงฮูหยินกล่าวไว้ ย่อมไม่อยากเห็นมารดาคร่ำครวญร่ำไห้ จึงพยายาม
เก็บงำความโศกเอาไว้ในอก
สายลมจากนอกศาลาพัดลอดเข้ามา สะกิดปิ่นหยกบนเกล้าผมต้วนหลิง กระดิ่งเล็กที่ห้อยอยู่พลันดังกรุ๋งกริ๋ง แว่ว
ใสกังวานราวท่วงทำนองแห่งสรวงสวรรค์
ในความเงียบสงัดนั้น หลี่จิงชิวฟังเสียงกระดิ่งชัดเจน พลันเอ่ยเบาๆ “แม่จำได้ว่า เล่ออวิ๋นเคยมอบกวานหยกให้
เจ้าในวันเกิด ใช่กวานนี้หรือไม่”
ต้วนหลิงรู้สึกถึงกระดิ่งที่สั่นสะเทือนอยู่บนศีรษะ มือที่กำลังหย่อนกระดาษเงินชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนตอบ
สั้นๆ “ใช่ขอรับ”
หลี่จิงชิววางกระดาษเงินสองสามแผ่นลงในอ่างไฟ แล้วเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่อาจกลั้นความคิด “เงินทองข้าวของ
เล่ออวิ๋นเห็นค่าเหนือสิ่งใด นางแทบไม่เคยใช้เงินทองเพื่อผู้อื่น แต่กลับยอมเสียเงินมากมายทำกวานหยกให้เจ้า…”
แม้หลินถิงจะไม่เคยตระหนี่ต่อการใช้เงินทองกับหลี่จิงชิว แต่ก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี เพราะหลี่จิงชิวคือมารดาของ
นาง ส่วนต้วนหลิง…ยามนั้นยังมิได้แต่งกับหลินถิง สำหรับคนทั้งสอง เขายังคือ “คนนอก”
ต้วนหลิงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้ารู้แล้ว”
หลี่จิงชิวกลั้นเสียงสะอื้น พูดพลางน้ำตาเอ่อ “จริงๆ แล้วนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นนางเอาใจใส่ใครสักคนมากถึง
เพียงนี้” นางรีบยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ แล้วเหลือบไปทางโลงศพ ราวเกรงว่าหลินถิงจะได้ยิน “เล่ออวิ๋น…นาง
ชอบเจ้านัก”
ต้วนหลิงบีบกระดาษเงินในมือแน่นขึ้น ตอบเพียงเบาๆ “อืม”
หลี่จิงชิวแหงนหน้ามองเพดาน พยายามกลืนหยาดน้ำตากลับเข้าไป “ไม่รู้ว่าเมื่อต้องเดินเดียวดายบนเส้นทางสู่
แดนปรโลกเล่ออวิ๋นจะเหงาบ้างหรือไม่ เด็กคนนี้ไม่เคยกลัวสิ่งใด แต่สิ่งเดียวที่นางหวั่นเกรงคือ…ความเหงา”
ภาพในหัวนางล้วนเต็มไปด้วยหลินถิง “เมื่อก่อนหากอยู่ในจวน หากไม่มัวหมกมุ่นกับสิ่งแปลกประหลาด ก็จะหา
คนมานั่งคุย หากไร้ผู้ใดอยู่เป็นเพื่อน นางก็จะเหงาเอาง่ายๆ”
ความเสียใจพลันกัดกินใจหลี่จิงชิว นางเสียใจนักที่ไม่ได้ปฏิบัติกับหลินถิงให้ดีกว่านี้ มักเอาแต่เอ็ดดุอยู่เสมอ
เปลวไฟในอ่างเผากระดาษสะท้อนแสงขึ้นบนใบหน้าของต้วนหลิง แต่ส่องได้เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งยังคงจมลึกอยู่
ในเงามืด ประหนึ่งกำลังถูกปีศาจกลืนกิน เขาหันไปมองโลงศพอีกครา ครั้นหันกลับมานั่ง กลับหันหลังให้กองไฟในอ่าง
ทำให้ทั้งใบหน้าต้องตกอยู่ในเงามืดสนิท
สายตาของเขายังคงสงบ น้ำเสียงไม่เปลี่ยนแปลง อ่อนโยนราวกับลมราตรี “นาง…จะไม่เหงา”
หลี่จิงชิวพยักหน้าเบาๆ “จริงด้วย…เล่ออวิ๋นเป็นคนเช่นนั้น เห็นใครก็ชวนพูดจา นางคงไม่เหงา” แม้จะเอ่ยดังนั้น
แต่หัวใจยังมิอาจวางวาย นางจึงหยิบเอาตุ๊กตากระดาษสองสามตัวมาจุดไฟเผา หวังให้มันไปอยู่เป็นเพื่อนบุตรสาว
ต้วนหลิงไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก
ขณะหลี่จิงชิวกำลังเผากระดาษนั้น เฝิงฮูหยินเดินเข้ามา มือถือถาดอาหารมาเอง นางได้ยินจากบ่าวไพร่ว่าตลอด
ทั้งวันต้วนหลิงไม่ได้แตะต้องอาหารแม้แต่น้อย น้ำก็ยังมิได้ดื่มสักหยด
เฝิงฮูหยินนำถาดไปวางบนโต๊ะหิน “จื่ออวี่ เจ้ากินสักหน่อยเถิด”
หลี่จิงชิวได้ยินจึงเพิ่งรู้ว่าต้วนหลิงยังไม่ได้กินสิ่งใดเลย จึงเสริมขึ้น “ใช่แล้ว เจ้าต้องกินบ้าง ร่างกายสำคัญที่สุด”
ต้วนหลิงมิได้ปฏิเสธ ครั้นแล้วจึงลุกไปกินอาหาร
เฝิงฮูหยินเฝ้ามองเขาจนกินหมดสิ้น อาหารที่นางสั่งให้ทำ ล้วนเป็นเมนูโปรดของหลินถิงทั้งนั้น ไม่รู้ว่าต้วนหลิ
งกินเพราะความหิวจริงๆ หรือเพียงเพราะอาหารเหล่านี้คือสิ่งที่หลินถิงชอบ
ทว่าไม่ว่าเหตุใดก็ตาม… เพียงเขายอมกินบ้าง ก็นับว่าดีแล้ว
เฝิงฮูหยินสั่งบ่าวให้จัดชาอุ่นหนึ่งกา ครั้นต้วนหลิงกินข้าวเสร็จจึงรินให้เขาหนึ่งถ้วย “เล่ออวิ๋นชอบดื่มชาชนิดนี้
นัก เคยถามข้าว่าซื้อมาจากที่ใด อยากจะซื้อเก็บไว้บ้าง เวลาว่างจะได้ให้เจ้าชงให้นางดื่ม”
เมื่อนึกถึงเรื่องเก่า แววตาของนางพลันผสานทั้งรอยยิ้มและความโศก “ครั้งนั้นหลิงอวี่ก็อยู่ด้วย นางยังถามเล่ออ
วิ๋นว่าทำไมไม่ชงดื่มเอง นางกลับหัวเราะตอบว่าไม่อยากเหนื่อย ให้โยนภาระไว้กับเจ้านั่นแหละ”
ต้วนหลิงรับถ้วยมาดื่มคำหนึ่ง เฝิงฮูหยินจึงค่อยคลายใจ เอ่ยถามอีก “จะดื่มเพิ่มอีกสักถ้วยหรือไม่”
“พอแล้วขอรับ” เขาวางถ้วยลงด้วยสีหน้าไร้แวว ก่อนหันกลับไปยังโลงศพ
เฝิงฮูหยินมิได้รบกวนต่อ นางพาบ่าวไพร่ถอยออกไป ทุกค่ำคืนไม่จำเป็นต้องมีผู้เฝ้ามากนัก เพียงหนึ่งหรือสองคน
ก็พอแล้ว นางตั้งใจว่าคืนพรุ่งนี้จะมาเฝ้าพร้อมท่านต้วนผู้เฒ่า
หลี่จิงชิวมองส่งเฝิงฮูหยินจนลับสายตา แล้วแหงนหน้ามองเพดาน กลั้นน้ำตาไว้ แต่ก็ยังมีหยดน้ำอุ่นเอ่อคลอเล็ด
รินออกมาตามหางตา
ด้านต้วนหลิงยังคงหันหน้าไปทางโลงศพ เขาเอื้อมแตะเส้นแพรหลากสีที่ข้อมือ พบว่ามันผูกแน่นนัก จนรัดให้
ผิวหนังรอบข้างเปลี่ยนสีไปแล้ว
***
รุ่งเช้าผู้คนเริ่มทยอยกันมาเคารพศพ คนแรกที่มาถึงคือต้าเสวี่ยหนี
เขาก้าวเข้าสู่ห้องโถงตั้งศพอย่างสงบ ก้มคารวะต่อหน้าโลงศพสามครั้ง แล้วจึงเดินมายังเบื้องหน้าหลี่จิงชิวกับต้
วนหลิง สายตาพลันเห็นร่องรอยบวมแดงรอบดวงตาของหลี่จิงชิว แต่หาได้เอ่ยคำ “ขอให้ท่านทำใจ” ไม่
ความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนอันเป็นที่รัก เป็นสิ่งที่ไร้ผู้ใดปลอบประโลมได้ ต้าเสวี่ยหนีเคยลิ้มรสมาแล้ว จึง
เข้าใจนัก เขาเพียงเอ่ยเรียบๆ ว่า “ฮูหยินหลี่”
เขารู้จักหลินถิงดี จึงไม่แปลกที่รู้สถานะของหลี่จิงชิว
“ขอบคุณท่าน” หลี่จิงชิวพยักหน้ารับ นางจำได้ดีว่าหลินถิงเคยเล่าให้ฟังว่าต้าเสวี่ยหนีสนิทสนมกับต้วนหลิง
คราวก่อนยังเคยมอบโสมร้อยปีมาให้
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ขอบคุณข้า…ด้วยเหตุใด”
หลี่จิงชิวก้มตัวคารวะ “เล่ออวิ๋นเคยบอกว่าใต้เท้าส่งโสมร้อยปีมาให้ นางแม้มิได้รับไว้ แต่…แต่ตอนนี้นางก็จากไป
แล้ว ถึงอย่างไรน้ำใจของท่าน พวกเราก็ซาบซึ้งยิ่งนัก”
ต้าเสวี่ยหนีไม่อยากรับการคารวะ รีบยื่นมือออกไปหมายจะพยุง แต่พอเกือบสัมผัสถึงกลับชักมือกลับมา “ท่าน
สุภาพเกินไปแล้ว”
ต้าเสวี่ยหนีมิได้อยู่ต่อเนิ่นนาน เพียงครู่เดียวก็ลุกจากไป
นับแต่ย่างก้าวเข้ามาจนกลับออกไป เขาไม่ยอมปรายตาไปยังโลงศพแม้สักครึ่งสายตา มิปรารถนาเห็นร่างไร้
วิญญาณของหลินถิง หากแต่อยากเก็บไว้เพียงภาพในความทรงจำ……ภาพหญิงสาวผู้ช่างเจรจา เฉลียวฉลาด ปากกล้า
โต้เถียงเขาแทนต้วนหลิงอย่างไม่เกรงกลัว
ครั้นถึงยามเที่ยง ผู้มาร่วมเคารพศพก็ยิ่งมากขึ้น ทุกผู้คนล้วนไม่ต่างกัน มักเอ่ยถ้อยคำ “โปรดทำใจเถิด” ต่อหน้า
หลี่จิงชิวและต้วนหลิง
จนใกล้พลบค่ำ จินอันไจ้จึงปรากฏตัว
เขามาช้าเช่นนี้ก็เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับความจริง ยืดเวลาได้เพียงใดก็ยืดไปเรื่อย จนในที่สุดก็มาถึงยาม
อาทิตย์อัสดง
แสงตะวันยามเย็นอาบฟ้าดุจเปลวเพลิง แต่งแต้มท้องฟ้าเป็นสีแดงฉาน เงาร่างของจินอันไจ้ทอดยาวบนพื้นทุก
ย่างก้าว เขาเดินเข้าใกล้โลงศพ ก้มกายคารวะสามครั้งอย่างลึกซึ้ง หาได้เอ่ยถ้อยคำปลอบโยนใดไม่
เมื่อเสร็จพิธี เขามิได้กลับออกไปทันที หากแต่เอ่ยขึ้นว่า “ท่านต้วน…ขอรบกวนสนทนาด้วยเป็นการส่วนตัวได้
หรือไม่”
ต้วนหลิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าแล้วลุกตามเขาออกไป
นอกห้องโถง แสงตะวันยามอัสดงแต้มขอบฟ้าเป็นสีแดงเข้ม งามวิจิตรประดุจภาพวาด ต้วนหลิงในอาภรณ์ขาวไว้
ทุกข์ กลับยิ่งดูขัดแย้งกับภาพท้องฟ้าที่สุกสว่างเบื้องหลัง
จินอันไจ้ล้วงหยิบสิ่งหนึ่งออกมายื่นให้ “นี่คือสิ่งที่หลินเล่ออวิ๋นฝากข้าให้ส่งต่อถึงท่าน” ของที่นางเคยมอบหมาย
ไว้ในวันที่มาที่หอหนังสือ
สายตาของต้วนหลิงพลันสั่นสะท้าน หยุดลงที่สิ่งนั้น