ข้าคือนางร้ายในนิยายจำกัดเรท - บทที่ 110 จะไม่มีครั้งต่อไปอีก
หลินถิงซบหน้าลงกับอกต้วนหลิง เสียดสีกายกับเขาแผ่วเบา มือสองข้างโอบรัดรอบเอวที่ผ่ายผอมลงไปบ้างของ
เขา “เมื่อครู่ข้าเพียงไปส้วมมา”
ต้วนหลิงราวกับมิได้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพียงตอบรับเบาๆ “อืม” แต่ฝ่ามือยังคงกดประคองนางเอาไว้
ครู่หนึ่งทั้งสองจึงกลับขึ้นไปยังเตียงนอน ต้วนหลิงกุมข้อมือของหลินถิงพลางหลับไป ปลายนิ้วกดอยู่ตรงตำแหน่ง
ชีพจร ราวกับให้แน่ใจว่านางยังมีลมหายใจ
นิสัยนอนละเมอเคลื่อนไหวของหลินถิงหาใช่เพียงเพราะตายไปหนึ่งคราแล้วจะหายไปไม่ คืนนี้ก็เช่นกัน นางยัง
เตะเขาไปหลายครั้ง แถมยังเบียดจนเขาเกือบตกขอบเตียง ประหนึ่งคิดจะยึดครองเตียงไว้ทั้งสิ้น
ทว่าต้วนหลิงก็มิได้ขัดขืน เพียงโอบเอวนางแน่นไม่ยอมปล่อย และยังกุมข้อมือนางเอาไว้มิให้เลือนหาย
เช้าวันถัดมา หลินถิงสะดุ้งตื่นเพราะร้อนเกินไป อุณหภูมิร่างกายของต้วนหลิงยังคงสูงดังเดิม นางถูกเขากอดไว้
จนเหงื่อโชกไปทั้งตัว ทั้งผ้ารัดอกและอาภรณ์ชั้นในล้วนเปียกชุ่ม
หลินถิงค่อยๆ แกะมือเขาออก เดินข้ามไปอีกฝั่ง ลุกขึ้นเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เมื่อแต่งกายเรียบร้อยแล้วหันกลับ
มา พลันสบตากับสายตาของต้วนหลิงที่ไม่รู้ตื่นตั้งแต่เมื่อใด นั่งนิ่งมองนางเงียบๆ ราวกับเช่นในกาลก่อน
หลินถิงก้าวเข้าไปใกล้ “รออีกครู่ เราไปคารวะท่านแม่ด้วยกันเถิด” เมื่อวานนางเพิ่งฟื้น ควรออกไปให้ผู้คนเห็น
หน้าบ้าง
ต้วนหลิงยกยิ้มอ่อน “ได้”
สายตาหลินถิงกวาดไปรอบห้อง “ว่าแต่… ว่าวที่เราทำไว้ อยู่ที่ใด?”
นางจำได้ว่าตอนแรกวางไว้ในห้องนี้
ต้วนหลิงลุกขึ้น หยิบเสื้อคลุมที่ข้างเตียงมาสวม ผูกสายรัดเอวทีละชั้น แล้วหยิบผ้ารัดอกและอาภรณ์ชั้นในที่นาง
ถอดออกมาพับเก็บอย่างเรียบร้อย “ข้าเก็บไว้ที่ห้องหนังสือแล้ว”
หลินถิงเพียงครางรับเบาๆ “อ้อ” วันรุ่งขึ้นหลังนางทำว่าวเสร็จ นางก็มอดม้วย ต้วนหลิงคงคิดว่ามิอาจได้ไป
ปล่อยว่าวด้วยกันอีก จึงเก็บมันไปเสีย
นางยกมือขึ้นมัดผมไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าอันกระจ่างทั้งสิ้น “นำออกมาเถิด ข้าอยากไปปล่อยว่าวกับ
ท่าน”
หลินถิงอยากทำอะไรหลายๆ อย่างกับเขา เพื่อให้ต้วนหลิงแน่ใจว่านางยังมีชีวิตจริงๆ
ต้วนหลิงก้าวไปยังอ่างน้ำ ก้มหน้าล้างด้วยน้ำเย็น หาได้ใช้น้ำอุ่นที่วางไว้บนเตาไม่ “แล้วเมื่อใดเล่า?”
“เลือกวันก็ไม่สู้ฟ้าลิขิต งั้นบ่ายนี้เถิด” หลินถิงเอ่ย นางตั้งใจว่าเช้านี้จะอยู่เป็นเพื่อนมารดาหลี่จิงชิว กับคนอื่นๆ
ส่วนช่วงบ่ายก็ว่าง อีกทั้งต้วนหลิงยังคงอยู่ในวันพักจากหน้าที่ ไม่ต้องกลับไปว่าราชการที่กองตรวจการเหนือ
ต้วนหลิงใช้ผ้าเช็ดหยดน้ำเย็นที่ไหลลงมาตามแนวกราม แล้วตักน้ำอุ่นส่งให้นางล้างหน้า
“ได้”
ขณะหลินถิงล้างหน้าอยู่นั้น ต้วนหลิงก็ถอดจี้เทพเจ้าแห่งโชคลาภทองคำออกมา คล้องกลับคืนที่ลำคอนาง
หลินถิงกำลังเช็ดหน้า พอรู้สึกหนักที่ลำคอจึงก้มลงมอง ก็เห็นจี้ทองคำวาววับอยู่ตรงอก “ท่าน…”
ต้วนหลิงเพียงว่าเบาๆ “ของก็ต้องกลับคืนเจ้าของ”
หลินถิงโยนผ้าเช็ดหน้าออกไป รีบยกมือประคองจี้ทองคำไว้ด้วยความหวงแหน เพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง
เขายกคิ้วถาม “กลัวว่าข้าจะเอาไปเปลี่ยนหรือ?”
“มิใช่หรอก ท่านไม่ใช่คนขัดสนถึงกับเอาไปเปลี่ยนเป็นของปลอมหรอก เพียงแต่ข้าแทบไม่เคยแยกจากมันนาน
ถึงเพียงนี้ เลยอยากมองให้มากหน่อยก็เท่านั้น” หลินถิงพูดจบจึงเก็บจี้ไว้ในเสื้อ “ไปเถิด เราออกไปกัน”
เมื่อไปถึงเรือนของเฝิงฮูหยิน ก็พบกับท่านต้วนผู้เฒ่าพอดี เขาเพิ่งกลับมาจากข้างนอก สีหน้าเคร่งเครียดนัก เห็น
ทั้งสองเพียงพยักหน้ารับ ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด แล้วเดินตรงไปยังห้องหนังสือของตน
หลินถิงเหลือบมองแผ่นหลังของเขา ถามต้วนหลิงเสียงเบา “ท่านว่าเหตุใดเมื่อคืนฮ่องเต้จึงมีรับสั่งเรียกเขาเข้า
เฝ้า?” นางมิได้เอ่ยเรียกบุรุษนั้นว่าบิดาอีกต่อไป หากแต่ใช้เพียงคำว่า “เขา”
ต้วนหลิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ “คงเป็นเรื่องที่โหวเซ่ออันคิดก่อการกบฏกระมัง”
หากเป็นเพียงเรื่องนั้นก็ดีไป แต่หลินถิงกลับหวั่นใจว่าจะถูกฮ่องเต้สุนัขนำเรื่องที่ต้วนหลิงเป็นยาเหรินออกมาใช้
เป็นข้ออ้าง
“แล้วท่านจะกลับไปว่าราชการที่กองพิทักษ์เหนือเมื่อใด?” นางเอ่ยเสียงเบา เพราะเมื่อนางมิได้ตายแล้ว ต้วนหลิ
งก็ไม่จำเป็นต้องไว้ทุกข์อีกต่อไป ฮ่องเต้ย่อมจะมีรับสั่งให้เขากลับไปปฏิบัติหน้าที่ในเร็ววัน
ต้วนหลิงเพียงเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “อีกสองสามวันค่อยกลับไป”
หลินถิงจึงมิได้ซักไซ้อีก ดึงมือเขาเดินตรงไปยังเรือนของเฝิงฮูหยิน
เฝิงฮูหยินคาดการณ์ไว้แล้วว่าวันนี้ทั้งคู่จะมาขอคารวะ นางให้เตรียมสำรับเช้าไว้เรียบร้อย ทว่าในใจยังไม่วาย
กังวล จะว่าไปก็มิแปลก หลังเคยถูกงูฉกเพียงคราเดียว ต่อให้ผ่านไปนานสิบปี แม้เชือกที่พาดอยู่ข้างบ่อน้ำ ก็ยังทำให้
ผู้คนสะท้านใจ
เฝิงฮูหยินถามอย่างนุ่มนวล “เมื่อคืนเจ้าหลับได้ดีหรือไม่?”
หลินถิงย่อมรู้ดีว่านางกำลังถามอ้อมๆ ถึงสุขภาพของตน “เมื่อคืนข้านอนหลับสบายเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
เฟิงฮูหยินมิได้เอ่ยถามถึงเรื่องมีดสั้นที่เคยอยู่ในโลงเมื่อวาน ราวกับมิได้รับรู้สิ่งใดมาก่อน
แม้หลินถิงจะบอกว่าจะไปปล่อยว่าวยามบ่าย แต่เพราะต้องออกนอกเมืองจึงต้องออกเดินทางแต่เที่ยง วันนั้นนาง
จึงขึ้นรถมุ่งตรงไปยังประตูเมือง
ถนนหนทางในเมืองหลวงมิได้คึกคักเช่นวันวาน ราษฎร์จำนวนไม่น้อยต่างเต็มไปด้วยความกังวลต่อศึกสงคราม
หลินถิงยกม่านรถขึ้นทอดมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางม่านลง ซุกมือเข้าไปใต้ผ้าห่ม แล้ววางเท้าแผ่วเบาลงบนตักของ
ต้วนหลิง หลับตาลงพักสายตา
ไม่นานนักนางรู้สึกถึงเงาบางอย่างทอดลงมาบนใบหน้า มิใช่สัมผัสถึงเนื้อหนัง แต่หยุดนิ่งเพียงเหนือปลายจมูก
ราวกับกำลังตรวจสอบลมหายใจ
หลินถิงลืมตาขึ้น กลับไม่เห็นสิ่งใด เงานั้นคล้ายเพียงภาพลวงตา นางหันไปมองต้วนหลิง มือซ้ายของเขาวางแนบ
อยู่ข้างลำตัว มือขวากลับถือกาน้ำชาอยู่ เห็นนางมองมาก็แย้มรอยยิ้มอ่อนโยน
“อากาศหนาวนัก จะดื่มชาสักถ้วยให้กายอุ่นหรือไม่”
กลิ่นหอมจางๆ ของชาอบอวลเข้าจมูก หลินถิงนั่งตัวตรง รับถ้วยชาที่เขายื่นมา ลองจิบเบาๆ รสชาติอ่อนละมุน
นางเคยดื่มชาของผู้คนมานับไม่ถ้วน แต่กลับรู้สึกว่าชาที่เขาชงนั้นเหมาะลิ้นที่สุด
ต้วนหลิงก้มลงเก็บกระถางไฟที่หล่นอยู่บนเบาะ วางไว้ใกล้ๆ มือของนาง
หลินถิงพลันยกมือแตะใบหน้าของเขา ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่ซุกอยู่ในผ้าห่มส่งผ่านเข้าสู่ร่างเขา แผ่ไปทั่วสี่ร่าง
แปดช่อง เขาเงยตาขึ้น จ้องมองนางด้วยแววตาลึกซึ้ง
หลินถิงเอนกายโน้มเข้าไป ฝากรอยจูบเบาไว้ที่มุมปากเขา กลิ่นชาคละคลุ้งปะปนในลมหายใจ นางกระซิบเสียง
แผ่ว “จะไม่มีครั้งต่อไปอีก”
คำพูดนี้สำหรับคนอื่นคงฟังไร้ต้นปลาย หากแต่ต้วนหลิงกลับเข้าใจดีว่านางหมายถึงสิ่งใด เขาไม่เอื้อนเอ่ย เพียง
ตอบแทนด้วยรสจูบอันแนบแน่น
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม รถม้าก็มาถึงทุ่งกว้างนอกเมือง หลินถิงกุมสายว่าวกระโจนลงจากรถ วิ่งฝ่าลมไปพลาง สักพัก
ว่าวก็กางปีกสู่ฟ้า ลอยนิ่งอยู่กลางเวหา
ต้วนหลิงเงยหน้ามองว่าวบนฟ้า แล้วทอดสายตามายังหลินถิงที่กำกุมสายอยู่ นางวิ่งไปไกลเพื่อให้ว่าวโผบิน ผม
และชายกระโปรงพลิ้วกระเจิดกระเจิงไปตามแรงลม
หลินถิงหันหน้ามา ยิ้มพลางถาม “เหตุใดท่านมิปล่อยว่าวเล่า?”
เขาเพียงปลายนิ้วแตะลายบนว่าวเบาๆ มิได้ตั้งใจจะปล่อยมันขึ้นไป กลับเดินเข้ามาเคียงข้างนาง “ข้าไม่ค่อยถนัด
ปล่อยว่าวนัก”
“ไม่ถนัดหรือ?”
เขาพยักหน้าช้าๆ “เมื่อครั้งยังเยาว์ ข้ามักอยู่จวนอ่านตำรา หรือออกไปฝึกเพลงดาบกับท่านพ่อ จะว่าไปแล้ว ข้า
เคยปล่อยว่าวเพียงครั้งเดียวเท่านั้น”
หลินถิงยื่นสายว่าวของตนส่งให้ต้วนหลิง “ท่านช่วยถือสิ่งนี้ ข้าจะช่วยปล่อยให้เอง”
เพียงให้ว่าวขึ้นสู่ฟ้า ที่เหลือก็แค่ควบคุมสายว่าวเท่านั้น มิได้ยากเย็นอันใด ต้วนหลิงขยับสายว่าวของนางเล็กน้อย
ว่าวบนท้องฟ้าก็เอนตัวลอยไปอีกทิศหนึ่ง
หลินถิงปล่อยว่าวที่เขาทำขึ้น พลางเหลือบตามองเขา เสียงเอ่ยมีแววภาคภูมิใจ “ท่านปล่อยไปเถิด หากตกลงมา
ข้าก็จะช่วยปล่อยมันขึ้นไปใหม่ แต่ก่อนข้ามักเล่นกับหลิงอวี่ ข้าจะเป็นคนปล่อยให้ก่อน แล้วค่อยส่งให้หลิงอวี่”
ต้วนหลิงเพียงแย้มยิ้ม ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด สารถีที่นั่งอยู่ข้างรถม้ามองสองหนุ่มสาวกำลังเล่นว่าว เขามีอายุราว
ห้าสิบกว่าปี รับใช้สกุลต้วนมาตั้งแต่ก่อนต้วนหลิงลืมตาดูโลก จึงนับว่าได้เห็นเขาเติบโตมากับตา
เขายังจำได้ดีว่าเมื่อครั้งต้วนหลิงยังเยาว์ เคยปล่อยว่าวเพียงครั้งเดียว โดยไม่ต้องเรียนรู้ก็ทำได้ดี ว่าวโบยบินสูง
เสียดฟ้า ทว่าปล่อยไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เขากลับดึงสายว่าวกลับมา หักปีกว่าวเสียจนไม่อาจโผบินได้อีก
จนถึงบัดนี้สารถีก็ยังไม่เข้าใจ เหตุใดในเมื่อว่าวบินได้ดีและสูงไกล เด็กทั่วไปควรจะชื่นชอบ แต่ต้วนหลิงกลับมิได้
ยินดีอันใด
ช่างเถิด เรื่องของเจ้านาย ไหนเลยจะเป็นสิ่งที่บ่าวอย่างเขาพึงก้าวก่ายได้ สารถีจึงลุกขึ้นจูงม้าไปให้กินหญ้า ตั้งใจ
ว่าจะเว้นครึ่งชั่วยามจึงค่อยกลับมารับพวกเขาเข้าเมือง
เบื้องบนท้องฟ้ามีว่าวสองตัวโบยบิน แรกเริ่มลอยห่างอย่างไร้จุดหมาย แต่ไม่นานก็โคจรมาบรรจบเคียงกัน หลิน
ถิงปล่อยว่าวจนเมื่อย จึงเอนกายลงนอนกับพื้น ชายกระโปรงสีส้มแผ่กระจายบนทุ่งหญ้า แสงสีสดใสเจิดจ้าแหวกความ
เย็นเฉียบแห่งฤดูหนาวออกไป
ต้วนหลิงก็นอนลงเคียงข้าง เพียงนางหันศีรษะมาก็จะเห็นเขาอยู่ตรงนั้น แต่หลินถิงกลับไม่หันไป เพียงยื่นมือออก
ไปข้างตัว ใช้นิ้วก้อยเกี่ยวปลายแขนเสื้อเขาไว้ วันนี้เขามิได้สวมปลอกแขนปิดข้อมือ นางสะกิดเบาๆ ก็เผยให้เห็นท่อน
แขนที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น
แสงตะวันในฤดูหนาวยังคงส่องกระทบ รอยแผลที่เคยเร้นอยู่ภายใต้แขนเสื้อตลอดเวลากลับถูกเปิดเผยต่อแสง
อาทิตย์ ต้วนหลิงอดไม่ได้ที่จะหันมามองนาง
หลินถิงหรี่ตาเพ่งมองท้องฟ้า ล้วงห่อผลไม้แห้งออกมาจากอกเสื้อ หยิบขึ้นมาหลายชิ้น โดยรองด้วยผ้าเช็ดหน้า
สะอาด แล้วยกเข้าปาก รสหวานหอมเอ่อล้นเต็มริมฝีปาก
ทั้งสองอยู่กันที่นอกเมืองจนตะวันคล้อยลับไป จึงค่อยหวนกลับจวนสกุลต้วน ระหว่างทางรถม้ากลับถูกสตรีผู้
หนึ่งขวางไว้ นางอ้างตนว่าเป็นนางกำนัลคนสนิทของฮองเฮา
หลินถิงได้ยินคำว่า “ฮองเฮา” ก็รีบดึงม่านขึ้น “ฮองเฮานางส่งท่านมาหาข้าหรือ?”
นางกำนัลเอ่ยเสียงสุภาพ “ฮูหยินรองแห่งสกุลต้วน ฮองเฮาได้ฝากฝังไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิต ให้นำสิ่งหนึ่งมามอบแก่
ท่าน”
นางเลือกเวลาขวางรถม้าได้เหมาะเจาะนัก ตอนนั้นรถกำลังผ่านตรอกเปลี่ยว ผู้คนไม่ค่อยสัญจร ว่าพลาง นางก็
นำสิ่งของหนึ่งส่งมอบออกมา
หลินถิงมิได้รับของมาด้วยความวางใจ หากแต่ยังคงเพ่งพินิจอย่างระมัดระวัง “นี่คือสิ่งใดกัน?”
หญิงสาวเอ่ยอย่างจริงใจ “ข้าเองก็มิรู้ เพียงแต่ฮองเฮาได้กำชับไว้ว่า ต้องนำสิ่งนี้มามอบแก่ฮูหยินให้จงได้”
ในแคว้นต้าเหยียนยังคงมีธรรมเนียมการฝังตามเจ้านาย ฮองเฮาสวรรคตแล้ว บรรดานางกำนัลผู้ใกล้ชิดล้วนต้อง
พลีชีพตามไป ทว่านางผู้นี้เป็นผู้เดียวที่ฮองเฮาได้พระราชทานอภัยโทษ ให้ปลดปล่อยออกจากวังกลับคืนบ้านเกิดตั้งแต่
ยังมีพราชนม์อยู่
ในที่สุดหลินถิงก็รับห่อของที่ถูกพันไว้ด้วยแพรหลายชั้น เปิดออกดูจึงพบว่าภายในมีทั้งชุดเข็มเงินขนาดและรูป
ทรงแปลกประหลาด กับจดหมายฉบับหนึ่ง
นางไม่สนใจเข็มเงิน รีบกางจดหมายออกอ่านก่อน เนื้อความในจดหมายระบุถึงหนทางที่จะทำให้ยาเหรินกลับคืน
สู่ความเป็นมนุษย์ปกติได้ วิธีนี้เป็นสิ่งที่ฮองเฮาทรงค้นพบในช่วงสุดท้ายของพราชนม์ชีพ แต่วันนั้นเมื่อหลินถิงเข้าเฝ้า
นางมิกล้าเปิดเผย เกรงจะถูกฮ่องเต้เจียเต๋อจับพิรุธ จึงจำต้องฝากไว้กับนางกำนัลที่วางใจได้ ให้ส่งมอบออกมาหลัง
สิ้นพราชนม์
หลินถิงอ่านจดหมายรวดเร็ว เมื่อสิ้นบรรทัดสุดท้ายก็ถึงกับกำมือแน่น ควบคุมตนเองมิให้ส่งเสียงร้องออกมาอย่าง
ตื่นเต้น ก่อนหันไปคว้ามือของต้วนหลิง “ท่าน…ท่านดูสิ นี่มันคืออะไร!”
ยามนางอ่านเมื่อครู่หาได้ปิดบัง เขาจึงเห็นทุกถ้อยคำไปก่อนแล้ว “ข้าเห็นแล้ว”
หากไม่ติดว่าหลังคารถม้านี้ต่ำเกินไป หลินถิงคงกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีเสียยิ่งกว่าต้วนหลิง ราวกับว่าผู้ที่
จะได้กลับคืนสู่ความเป็นมนุษย์คือหลินถิงเองหาใช่เขาไม่
ต้วนหลิงมองนางที่ยังคงมีลมหายใจอันอบอุ่นอยู่ตรงหน้า พลันยื่นมือไปกอบกุมชายกระโปรงที่หย่อนลงบนเบาะ
รถอย่างเงียบงัน
หลินถิงกลัวตนเองจะทำจดหมายสูญหาย จึงรีบพยายามท่องจำข้อความทั้งหมด และยังดึงต้วนหลิงให้ช่วยจำ
ด้วยกัน เกรงว่าตนจะจำคลาดเคลื่อนหรือตกหล่นไปแม้สักคำ
ด้วยสติปัญญาอันหลักแหลม นางเพียงไม่นานก็ท่องจำได้ครบถ้วน แต่ก็ยังคงทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งก้าว
เท้าเข้าสู่จวนสกุลต้วนจึงหยุดลง
หลินถิงเร่งฝีเท้าเข้าไป “เราควรไปบอกท่านแม่ดีหรือไม่?”
ต้วนหลิงเพียงเอ่ยเสียงเรียบ “ไว้วันหลังเถิด มิสายเกินไป”
หลินถิงจึงคลายความตื่นเต้นลงบ้าง พยักหน้า “ก็ดี เช่นนั้นแล้วแต่ท่าน วันหลังค่อยว่ากันเถิด กลับห้องกันก่อน”
ระหว่างทางเดินกลับ พวกเขาผ่านใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยผ้าแดงแขวนขอพร ต้วนหลิงหยุดยืนมอง
หลินถิงเดินล้ำไปสองก้าว เห็นเขาไม่ตามมาจึงวกกลับมา ยืนเคียงข้าง “ท่านคิดจะเอาผ้าแดงเหล่านี้ออกหมด
หรือ?”
สีแดงพลันสะท้อนเข้าดวงตาของต้วนหลิง เขาส่ายศีรษะช้าๆ “มิใช่… เพียงแต่ไม่กี่วันก่อน ข้าอยากหาผ้าแดงที่
เจ้าเขียนขอพรไว้ แต่หามิพบเลย”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ภาพต้วนหลิงยามค่ำคืนหลังฝนตก วิ่งออกมาตามหาผ้าแดงอย่างสิ้นหวังก็ผุดขึ้นในใจหลินถิง
นางรีบปีนขึ้นต้นไม้ ค้นหาและหยิบผ้าแดงที่ตนเคยเขียนไว้ส่งให้เขา “นี่อย่างไรเล่า”
ต้วนหลิงรับมา ลูบไล้อย่างแผ่วเบาให้เรียบตรง
“เจ้าเพียงขึ้นไปก็หาพบ ข้ากลับตามหาทั้งคืน ยังไม่เห็นเงาเลย”
หลินถิงหัวเราะเบาๆ “แต่บัดนี้ท่านก็ได้มันแล้ว ไม่ต่างอันใดหรอก”
ต้วนหลิงเพ่งมองถ้อยคำบนผ้าแดงอธิษฐาน พลันชะงักเล็กน้อย “เจ้าลงชื่อข้า?”
บนผ้าแดงเขียนไว้ว่า ขอให้ต้วนหลิง ต้วนจื่ออวี่ สมหวังดั่งปรารถนา
“สมหวังดั่งปรารถนา…” เขาเงียบงัน ทวนถ้อยคำอยู่ในใจ
หลินถิงเอื้อมมือเกาหัวจมูกเบาๆ “ห้ามเขียนชื่อท่านหรือ?”
ครั้งก่อนที่นางไปวัดกับหลี่จิงชิว เคยเขียนอธิษฐานเผื่อมารดาแล้ว ครานี้จึงตั้งใจมอบโอกาสให้ต้วนหลิง
“เหตุใดเจ้าถึงเลือกเขียนชื่อข้า?”
“ก็แค่อยากเขียนก็เขียนเท่านั้น” นางเบี่ยงสายตาหลีกเลี่ยง แล้วรีบเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “ข้างนอกลมหนาวนัก เรารีบ
กลับเข้าห้องเถิด”
หนาวเหน็บเช่นนี้ ได้ชำระกายด้วยน้ำร้อนย่อมสุขใจที่สุด หลินถิงกลับถึงห้องก็สั่งให้เตรียมน้ำอาบ เมื่อกำลังเช็ด
ตัวอยู่ครึ่งทาง จู่ๆ ร่างสูงด้านหลังกลับโน้มตัวลงมา ริมฝีปากเย็นเยียบไล้ผ่านซอกคอและติ่งหู ก่อนจะกดจูบซ้ำบนริม
ฝีปากของนาง
ลมหายใจพันผูกกันแนบแน่น เสียงหอบสลับประสาน ต้วนหลิงราวกับต้องการยืนยันทุกขณะว่านางยังมีลม
หายใจอยู่ มิได้หายไปอีกครา
ผ้าเช็ดกายที่หลินถิงกำลังถือพลันหลุดมือ ร่วงลงในอ่างอาบน้ำ เกิดเสียงปะทะ น้ำกระเซ็นกระจาย ละอองน้ำ
กระเด็นเปียกเสื้อชั้นในสีขาวเพียงชิ้นเดียวบนร่างเขา บางหยดไหลลงกระทบเปลือกตาและขนตา ก่อนร่วงลงตรงกระดูก
ไหปลาร้านาง ทำเอาหัวใจหลินถิงสั่นสะท้าน ปลายนิ้วถึงกับกำขอบอ่างไว้แน่น
ต้วนหลิงเอียงหน้า กัดเบาๆ บนแก้มที่แดงช้ำด้วยไอร้อนจากน้ำ ก่อนวกกลับไปครอบครองริมฝีปากอีกครั้ง
ปลายลิ้นเย็นเยียบช่นงูแดงแฝงพิษ
มือของเขาเลื่อนลงสู่น้ำอุ่น อ่างอาบน้ำสั่นไหวระลอกคลื่น ยามเขาค่อยๆ งอปลายนิ้วขึ้น หลินถิงกลับกดริมฝีปาก
กัดเขาแรงจนเลือดซึม รสคาวโลหิตแล่นผ่าน
ต้วนหลิงส่งเสียงครางต่ำในลำคอ หลินถิงฟังเสียงหอบกราชั้นของเขาแล้วพลันกราชากร่างเขาเข้ามาเต็มแรง ร่าง
สูงพลัดตกลงในอ่างไม้ที่แคบพอรองรับเพียงสองคน น้ำเอ่อทะลักล้นกระเซ็นออกไป พวกเขานั่งประจันหน้าแนบชิด
จูบเพียงขาดห้วงชั่วครู่ ต้วนหลิงกลับคว้าข้างแก้มของนางแนบเข้ามาอีกหน ไม่ยอมปล่อยให้ห่างไกล กระทั่งเสื้อ
ชั้นในและกางเกงของเขาถูกถอดโยนออกนอกอ่างไม้ เปียกโชกไปด้วยหยดน้ำ
แผ่นหลังหลินถิงแนบกับขอบอ่าง ส่วนด้านหน้ากลับถูกต้วนหลิงโอบรัดแน่นจนแทบกลืนเป็นหนึ่งเดียว นาง
แหงนขึ้น จุมพิตลามเลียแนวกรามเขา
ต้วนหลิงแหงนคอสูง กล้ามเนื้อสั่นกระตุกยามลำคอเลื่อนขึ้นลง หลินถิงเพียงแตะเบาๆ ที่ลูกกระเดือกนั้น ก็ทำให้
ดวงตาเขาแดงระเรื่อ น้ำตารื้นคลอ เกือบเสียการควบคุม ปลายนิ้วนางเลื่อนสู่ไหล่กว้างของเขา
ต้วนหลิงพลันจับร่างนางพลิกกลับ ให้นางหันหลังพิงอกเขา ส่วนด้านหน้ากลับถูกกักไว้แนบแน่นกับขอบอ่างไม้
เขาเริ่มโน้มตัวลงจากด้านหลัง จูบเรียงร้อยลงมาบนต้นคอ กวาดไล่หยาดน้ำจากเส้นผมเปียกชื้นที่ปรกอยู่เบื้องหลัง หลิน
ถิงยกสองมือยันขอบอ่างไม้ไว้ ปล่อยกายรับสัมผัสจากริมฝีปากของเขา
น้ำอุ่นในอ่างสูงล้นมาถึงข้อศอก ยามกระเพื่อมก็เฉียดผ่านผิวเนื้อเหนือขึ้นไป หลินถิงขยับเรียวขาโดยไม่รู้ตัว ปรับ
ท่านั่งคุกเข่าในอ่างเล็กน้อย
กระแสน้ำจากด้านหลังไหลกระแทกลงเบื้องล่าง ร่างนางสะท้านไหว หัวไหล่สองข้างพลันเกร็งขึ้นเล็กน้อย ต้วน
หลิงกดจูบลงบนหัวไหล่ขาวผ่องของนาง
ไม่นาน น้ำในอ่างก็เริ่มเย็นตัวลง เขาจึงช้อนอุ้มนางขึ้นจากอ่าง เช็ดกายให้นางอย่างถนอม แล้วพากลับขึ้นเตียง
ลากผ้าห่มมาคลุมกาย ก่อนตนเองจะตามเข้ามานอนเคียงข้าง ริมฝีปากยังคงไล่จูบลงตามแนวกระดูกไหปลาร้า
ครึ่งชั่วยามผ่านไป หลินถิงหลับใหลสนิท ทว่าต้วนหลิงยังคงลืมตาจ้องเพดาน มือวางแนบอยู่บนอกของนาง ลม
หายใจเข้าออกของหลินถิงเคลื่อนไหวขึ้นลงตามจังหวะหัวใจ มือเขาก็พลอยขึ้นลงไปตามนั้น ในที่สุดเขาจึงค่อยๆ ปิด
เปลือกตาลง
ทว่าเพราะถูกมือทาบอยู่บนอก หลินถิงพลิกกายไม่ถนัดนัก จึงสะบัดมือเขาออก แล้วซุกตัวเข้ามาในอ้อมกอดเอง
แผ่วเบาแต่แนบแน่น
*****
ดังที่จินอันไจ้ว่ามิผิด โหวเซ่ออันร่วมมือกับเซี่ยชิงเหอ เคลื่อนทัพบุกถึงเมืองหลวงภายในหนึ่งเดือน สถานการณ์
ใหญ่โตดุจพายุพัดกระหน่ำ ทั่วทั้งเมืองหลวงจึงตกอยู่ในความหวาดหวั่น
นับแต่วันที่กองทัพมาปราชิดเมือง หลินถิงแทบมิได้ออกจากจวน นางเพียงไปนั่งสนทนากับหลี่จิงชิวและต้วนซิน
หนิงบ้างเป็นบางครา หากมิฉะนั้นก็มักหมกตัวอยู่ในเรือน ปั้นตุ๊กตาดินเป็นรูปร่างของต้วนหลิงอยู่หลายตัว
ฝ่ายฮ่องเต้เจียเต๋อมีพระราชโองการเรียกหาท่านต้วนผู้เฒ่าเนืองๆ บางคราก็เรียกต้วนหลิงเข้าวังด้วย ไม่พ้นจาก
การเกลี้ยกล่อมว่าจะยอมเผยหนทางทำให้ยาเหรินกลับมาเป็นคนปกติได้ หากพวกเขาจงรักภักดี ช่วยองค์รัชทายาท
ปกป้องเมืองหลวง แต่หากไม่ เขาก็จะนำความลับนั้นฝังไปพร้อมกับตน
ทุกครั้งที่ต้วนหลิงกลับจากวัง หลินถิงย่อมต้องรีบเข้าไปเปิดแขนเสื้อเขาตรวจสอบให้แน่ใจ ว่าเขามิได้ฝืนตนเอง
กรีดเลือดถวายฮ่องเต้
วันนี้ก็เช่นกัน ยามเขาก้าวเข้ามาในเรือน หลินถิงก็รี่เข้าหา มือรีบปลดสายรัดแขนป้องกันออกทันที เถาจูหาได้รู้
ความจริงไม่ ครั้นเห็นหลินถิงร้อนรนรีบดึงเสื้อผ้าต้วนหลิงออก ก็สำคัญไปว่านางคิดจะกระทำการที่ไม่สมควรแก่หูตา
เด็กๆ จึงรีบนำบ่าวไพร่อื่นๆ ถอยออกไปพลางปิดประตูให้เรียบร้อย
หลินถิงตรวจดูเสร็จ จึงคลายใจลง ข้อมือของต้วนหลิงหาได้มีบาดแผลใหม่ไม่ มีเพียงร่องรอยที่เกิดจากนางเผลอ
บีบเค้นอยู่เนืองๆ รอยแดงที่ปรากฏในวันถัดไปย่อมแปรเปลี่ยนเป็นรอยช้ำเล็กใหญ่ กระจายไปทั่วผิวเนื้อ ราวกับเป็นผู้
ถูกทารุณ
แต่ต้วนหลิงเพียงรูดแขนเสื้อลง ปราศจากคำเอื้อนเอ่ยใดๆ เขากลับชอบให้นางทิ้งร่องรอยไว้บนกาย ไม่ว่าตั้งใจ
หรือไม่ตั้งใจ ล้วนทำให้เขาพึงใจทั้งสิ้น
หลินถิงเห็นว่าข้อมือเขาไร้บาดแผลใหม่ก็เลิกตรวจสอบไปเสีย จึงมิอาจเห็นรอยบีบที่เพิ่งจางๆ ปรากฏขึ้นมาใน
เวลาไม่นานนัก
“คืนนี้เราไปกินข้าวที่เรือนท่านแม่เถิด ข้าจะถือโอกาสฉลองสิ่งหนึ่งด้วย”
ต้วนหลิงปลดหมวกขุนนาง วางลงพร้อมถอดชุดขุนนางอันหนักอึ้งออก “ฉลองสิ่งใดเล่า”
หลินถิงเปิดตู้หยิบชุดลำลองส่งให้ “ฉลองที่ท่านแม่ของข้าได้หย่าเสียที” นางเองก็ยังไม่รู้ว่ามารดาใช้วิธีใด แต่ครา
นี้นายท่านสามแห่งสกุลหลินกลับยอมลงนามในหนังสือหย่าแต่โดยดี
ต้วนหลิงยังมิยื่นมือไปรับ “เหตุใดไม่ใช้สองชุดที่ข้าแขวนไว้นอกตู้”
นางเอนหลังพิงบานตู้ เหลือบตามองเสื้อที่ว่า “ท่านมักสวมอยู่แต่สองชุดนั้น ลองเปลี่ยนดูบ้างจะเป็นไร”
เขาเพียงยกมุมปากยิ้มบาง “ไม่จำเป็น เพียงสองชุดนั้นก็พอ”
หลินถิงกางชุดลำลองในมือให้เขาดู “แน่ใจหรือว่าจะไม่ลอง? ชุดนี้ข้าให้ช่างตัดเสื้อเย็บขึ้นสำหรับท่าน เพิ่งส่งมา
ถึงเมื่อวานนี้เอง”
ไม่ทันขาดคำ ชุดใหม่ก็ถูกคว้าไปอยู่ในมือเขา ต้วนหลิงเอ่ยถามราวไม่ตั้งใจ “ชุดนี้สิ้นเงินไปเท่าใด” ชุดที่สั่งตัด
ย่อมมีราคาสูงกว่าชุดสำเร็จหลายเท่า
หลินถิงโบกมือ “อย่าถามเลย”
ถามแล้วก็ชวนให้ปวดใจ นางสาบานว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ซื้อเสื้อผ้าให้ต้วนหลิง…จริงๆ ไม่มีครั้งหน้าอีก
แน่นอน หากมีอีกครา…นางก็จะกัดกินผิงกั่วสักผลเป็นการลงโทษตนเอง
ขณะมองเขาเปลี่ยนเสื้อผ้า หลินถิงก็คว้าผิงกั่วลูกหนึ่งขึ้นมา กัดเข้าไปแรงๆ เคี้ยวเพียงไม่กี่ทีแล้วกลืนลงท้อง
อย่างรวดเร็ว