ข้าคือนางร้ายในนิยายจำกัดเรท - บทที่ 2 ข้าชอบท่าน
เพียงแต่ว่าในยามนี้ ความวุ่นวายตรงหน้าทำให้หลินถิงไม่มีเวลาครุ่นคิดถึงภารกิจที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน ริม
ฝีปากของต้วนหลิงขยับเล็กน้อย มิได้ปฏิเสธว่าหลินถิงเป็นน้องสาวของเขา ทว่าก็มิได้ยอมรับออกมาตรงๆ สีหน้ายังคง
อ่อนโยนเช่นเคย คล้ายลังเลใจ แต่แล้วในวินาทีถัดมา เขาก็เหวี่ยงดาบซิ่วซุนเตาออกไป
ดาบซิ่วซุนเตาวาดผ่านอากาศเป็นแสงเยือกเย็น ลมจากคมมีดสะบัดเส้นผมยาวเบื้องหน้าของหลินถิง นางเอียง
ศีรษะหลบไปโดยสัญชาตญาณ ผู้คนด้านหลังรีบหลบตามไปอย่างฉุกละหุก
ทันใดนั้นเอง ต้วนหลิงคว้าธนูจากมือผู้ติดตาม ขึ้นสายดึงธนูเต็มแรง ลูกศรเย็นพุ่งออกไปด้วยเสียงแหวกอากาศ
“ฟิ้ว-” อย่างไร้ปรานี เจาะผ่านตุ้มหูรูปพระจันทร์เสี้ยวใต้ใบหูของหลินถิง ตรงเข้าสู่หัวไหล่ของบุรุษผู้ถือมีด
หัวลูกศรเหล็กฝังลึกเข้าเนื้อกระดูก ชายผู้นั้นร้องอู้อี้ออกมา มือที่จับตัวนางไว้คลายแรงลงโดยไม่รู้ตัว หลินถิงไม่
รอให้ใครมาช่วย ตัดสินใจใช้จังหวะเหมาะ ยกข้อศอกกระแทกไปด้านหลัง กระแทกเขาจนหลุดออก แล้วกระโดดลงจาก
บันได นางคำนวณไว้แล้ว ความสูงแค่นี้ อย่างมากก็แค่บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ชีวิตสำคัญกว่า
“ตราบใดที่ภูเขาเขียวยังอยู่ ไยต้องกลัวไม่มีฟืนใช้”
ขณะนี้หอหนานซานกลายเป็นความวุ่นวาย โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด โชคดีที่หลินถิงตกลงบนพรมที่ใช้ตกแต่งร้าน
นางกลิ้งไปหลายตลบแต่ไม่บาดเจ็บอะไรนัก
หลินถิงลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว กระโปรงสีชมพูระเรื่อพลันสะท้อนเข้าดวงตาของหลินถิง จากชั้นบน ต้วนซินหนิ
งมือทั้งสองถูกมัดรวบ มวยผมกระเซิงยิ่งกว่านาง ร้องไห้จนใบหน้าชุ่มน้ำตา แต่กลับไม่กล้าส่งเสียง ถูกผลักให้เดินไปข้าง
หน้า สถานการณ์เช่นนี้ช่างลำบากนัก ต้วนซินหนิงยังอยู่ในมือของพวกมัน
พวกนั้นเข้าใจผิดคิดว่าหลินถิงคือต้วนซินหนิง แต่กลับมิได้ปล่อยตัวตนจริงๆ ของนาง กลัวจะเกิดความผิดพลาด
จึงบังคับให้นางเดินตามหลัง โดยให้หลินถิงเดินนำหน้าเปิดทาง
วันนี้ต้วนซินหนิงออกมาพร้อมหลินถิง หากมีอันใดเกิดขึ้น หลินถิงย่อมไม่พ้นต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าอย่างไรนางจำ
ต้องหาทางช่วยอีกฝ่ายให้ได้
ก่อนที่นางจะลงมือ ฝูงชนที่ยังไม่ทันอพยพก็เกิดความปั่นป่วนขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ผู้หนึ่งกระโจนลงมาจากชั้น
บน เตะมีดที่จ่อต้วนซินหนิงไว้กระเด็น แล้วดึงนางเข้าสู่อ้อมแขน คว้าผ้าริ้วที่ห้อยลงมาจากเบื้องบน โหนตัวลงมาชั้นล่าง
อย่างแผ่วเบาดุจเมฆา
ต้วนซินหนิงเบิกตากว้าง มือสองข้างเกาะเขาไว้แน่น ราวกับฝันไป หากแต่กลิ่นเลือดที่ลอยฟุ้งในอากาศยืนยันว่า
ทั้งหมดคือความจริง
นางเผลอเอ่ยชื่อออกมา “คุณชายเซี่ย……”
ทั้งสองลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย เซี่ยจื่อม่อคลายอ้อมแขนออกจากต้วนซินหนิง ดวงตาคล้ายดอกท้อโค้งงอเล็กน้อย
เขายิ้มอย่างสุภาพ “เมื่อครู่ล่วงเกินแล้ว”
ในดวงตานางสะท้อนภาพของเขา บุรุษผู้นั้นรูปงามคมสัน ระหว่างคิ้วมีจุดชาด ผมดำมัดด้วยปิ่นหยก สวม
อาภรณ์คอกลมสีม่วงน้ำเงิน ปักดิ้นทองบนแขนเสื้อกว้าง แลดูฟุ่มเฟือย คาดด้วยเข็มขัดพู่หยก สมกับเป็นบุตรหลานสกุล
สูงศักดิ์
ต้วนซินหนิงสบตากับเซี่ยจื่อม่อ หน้าผ่องเป็นสีแดง แต่แล้วก็หวนนึกถึงเหตุการณ์น่าหวาดกลัวก่อนหน้านั้น
ร่างกายจึงสั่นเทิ้มด้วยความหวาดหวั่น
นางก้มหน้าพูดเสียงแผ่วเบา “มิเป็นไรเจ้าค่ะ”
เสียงเอะอะโกลาหลเมื่อครู่ดังจนสะดุดหู เซี่ยจื่อม่อซึ่งอยู่ห้องข้างๆ ย่อมสังเกตได้โดยง่าย เพียงแต่ยังไม่บุกเข้าไป
เพราะอีกฝ่ายจับตัวประกันไว้ถึงสองคน เกรงจะเกิดเหตุร้าย เขาจึงร่วมมือกับต้วนหลิงเพื่อซื้อเวลา ช่วยชีวิตผู้คน ถือว่า
ประสานกันได้ดี
แต่สิ่งที่เซี่ยจื่อม่อไม่คาดคิดก็คือ สตรีอีกคนที่ถูกจับกลับกล้าหาญถึงเพียงนี้ กระโดดลงจากบันไดอย่างไม่คิดชีวิต
แม้แต่งกายคล้ายคุณหนูสกุลผู้ดีแห่งเมืองหลวง แต่การกระทำกลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง เขาจึงหันหน้าไปมองนาง
หลินถิงรู้ดีว่าตนเป็นเพียงตัวประกอบ จึงยืนมองเหตุการณ์ที่ช่วยเร่งความสัมพันธ์ของพระนางตรงหน้าเงียบๆ
เห็นเซี่ยจื่อม่อมองมา นางก็ไม่แสดงปฏิกิริยาใด เพียงยืนนิ่งเฉยอย่างสงบเสงี่ยม
โชคดีที่ต้วนซินหนิงหาใช่คนใจดำลืมสหายไม่ นางยังไม่ลืมหลินถิง วิ่งมาหานางพร้อมคุ้มกันจากองครักษ์ชุดเกราะ
นางรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่ง สหายเช่นนี้ไม่เสียแรงที่นางคบหา
ต้วนซินหนิงจับมือนางไว้ สีหน้าห่วงใย “เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?”
“ไม่เลย” หลินถิงหมุนข้อมือที่กระแทกกับพื้นไม้ขณะตกลงมา แม้จะเจ็บแต่ก็ไม่ถึงขั้นเลือดตกยางออก ขอบคุณ
ท่านเทพแห่งโชคลาภที่ยังเมตตาให้นางรอดชีวิตมาได้
ต้วนซินหนิงผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เรื่องที่เหลือก็มิใช่หน้าที่ของพวกนางอีกต่อไป องครักษ์ในเครื่องแบบเข้า
จัดการจับกุมผู้ร้ายทั้งหมด ต้วนหลิงไม่ใส่ใจคำสบถของเหล่าคนร้าย อารมณ์มั่นคงไม่หวั่นไหว สั่งให้คุมตัวพวกมันส่ง
กลับเรือนจำหลวง
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาเดินไปยังมุมหนึ่งของหอ สั่งให้คนไปตามต้วนซินหนิงมาพบ ตั้งแต่เล็กจนโต
ต้วนซินหนิงล้วนให้ความเคารพนับถือต้วนหลิงผู้เป็นพี่ชายอย่างยิ่ง แทบไม่เคยมีการขัดคำสั่งใดๆ นางตบไหล่หลินถิง
เบาๆ พลางกระซิบว่า
“เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ก่อน”
หลินถิงเองก็หันไปมองทางต้วนซินหนิง ทว่าเป้าสายตากลับมิใช่ต้วนซินหนิง หากเป็นบุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้านาง-
ต้วนหลิง
เสียงระบบที่ดังขึ้นเมื่อครู่……หรือจะมิใช่เพียงภาพหลอนเพราะตกอยู่ในอันตราย? ใจนางสับสนว้าวุ่น คิดว่าหรือ
เป็นเพราะนางเริ่มมีสติรู้ตัว ไม่ดำเนินตามบทบาทของตัวประกอบหญิงในเรื่องอีกต่อไป จึงทำให้ระบบออกมาควบคุม
นางอีกครา?
แถมภารกิจยังเกี่ยวข้องกับต้วนหลิง……นางกับเขานั้นไม่นับว่ามีความสัมพันธ์อันดี ซ้ำยังเรียกได้ว่าเลวร้ายยิ่ง ใน
ช่วงก่อนที่หลินถิงจะตื่นรู้ นางปฏิบัติตามบทอย่างเคร่งครัด คอยขัดขวางต้วนซินหนิงเสมอ และหากมีโอกาสก็วางแผน
ร้ายใส่ แต่ไม่ว่าแผนการใด ต้วนหลิงก็มักจะจับได้เสมอ และตอบโต้กลับอย่างสาสม
ช่วงหนึ่งเขาเคยสั่งให้น้องสาวอยู่ให้ห่างจากนาง ทว่าต้วนซินหนิงก็ยังคงดื้อรั้นใกล้ชิดกับนาง มอบใจให้โดยไม่
หวาดระแวง สรุปแล้วหลินถิงได้สร้างเวรกรรมกับต้วนหลิงไว้มาก
ในนิยายจำกัดเรทเรื่องนี้ บุรุษเพียงหนึ่งเดียวที่จวบจนท้ายเรื่องมิได้แต่งภรรยา มิได้ลิ้มรสความสุขในโลกีย์ ก็คือต้
วนหลิง ซึ่งล้วนเป็นผลพวงจากการขัดขวางของหลินถิง นางทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายชื่อเสียงเขา แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่ได้
ผล ซ้ำยังพาตนเองเดือดร้อนไปด้วย
ที่แย่กว่านั้น……นางยังเคยหลงตัวเองว่าเฉลียวฉลาด แท้จริงแล้ว ตั้งแต่หลินถิงตื่นรู้เมื่อสองปีก่อน นางก็หลีก
เลี่ยงที่จะปะทะกับต้วนหลิง ไม่กล้าก่อเรื่องอีก ด้วยรู้ว่ามือไม้ขององครักษ์เสื้อแพรไม่ธรรมดา หากนางยังซี้ซั้วเหมือนแต่
ก่อน คงไม่แคล้วจบชีวิต
แต่นับจากนี้……คงหลีกเลี่ยงไม่ได้อีก เพราะภารกิจจากระบบชี้ชัดให้นางต้องเผชิญหน้ากับต้วนหลิงโดยตรง ใน
ฐานะผู้หญิงที่ทะลุมิติมาเพียงหวังทำมาค้าขาย สุขสงบในชีวิต หลินถิงได้แต่ลอบกู่ร้องในใจ-ขอให้เรื่องระบบนี้เป็นเพียง
ฝันร้ายเถิด!
บางทีสายตานางอาจแรงเกินไป ต้วนหลิงซึ่งเชี่ยวชาญในการจับตาสถานการณ์รอบข้างจึงหันมา สายตาทั้งสอง
สบกันกลางอากาศ เย็นชาไร้อารมณ์ ไม่มีใครยอมหลบ
แววตาของต้วนหลิงเยือกเย็นดุจน้ำใส มิได้แฝงความโกรธหรืออาฆาต ประหนึ่งหยกสลักงามสง่า ในมือเขายังคง
ถือดาบซิ่วชุนเตาที่เพิ่งใช้ฟาดฟันเมื่อครู่ เลือดยังเคลือบอยู่ปลายดาบ หลินถิงลอบหลุบตาลง
ด้านต้วนซินหนิงยังคงก้มหน้า มิทันสังเกตแรงปะทะในบรรยากาศระหว่างทั้งสอง นางรู้สึกผิดยิ่งนัก ยอมรับ
ความผิดทันที
“เป็นข้าผิดเองที่ออกจากจวนอย่างเอิกเกริก ทำให้พวกคนชั่วได้โอกาส”
ต้วนหลิงไม่มองหลินถิงอีก ยิ้มบางเอ่ยเสียงนุ่ม “ผิดที่พวกเขา ไม่ใช่เจ้า เจ้าไม่ต้องโทษตนเอง”
รอยยิ้มนั้นทำเอาต้วนซินหนิงใจสั่น-พี่ชายของนางช่างงดงามนัก! นางไม่เข้าใจว่าทำไมบุรุษรูปงามผู้ใจดีเช่นนี้จึง
เลือกหนทางเป็นองครักษ์เสื้อแพร เพราะตำแหน่งนี้มิใช่ใครก็เป็นได้ ต้องมีร่างกายกำยำแข็งแรง แม้ต้วนหลิงจะไม่ผอม
บาง แต่ในบ้านก็มักอ่อนโยน ไม่เคยใช้อำนาจข่มใคร มองอย่างไรก็ไม่เหมือนคนในหน่วยองครักษ์เสื้อแพร
ขณะนางเผลอใจล่องลอย ต้วนหลิงเช็ดเลือดที่ปลายดาบ เก็บเข้าฝักแล้วกล่าว
“กลับจวนเถิด”
“ท่านไม่กลับด้วยหรือ?”
เขาเดินไปยังประตู ตอบเรียบๆ “ยังมีราชการที่ต้องจัดการ คืนนี้คงไม่กลับ เจ้ากลับไปแจ้งท่านพ่อท่านแม่แทนข้า
ด้วย”
ต้วนซินหนิงว่า “ข้าจะกลับพร้อมคุณหนูเจ็ดสกุลหลิน จะได้เป็นเพื่อนกันระหว่างทาง”
เขาชะงักเท้า ปลายนิ้วลูบดาบประจำกายตามความเคยชิน ไม่หันหลังกลับ ถามเสียงเรียบ “เหตุใดเจ้าจึงเชื่อใจ
นางนัก?”
“นางดีกับข้าด้วยความจริงใจ แล้วเหตุใดข้าจะไม่เชื่อใจนางเล่า? ท่านพี่ ท่านยังเข้าใจนางผิดอีกหรือ? แต่ข้า……
ข้าชอบอยู่ใกล้นาง”
ต้วนซินหนิงออกตัวแทนหลินถิง ต้วนหลิงหัวเราะเบาๆ
“เช่นนั้นก็เป็นข้าที่คิดมากไป”
เมื่อเขาจากไป ต้วนซินหนิงก็รีบมาหาหลินถิง เซี่ยจื่อม่อยังอยู่ เขาไม่มีตำแหน่งราชการจึงว่างนัก อาสาจะไปส่ง
พวกนาง
ต้วนซินหนิงภายนอกดูสงบ ทว่าภายในกลับปลื้มใจนัก เซี่ยจื่อม่อไปส่งหลินถิงถึงจวนหลินก่อน แล้วจึงไปส่งต้วน
ซินหนิงถึงจวนสกุลต้วน
หลินถิงลอบคิด “บุรุษมีใจ สตรีมีใจตอบ เช่นนี้ข้าขอตัวเถิด!”
***
แต่พอกลับถึงจวนยังไม่ทันได้พักเต็มที่ ก็ถูกลากไปคุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชนอีกครา……
พอค่ำลงก็ยังมิอาจได้พักสงบ นายท่านสามแห่งจวนหลินยังคงสั่งสอนหลินถิงอยู่ในศาลบรรพชนอยู่นานถึงครึ่งชั่ว
ยาม เห็นนางไร้ทีท่าสำนึกผิดแม้แต่น้อย ก็พลันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กระแทกแขนเสื้อสะบัดจากไป พลางทิ้งท้ายกำชับ
สาวใช้เสียงเฉียบขาด
“ผู้ใดกล้านำเบาะรองเข่ามาให้เด็กอกตัญญูผู้นี้ ข้าจะขับไล่ออกจากจวน!”
หลินถิงรู้ดีว่ามารดานางคงถูกหาทางรั้งตัวไว้เรียบร้อยแล้ว คืนนี้ไม่อาจมาช่วยนางได้เป็นแน่ ในสถานการณ์เช่นนี้
หากกล้าต่อปากต่อคำเพียงนิด เรื่องราวคงลุกลามยิ่งกว่าเดิม
เถาจูจนปัญญา ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเกลี้ยกล่อมอย่างระมัดระวัง “คุณหนูเจ็ด ขอร้องเถิดเจ้าค่ะ เห็นแก่บ่าวทีนะ
เจ้าคะ ท่านยอมอ่อนข้อให้นายท่านสามสักหน่อยจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานต่อไป”
หลินถิงนิ่งเงียบ
“การค้าขายนั่นท่านจะทำให้ได้อะไรนักหนา? ท่านเป็นคุณหนูเจ็ดแห่งสกุลหลิน จะมีวันอดอยากปากแห้งที่ไหน
กัน? แค่รอให้ถึงวันแต่งเข้าสกุลดีๆ สักแห่ง เป็นนายหญิงอยู่เย็นเป็นสุขก็พอแล้ว เหตุใดต้องลุยน้ำขุ่นทำเรื่องวุ่นวายเช่น
นี้ด้วย?”
เถาจูไม่อาจเข้าใจว่าทำไมคุณหนูเจ็ดถึงได้ยึดติดกับการค้าขายถึงเพียงนี้ คล้ายผู้ถูกปีศาจเข้าสิง ยิ่งไปกว่านั้น
ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน หลินถิงก็เปลี่ยนไปทีละน้อย จนกลายเป็นคนละคนกับในอดีต
หลินถิงลุกขึ้นยืน ไม่คิดจะคุกเข่าต่อ “เจ้าไปเฝ้าอยู่หน้าศาลบรรพชนก็พอ”
ไม่มีผู้ใดมอง นางจะคุกเข่าทำไม? การค้าขายเน้นพลิกแพลงแก้ไขเฉพาะหน้า แม้แต่ตอนรับโทษก็ต้องมีเล่ห์กล
จะให้ยึดติดดื้อรั้นจนเข่าพังก็หาใช่ทางเลือก
เถาจูมองนางจัดเบาะรองนั่งหลายใบมารวมกันก็เริ่มเดาออกว่าอีกฝ่ายคิดสิ่งใด อาจจะคิดแสร้งรับโทษ?
หลินถิงลงเอนกายต่อหน้าเหล่าบรรพชนสกุลหลิน เงยหน้าขึ้นใช้เบาะรองนั่งหนุนศีรษะ แล้วหลับตานิ่ง “หนึ่งชั่ว
ยามแล้วค่อยปลุกข้า เจ้าไปพักผ่อนเถิด ถ้าเหนื่อยก็เรียกสาวใช้อื่นมาผลัดเวรแทน”
เถาจูรับคำ แล้วปิดประตูจากไป ถึงเวลาเถาจูก็เข้ามาปลุกหลินถิง “คุณหนูเจ็ดเจ้าคะ ครบหนึ่งชั่วยามแล้ว
เจ้าค่ะ”
หลินถิงจัดเบาะกลับเข้าที่เดิม ใจยังเฝ้าคิดถึงสิ่งหนึ่งไม่คลาย “ไปนำพู่กัน หมึก กระดาษ หินฝนหมึกมาให้ข้า
อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้”
“เจ้าค่ะ” เถาจูชำนาญงาน ไม่ถึงครู่ก็หอบของมาครบ พร้อมลงมือฝนหมึกให้ “ยามดึกดื่นแล้ว คุณหนูเจ็ดจะ
เขียนสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
“เจ้ากลับไปพักได้แล้ว”
กล่าวเช่นนี้ย่อมหมายไม่อยากให้นางเห็นสิ่งที่เขียน เถาจูจับน้ำเสียงนั้นได้ รีบวางแท่งหมึกลงอย่างเบามือ “เช่น
นั้นบ่าวขอตัวเจ้าค่ะ”
หลินถิงมองตามหลังนางจนประตูปิดลง
ภารกิจ……ล้มเหลว……ลบล้าง……นางพร่ำทวนคำทั้งสามนี้อยู่ในใจไม่หยุด
สู้เชื่อว่ามีดีกว่าเชื่อว่าไม่มี อุดมการณ์แม้นมีค่า แต่ชีวิตกลับมีค่ากว่า เมื่อต้องเลือกนางย่อมมีคำตอบ หลัง
ไตร่ตรองอยู่นานก็จรดปลายพู่กัน เขียนคำบางคำลงบนแผ่นกระดาษด้วยลายมืออันสง่างาม
***
ด้านหนึ่งนั้น ท่านรองผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรต้วนหลิง เพิ่งสอบสวนผู้ร้ายจากหอหนานซานเสร็จ พอ
ออกจากคุกลับมาได้ไม่นาน พลันได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ซองจดหมายว่างเปล่า ไม่มีชื่อผู้ส่ง ทหารไต่สวนบอกว่าเป็น
ขอทานคนหนึ่งนำมาส่ง ขอทานเองก็ไม่รู้ว่าเป็นของผู้ใด
ทางหน่วยองครักษ์เสื้อแพรมักได้รับจดหมายจากที่มาไม่แน่นอน บางฉบับคือการแฉการทุจริตของขุนนางในราช
สำนัก พร้อมหลักฐาน เรียกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
ต้วนหลิงฉีกซองจดหมาย หยิบแผ่นกระดาษด้านในออกมา กระดาษหอมจางๆ มีเพียงไม่กี่คำเขียนไว้
“ข้าชอบท่าน”