ข้าคือนางร้ายในนิยายจำกัดเรท - บทที่ 21 ขนลุกซู่
ยามราตรีค่อยๆ จางหาย หมอกยามเช้าลอยอ้อยอิ่ง ยังไม่ทันถึงยามเหม่า ฟ้ายังสลัว แต่บนถนนกลับมีพ่อค้า
แม่ค้านับไม่ถ้วนออกมาตั้งแผงขายของแล้ว ความพลุกพล่านของผู้คนช่วยขับไล่ความเงียบเหงาที่หลงเหลือจากเมื่อ
คืนให้จางหายไปสิ้น
เมื่อมีพ่อค้า ย่อมต้องมีลูกค้า เสียงต่อรองราคาดังระงมไปทั่วตลาดเช้า ร่างบางของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งมัดผมหางม้า
สูง เดินฝ่าฝูงชนที่คลาคล่ำในตรอกซอกซอย เงาร่างที่บอบบางไหววูบไปมา ริ้วผ้าไหมสีส้มพริ้วไหวตามลม
หากมองจากด้านหลัง อาจเห็นว่าเป็นเด็กหนุ่มร่างผอมบาง แต่หากได้เห็นหน้าตรงแล้ว จะรู้ทันทีว่านางคือเด็ก
สาวแสนสวยผู้หนึ่งที่ปลอมตัวเป็นชาย
แม้หลินถิงจะมีภารกิจต้องไปจุมพิตต้วนหลิง แต่ก็ใช่ว่านางจะทอดทิ้งกิจการหอหนังสือได้ ภารกิจต้องทำให้ลุล่วง
เงินทองก็ต้องหาให้ครบ
วันนี้นางตื่นเช้าเพราะต้องมาจัดการธุระที่หอหนังสือ หลังปลอมตัวเป็นชายและสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าแล้ว
การไม่ให้ใครเห็นหน้าก็ช่วยกลบเกลื่อนเพศของนางได้ระดับหนึ่ง เพียงแต่นางไม่ค่อยแต่งตัวเป็นชายบ่อยนัก ทั้งหมด
แล้วแต่ใจนางจะอยากทำ
งานวันนี้เป็นงานที่รับไว้ก่อนที่ชายหนุ่มจะออกจากเมืองหลวงไปยังซูโจว ไม่อาจถอนตัวได้ เพราะนางไม่อยาก
เสียเงิน “ค่าผิดสัญญา”
สิ่งที่ล่อตาล่อใจนางที่สุดก็คือ เมื่อเสร็จสิ้นการซื้อขาย จะได้เงินถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงิน
หลินถิงมาถึงหอหนังสืออย่างคล่องแคล่ว สวมหน้ากากให้เรียบร้อย แล้วนั่งบนบันไดไม้หน้าชั้นหนังสือ หยิบ
หนังสือขึ้นมาอ่านพลางรอลูกค้า
แม้จะตกลงกันไว้เรียบร้อย แต่ลูกค้าผู้นั้นกลับยังไม่เคยบอกนางเลยว่าเนื้อหาของการซื้อขายคือสิ่งใด
เพราะพวกนางประกาศอย่างชัดเจนมาตลอดว่า หอหนังสือแห่งนี้รับแค่การสืบข่าว หาเบาะแส หรือหาคนเท่านั้น
ไม่มีทางรับงานที่ผิดกฎหมาย หากงานใดละเมิดข้อห้ามที่วางไว้ สัญญาจะถือเป็นโมฆะทันที
ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าจะบอกเนื้อหาการซื้อขายเมื่อใดก็ได้ และไม่ต้องห่วงว่าจะอยู่นอกขอบเขตที่กำหนด
หลินถิงอ่านหนังสือเล่มบางเล่มหนึ่งไปอย่างลวกๆ สายตาเหลือบมองไปทางประตูอยู่บ่อยครั้ง
เหตุใดลูกค้ายังไม่มา? ทั้งที่ตกลงกันไว้ว่าจะพบกันในยามเฉิน ตอนนี้กลับใกล้จะยามซื่อเข้าไปทุกที แต่ยังไร้เงา
นางไม่รู้หน้าตาของลูกค้า จะออกไปตามหาข้างนอกก็ไม่ได้
ตามกฎแล้ว จุดนัดพบต้องเป็นภายในหอหนังสือ การไปติดต่อกันข้างนอกไม่ปลอดภัย
หรือว่าลูกค้าคิดจะผิดสัญญา?
ตั้งแต่หลินถิงกับชายหนุ่มร่วมกันเปิดหอหนังสือมา เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้เพียงครั้งเดียว แต่ตอนนั้นเขาไปทวง
เงินค่าผิดสัญญาจนได้คืนมา
ไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีใด คนผู้นั้นถึงกับไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียว ไม่กล้าเล่นแง่ใดๆ กับพวกนางอีกเลย หอหนังสือจึง
ยังดำเนินกิจการมาได้จนทุกวันนี้
นางตัดสินใจจะรออีกหนึ่งเค่อ หากลูกค้ายังไม่มา นางก็จะเก็บของกลับจวน แต่หนึ่งเค่อผ่านไปแล้ว คนที่มารอก
ลับไม่ใช่ลูกค้า หากเป็นอีกผู้หนึ่ง
กระดิ่งลมที่แขวนไว้เหนือประตูพลันสั่นไหว ส่งเสียงกริ่งๆ แผ่วเบา พู่แดงที่ห้อยอยู่ปลายสายสั่นระรัว มือเรียว
ยาวข้างหนึ่งผลักประตูออก แสงแดดอ่อนสาดเข้ามาทางด้านหลัง
หลินถิงซึ่งกำลังนั่งรออย่างเบื่อหน่าย ใช้ไม้ปัดฝุ่นปัดฝุ่นตามชั้นหนังสือ พอได้ยินเสียงกระดิ่งลมก็ดึงสายตาขึ้น
มอง
พอมองชัด นางก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพียงเห็นร่างหนึ่งในชุดดำ ใบหน้าซ่อนอยู่หลังหน้ากากที่น่าเกลียด
ที่สุดเท่าที่นางเคยเห็น ผมหางม้าสูงยาวถึงเอว ข้างเอวห้อยขลุ่ยหยิน มือข้างหนึ่งถือดาบเหล็กสีดำ ท่วงท่าราวน้ำแข็ง
พันปี
นางโยนไม้ปัดฝุ่นในมือลง วิ่งไปหาเขาด้วยความยินดี
“จินอันไจ้! เจ้ากลับมาแล้ว!”
จินอันไจ้ตอบเสียงเรียบ “อืม”
หลินถิงยัดไม้ปัดฝุ่นใส่มือข้างที่เขาไม่ได้ถือดาบไว้ “หอหนังสือฝุ่นหนาเต็มไปหมด เจ้าว่างก็ช่วยกวาดหน่อย…
ไม่ใช่เจ้าบอกว่าจะกลับอีกทีครึ่งเดือนหน้า แล้วกลับมาก่อนตั้งหลายวันได้อย่างไร?”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “จัดการธุระเสร็จก็กลับมาก่อนเวลา”
“เจ้าทำได้เร็วดีนี่”
หลินถิงเล่าเรื่องที่ลูกค้ายังไม่มาถึงหอหนังสือให้เขาฟัง “เจ้าว่าลูกค้าคนนั้นจะผิดสัญญา ไม่มาติดต่อแล้วหรือ
เปล่า?”
เงินหนึ่งร้อยตำลึงจะต้องสูญเปล่าหรือ?
จินอันไจ้ปิดประตู เสียงกระดิ่งลมดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ สงบลง เขาหยิบไม้ปัดฝุ่นขึ้นมา เริ่มกวาดฝุ่นบนชั้น
หนังสืออย่างเงียบงัน กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ข้าจะสืบให้รู้แน่ชัด”
หลินถิงที่ชินกับท่าทางเฉยชาของเขาแล้ว ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้โยกแล้วเอนตัวพิงเอกเขนก “เจ้ากลับซูโจวไปครั้งนี้
เพื่อไปพบญาติของเจ้าหรือ?”
ไม้ปัดฝุ่นหยุดลงตรงชั้นหนังสือบนสุด จินอันไจ้กำด้ามไม้แน่น
“ไม่ ข้าไม่มีญาติ”
หลินถิงเอ่ยเสียงเบา “อ้อ” คำถามเมื่อครู่ก็แค่ถามไปตามมารยาทเท่านั้น พอได้ยินดังนั้น นางจึงไม่เซ้าซี้เรื่องส่วน
ตัวของเขาต่อ “เจ้ากลับมาก็ดีแล้ว ยังมีอีกหลายงานที่รออยู่”
หากไม่มีเขาช่วย นางคนเดียวคงรับมือไม่ไหวแน่
“รู้แล้ว” เขากล่าว
จินอันไจ้ยังคงก้มหน้าก้มตาปัดฝุ่นที่ชั้นหนังสือถัดไปอย่างขยันขันแข็ง แล้วพลันเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ช่วงที่ข้าจากไป เมืองหลวงมีเรื่องใหญ่ใดเกิดขึ้นหรือไม่?”
นางยังคงก้มหน้าดูบัญชีการค้า พลางเย้าแหย่
“โธ่เอ๋ย พระอาทิตย์คงขึ้นจากทางตะวันตกเสียแล้ว เจ้ายังมีแก่ใจเป็นห่วงบ้านเมืองด้วยหรือ?”
เขาไม่ตอบ เพียงนิ่งเงียบตามเคย
หลินถิงกวาดสายตามองตัวเลขเงินบนบัญชีการค้า นางลองคำนวณแล้วคำนวณอีกว่าตอนนี้ยังขาดอยู่อีกเท่าไรถึง
จะเก็บครบสามพันตำลึง จึงพูดพลางเหม่อ
“ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งใหญ่ทีเดียว – สกุลเซี่ยถูกยึดทรัพย์ไปแล้ว”
แรกทีเดียว นางฟังแล้วก็ไม่คิดอะไร ถือว่าเป็นเรื่องของคนอื่น ทว่าบัดนี้กลับจดจำได้แม่นยำยิ่ง
“ข้าว่าแปลกดีเหมือนกัน ไม่กี่วันก่อนข้าไปที่ถนนตะวันตกยังบังเอิญเจอคุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ยเข้า-คนที่หนีไป
ก่อนจะถูกประหารนั่นแหละ เขาแอบซ่อนตัวอยู่ในลูกบอลดอกไม้ หวังจะใช้ขบวนแห่ของโคมงามออกนอกเมือง สุดท้าย
ก็ถูกจับได้อยู่ดี”
เหตุการณ์ในวันนั้น หลินถิงยังจำได้ไม่ลืม
“เป็นพวกองครักษ์เสื้อแพรที่จับได้”
จินอันไจ้นิ่งไปเล็กน้อย ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่ ไม้ปัดฝุ่นในมือหยุดนิ่ง ปัดอยู่แต่ที่เดิมไม่ไปไหน
“เช่นนั้นหรือ”
“ข้าจะโกหกเจ้าทำไมเล่า? ไปถามใครแถวนั้นก็รู้แล้ว เรื่องนี้คนเขาลือกันให้แซ่ด เจ้าเพิ่งกลับมาจากซูโจวก็เลย
ไม่รู้”
เขาไม่ตอบอีกครั้ง เย็นชาเฉกเช่นเดิม หลินถิงยังเล่าต่อ
“แม้คุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ยจะถูกจับได้ตอนซ่อนตัวในขบวน แต่เขาก็ยังหนีรอดมาได้ สุดท้ายจะหลุดไปจากเมือง
หลวงจริงหรือไม่นั้น ข้าก็ไม่ทราบแล้ว”
“ได้ยินมาว่าข้อหาที่สกุลเซี่ยโดนยึดทรัพย์คือรวมหัวกันเล่นพรรคเล่นพวก แต่บางคนก็บอกว่าสกุลเซี่ยเมื่อก่อนก็
ไม่เลว เจ้าว่ามันจะมีเบื้องหลั-”
จินอันไจ้ยกหนังสือขึ้นออกไปตากแดดในลาน ไม่หันหน้ากล่าวว่า “เรื่องของราชสำนัก ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”
หลินถิงแลบลิ้นใส่เขา ใครกันนะที่เป็นคนเริ่มถามว่าเมืองหลวงมีเรื่องใหญ่หรือไม่? แล้วพอนางพูดขึ้นมาก็กลับมา
ทำเป็นไม่เกี่ยวกับตนเองเสียนี่
“เจ้าค่ะๆ ไม่เกี่ยวกับเจ้าก็ไม่เกี่ยว งั้นก็รีบเก็บของไปกับข้าหน่อย ข้าจะไปถนนตะวันตกหาแหล่งผ้าใหม่”
ถนนตะวันตกนั้นแม้จะครึกครื้น ทว่า……ก็วุ่นวายไม่น้อย แต่มีจินอันไจ้ไปด้วยก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก พอเขายืน
อยู่ข้างๆ หลินถิงก็กล้าต่อรองราคามากขึ้นหลายส่วน
จินอันไจ้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปถนนตะวันตกกับนาง เขาจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม ไม่พูดอันใด เดินเข้าหอ
หนังสือไปเก็บของ เปลี่ยนชุด แล้วเปลี่ยนหน้ากากที่ดู “พอจะปกติ” หน่อย
ที่ถนนตะวันตกมีผู้คนแต่งตัวแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย ใส่หน้ากากก็ไม่ดูโดดเด่นอะไรนัก หลินถิงจึงพาจินอันไจ้
ออกจากหอหนังสือ ระหว่างทางนางซื้อของไม่หยุด ตั้งแต่เช้าที่ยังไม่ได้กินอะไร นางรีบร้อนมานั่งรอลูกค้าที่หอหนังสือ
พอได้ออกมาก็หิวจนอยากกินซาลาเปาในคำเดียว
จินอันไจ้เหลือบตามองเศษซาลาเปาที่มุมปากของนางอย่างรังเกียจ
“อยู่ห่างๆ ข้าหน่อย”
นางรีบเช็ดปาก “เจ้าก็พูดไป เมื่อก่อนข้าเก็บเจ้ากลับมาจากสุสานร้าง ตอนนั้นเจ้าทั้งตัวมีแต่แมลงไต่ กลิ่นเหม็น
แทบตาย ข้ายังไม่เคยบ่นสักคำเลยนะ”
“ไม่เคยบ่น?”
เขากอดดาบไว้แน่น สายตาเย็นเฉียบมองมา
“ข้าจำได้ว่าเจ้าตอนนั้นอาเจียนไปตั้งหลายรอบ แล้วยังเอาเท้ามาเตะข้าอีก บอกว่าจะฆ่าแมลงให้ตายไม่ใช่
หรือ?”
หลินถิงโวยวายทันที “ข้าหมายถึงฆ่าแมลงจริงๆ นะ! จับมันด้วยมือไม่ไหวนี่นา”
จินอันไจ้เพียงหัวเราะเย็น “เฮอะ”
นางก็หัวเราะกลับ “จะเชื่อไม่เชื่อก็ตามใจเถอะ ข้าพูดจริงก็แล้วกัน”
หลินถิงยังไม่ได้เปลี่ยนชุด เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับจินอันไจ้อยู่บนถนนใหญ่ เงาจากระยะไกลดูคล้ายสองพี่น้อง –
พี่ชายสูงเงียบขรึม กับน้องชายตัวเล็กช่างพูด
ภาพตรงหน้านั้น ตกเข้าสู่สายตาของบุรุษหนุ่มผู้ยืนอยู่ริมหน้าต่างโรงเตี๊ยมทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของถนน ต้
วนหลิงผู้สูงสง่าเยี่ยงนกกระเรียนในฝูงไก่ มองเลยผ่านชายหนุ่มไปยังหญิงสาวผู้มีใบหน้าเนียนขาว แม้ในถนนจะคลาคล่ำ
ไปด้วยผู้คน เขาก็ยังสามารถมองเห็นนางได้เป็นคนแรก
หญิงสาวในคราบบุรุษ – หลินถิง
ต้วนหลิงลดสายตาลงอย่างเชื่องช้า ยกมือที่ถือคันธนูขึ้น ปลายนิ้วแตะสายธนูเบาๆ เล็งไปยังเบื้องล่าง
เบื้องหลังเขาคือองครักษ์เสื้อแพรกับเจ้าของโรงเตี๊ยมที่ยืนนิ่งด้วยความเครียด โดยเฉพาะเจ้าของโรงเตี๊ยม เหงื่อ
เย็นผุดเต็มใบหน้า เช็ดออกยังไม่ทันไรก็ไหลซึมออกมาอีกครั้ง
ว่าไปก็นับเป็นเคราะห์กรรมโดยแท้ – องครักษ์เสื้อแพรตามรอยพบว่าในวันแห่โคมงาม ลูกธนูยิงมาจากห้อง
รับรองนี้โดยตรง ส่วนเขากลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย เมื่อเห็นคนมาไล่สอบก็ได้แต่หวั่นวิตก กลัวจะโดนลูกหลงไปด้วย
อยากอธิบาย แต่ผู้เป็นใหญ่ตรงหน้านี้ไม่เอ่ยคำ ตนเองก็ไม่กล้าเอ่ยปากใดๆ ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเจ้าของ
โรงเตี๊ยมก็ตัดสินใจเอ่ยเสียงสั่น
“ท่าน……ท่านขอรับ วันนั้นห้องนี้ไม่มีใครจอง ข้า……ข้าน้อยเองก็ไม่รู้ว่าธนูเหล่านั้นทำไมถึงยิงออกมาจากห้องนี้
จริงๆ!”
“ฟั่บ-”
เสียงสายธนูสะท้อน ต้วนหลิงดีดสายธนูเบาๆ ทว่าดังชัดเจน เจ้าของโรงเตี๊ยมสะดุ้งสุดตัว จวนจะทรุดเข่าลงไป
เขาตัวสั่นเทิ้มประหนึ่งลูกนกตกน้ำ
“ท่านโปรดเมตตาเถิด ข้าน้อยหามีเจตนาปิดบังไม่ เรื่องรายชื่อแขกที่มาวันนั้น ข้าน้อยก็มอบให้ท่านหมดแล้ว ขอ
สาบานว่าไม่กล้าโกหกแม้แต่น้อย”
“เจ้าตื่นเต้นไปทำไม ข้ายังมิได้กล่าวเลยว่ามันเกี่ยวข้องกับเจ้า”
ต้วนหลิงหันมายิ้มบางๆ ส่งมือให้องครักษ์เสื้อแพรอีกครั้ง คนหลังรีบยื่นลูกธนูมาให้ เขาหันกลับไปอีกด้าน ยกธนู
ขึ้นเล็งอย่างชำนาญ
เจ้าของโรงเตี๊ยมเมื่อเห็นเขาจะทดสอบตำแหน่งยิงจริง ก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก แต่ยามนี้ถนนข้างล่างเต็มไปด้วย
ผู้คน เขาจะยิงธนูออกไปแบบนั้น ไม่กลัวจะโดนคนหรือ? คิดดังนั้นก็ได้แต่หวาดหวั่นมองดู
ชายหนุ่มในชุดขุนนางแดงเพลิง ใบหน้างามสง่า เย็นเยียบและงามเฉียบ ยามยกธนูสายตากลับดูอ่อนโยน ริม
ฝีปากแตะรอยยิ้ม ขณะเดียวกัน การเล็งธนูกลับแม่นยำชำนาญยิ่งนัก เจ้าของโรงเตี๊ยมรู้สึกขนลุกอย่างไร้เหตุผล
นิ้วของต้วนหลิงคลายออกเบาๆ ลูกธนูเหล็กทะยานพุ่งออกไปด้วยเสียงหวีด เจ้าของโรงเตี๊ยมอดไม่ได้ต้องเขย่ง
เท้าชะเง้อมอง
ลูกธนูปักลงบนพื้นตรงหน้าเท้าของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ไม่คลาดแม้แต่นิ้วเดียว หากลึกอีกสักคืบ คงเจาะร่างเข้าเต็มๆ
เจ้าหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายตกใจจนของในมือตก – ขนมผักกาดหล่นลงบนพื้น ปากยังคาบไว้ครึ่งคำ
หลินถิงคว้าจินอันไจ้ถอยกรูดไปสองสามก้าว นางมองขนมที่ตกพื้นแต่ไม่ได้สนใจจะเก็บขึ้นมา กลับเงยหน้ามอง
ต้นทางของลูกธนู
ไม่นานนางก็สบตากับต้วนหลิงที่ยังถือธนูอยู่ในมือ ต้วนหลิงเอนกายพิงขอบหน้าต่างอย่างไม่ยี่หระ สายตาเรียบ
นิ่งทอดมองไปยังถนนเบื้องล่างอย่างเฉื่อยชา