ข้าคือนางร้ายในนิยายจำกัดเรท - บทที่ 50 ความในใจ
【ภารกิจตัวร้ายหญิงถูกกระตุ้น: โฮสต์โปรดพูดประโยคว่า “ข้าปรารถนาแต่งกับท่าน” ต่อหน้าผู้คนในวันคล้าย
วันเกิดของต้วนหลิงภายในสิ้นเดือนนี้ หากภารกิจล้มเหลว จะถูกลบเลือนจากระบบ – ภารกิจตัวร้ายหญิงลำดับที่หก
หากสำเร็จจะได้รับแต้ม 6 แต้ม ขณะนี้โฮสต์มีแต้มสะสม 15 แต้ม ยังขาดอีก 10 แต้มจึงจะปลดล็อกของขวัญพิเศษได้】
หลินถิงได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึ้งงัน ให้พูดต่อหน้าผู้คนว่า “ข้าปรารถนาแต่งกับท่าน” ในวันเกิดของต้วนหลิงงั้น
หรือ? นี่มันไม่ต่างอะไรกับการเอ่ยขอแต่งงานต่อหน้าเขาเลยมิใช่หรือ? แถมยังเป็นต่อหน้าผู้คนอีกด้วย
แม้หลินถิงจะจดจำได้ว่าในต้นฉบับของเรื่อง นางเคยบังคับต้วนหลิงจูบ แล้วก็พูดประโยคอับอายนี้ออกมาต่อหน้า
ผู้คน แต่ในต้นฉบับกล่าวถึงเพียงผ่านๆ บอกแค่ว่าเขาปฏิเสธกลางงานเช่นกัน นางจึงมิได้ใส่ใจนัก คิดว่าคงไม่ได้เจอบทนี้
เข้าจริง
ที่ไหนได้ กลับเป็น “ฉากขอแต่งงานต่อหน้าผู้คน” เสียอย่างนั้น! ในต้นฉบับก็มีบทตัวร้ายหญิงอีกมากมาย ไฉนจึง
ต้องเป็นฉากนี้?
หลินถิงรู้สึกราวกับภารกิจนี้ท้าทายความหน้าด้านของนาง เพราะผลของมันย่อมเป็นการโดนต้วนหลิงปฏิเสธต่อ
หน้าสาธารณชนแน่นอน แน่นอนว่านางมิได้คาดหวังให้เขาตอบตกลง เพียงแต่ว่าหากทำเช่นนี้ ความเข้าใจผิดระหว่างเขา
และนางจะยิ่งลึกซึ้งขึ้นอีก
ยิ่งไปกว่านั้น หญิงงามต้วนซินหนิงก็จะล่วงรู้เรื่องนี้เช่นกัน เมื่อนั้นนางจะอธิบายอย่างไรได้เล่า? จะให้บอกว่า “ที่
จริงแล้วข้ารักพี่รองของเจ้ามานานแล้ว” กระนั้นหรือ?
หลินถิงมิได้แยแสสายตาผู้คน ทว่ากลับใส่ใจสายตาของมารดาและสหายเป็นพิเศษ แต่มองอีกแง่ก็ใช่ว่าจะไร้
ประโยชน์ อย่างน้อยเรื่องนี้ก็จะทำให้มารดาของนาง หลี่จิงชิว และเฝิงฮูหยินรู้ว่าต้วนหลิงหาได้มีใจให้นางเลย แล้วคง
เลิกคิดจะจับคู่นางกับเขา หรือตั้งเรื่องหมั้นหมายขึ้นอีกในภายภาคหน้า
อย่างไรก็ตาม หลินถิงก็ยังรู้สึกปวดหัว นางรู้สึกว่าตนพูดประโยค “ข้าปรารถนาแต่งกับท่าน” ต่อหน้าต้วนหลิงไม่
ออกจริงๆ
หลินถิงเงยหน้ามองต้วนหลิง เห็นเพียงริมฝีปากของเขาขยับเบาๆ ทว่าเสียงของระบบยังดังสะท้อนอยู่ในหู ทำให้
นางไม่ได้ยินชัดนักว่าเขากำลังพูดสิ่งใด
กระทั่งเวลาผ่านไปชั่วครู่ นางจึงได้ยินเสียงต้วนหลิงอีกครั้ง เสียงของเขานุ่มนวล แฝงไออุ่นน่าเคลิบเคลิ้ม ราวกับ
กระแสไฟเบาบางที่ไหลผ่านหู แทรกซึมสู่ทั่วร่างกายของนางอย่างไม่รู้ตัว
“คุณหนูเจ็ด……กำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่หรือ?”
คิดอยู่ว่าจะ “ขอท่านแต่งงานต่อหน้าผู้คน” อย่างไรดี……นางคิดในใจ ทว่ากลับตอบออกไปว่า “อยู่ดีๆ ข้าก็นึก
เรื่องบางอย่างขึ้นมา……ท่านเมื่อครู่กล่าวว่าอย่างไรนะ? กำไลหยกนี่มีความหมายเช่นไร?”
เสียงของเขาฟังยากจะจับอารมณ์: “กำไลหยกวงนี้ ข้าตั้งใจมอบให้กับว่าที่ภรรยาในอนาคตของข้า”
หลินถิงสูดลมหายใจเข้าลึก รีบร้อนเอ่ยว่า “ข้า……ข้าไม่รู้เรื่องจริงๆ เฝิงฮูหยินเพียงแต่บอกว่าอยากให้ของขวัญ
ข้าสักชิ้น แล้วก็มอบกำไลวงนี้มา บอกเพียงว่าแม้แต่หลิงอวี่ก็มีวงหนึ่งเช่นเดียวกัน มิได้เอ่ยเลยว่านี่คือของขวัญสำหรับ
ว่าที่สะใภ้ของท่าน……”
นางเข้าใจมาตลอดว่าเป็น “กำไลเพื่อนสาว” เสียอีก หาได้ล่วงรู้เลยว่าเฝิงฮูหยินซึ่งพบหน้านางไม่กี่ครา กลับ
ตัดสินใจมอบกำไลซึ่งควรเป็นของสะใภ้ในอนาคตเช่นนี้ให้นางโดยง่าย ช่างบุ่มบ่ามเสียจริง หลินถิงลอบบ่นในใจ
ต้วนหลิงเหลือบตามองกำไลหยกที่ข้อมือนางอีกครั้ง: “หลิงอวี่ก็มีวงหนึ่งจริง ทว่า……วงที่เจ้าสวมอยู่นั้น ข้า
เตรียมไว้ให้ภรรยาในอนาคตของข้าโดยเฉพาะ”
หลินถิงรู้สึกราวกับถูกวางไว้บนเตาไฟ: “ข้าคิดว่าเฝิงฮูหยินคงเข้าใจผิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเรา จึงมอบกำไล
ให้แก่ข้า”
เขาไม่ตอบ นางเหลียวซ้ายแลขวา เกรงว่าผู้คนจะเห็น จึงยื่นมือลงใต้โต๊ะ ตั้งใจจะถอดกำไลวงร้อนผ่าวนี้ออก:
“เช่นนั้น ข้าคืนให้เดี๋ยวนี้เลย”
ต้วนหลิงยังคงนิ่งเฉย สายตาติดตามมือลงไปใต้โต๊ะ มองดูนางพยายามถอดกำไลด้วยความเร่งร้อน
ผ่านไปครู่หนึ่ง กำไลหยกยังคงอยู่ที่เดิม นางถอดไม่ออกเสียอย่างนั้น อาจเพราะช่วงนี้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นนิดหน่อย
“ท่านต้วน ข้ามิใช่ไม่ยอมคืน ข้า……ถอดมันไม่ออกจริงๆ”
เขาเพียงเอ่ยว่า “ไม่รีบร้อน”
หลินถิงพยายามอีกหลายครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม นางจึงกล่าวอย่างจริงใจว่า “พอกลับถึงจวน ข้าจะหาวิธี
ถอดมันออกมา ท่านวางใจได้”
ต้วนหลิงมองดูข้อมือที่แดงเป็นรอยเพราะพยายามถอดกำไลของนาง เขาไม่พูดอะไร แต่แววตาที่หลุบต่ำดูจะพูด
แทนความคิดว่า นางอยากถอดมันออกขนาดนั้นเชียวหรือ……
เขาเบือนสายตาไปทางอื่น “อืม แล้วแต่เจ้า”
หลินถิงปล่อยชายแขนเสื้อที่เลิกขึ้นไว้เพื่อปิดกำไลที่ยังถอดไม่ออก นางคิดว่าเมื่อกลับถึงจวน ค่อยทายาขี้ผึ้งหรือ
น้ำมันที่ข้อมือแล้วลองถอดดูอีกที แต่ตอนนี้อยู่ในงานเลี้ยง ไม่สะดวกจะลุกไปหายาหรือทาอะไร
ต้วนซินหนิงเอนตัวเข้ามาใกล้ “เล่ออวิ๋น เจ้ากับพี่รองของข้าแอบกระซิบอะไรกันอยู่นั่นน่ะ”
เมื่อครู่ต้วนซินหนิงมัวแต่คุยกับบรรดาคุณหนูที่นั่งข้างๆ จึงมิได้ใส่ใจบทสนทนาของพวกเขา
“ก็คุยกันเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ”
หลินถิงมองไปยังกำไลหยกในมือต้วนซินหนิง ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเฝิงฮูหยินถึงคิดว่านางกับต้วนหลิงมี
ใจให้กัน นางกับต้วนหลิงดูเหมือนรักใคร่ชอบพอกันตรงไหน? อะไรกันที่ทำให้เฝิงฮูหยินเข้าใจผิดเช่นนั้น?
ต้วนซินหนิงมิได้เซ้าซี้ต่อ ยกชาผลไม้ชั้นดีให้แก่นาง “อันนี้อร่อยนะ เจ้าอยากลองไหม?”
ขณะนั้นเซี่ยจื่อม่อซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็มองพวกนางบ่อยครั้ง ทว่าต้วนซินหนิงกลับไม่เคยมองตอบเลยสักครา คุย
แต่กับคุณหนูรอบตัวหรือไม่ก็หันไปสนใจหลินถิง ทำเหมือนตนเองยุ่งมาก
แม้ใจหนึ่งนางจะรู้สึกยินดีที่ความสัมพันธ์กับเซี่ยจื่อม่อดูเหมือนจะก้าวหน้าขึ้น แต่อีกใจหนึ่งก็ยังไม่รู้จะเผชิญหน้า
เขาอย่างไรดี
หลินถิงรู้สึกถึงสายใยลับระหว่างสองคนนั้น แต่ก็มิได้แทรกแซงมากเกินไป แม้นางจะสนิทกับต้วนซินหนิงปานใด
แต่เรื่องความรักระหว่างชายหญิง ก็มิควรล่วงเกินจนเกินควร
ถึงอย่างนั้น หลินถิงก็ยังอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ ราวกับผักกาดขาวแสนดีของตนถูกหมูมากินเสียอย่างนั้น นางจึง
มองเซี่ยจื่อม่อหลายครั้งด้วยสายตาประหนึ่งว่า “หมูที่มาแย่งผักกาดของข้า” แต่ในสายตาของผู้อื่น ความหมายกลับ
แตกต่างออกไป
ต้วนหลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ “เจ้ามีเรื่องอยากพูดกับซื่อจื่อแห่งสกุลเซี่ยหรือ?”
หลินถิงถึงกับอุทาน “หืม?” พลางกล่าวงุนงง “มิใช่นะ ท่านใยถึงคิดเช่นนั้น?”
เขาหลบสายตา มองไปยังแขกที่เข้ามายกชาให้เฝิงฮูหยิน แล้วเอ่ยเบาๆ “เมื่อครู่ข้าเห็นเจ้ามองเขานานนัก นึกว่า
เจ้ามีเรื่องอยากพูดกับเขา”
หลินถิงรีบหาเหตุผลแก้ต่าง: “ท่านคงตาฝาด ข้ามิได้มองคุณชายเซี่ยหรอก ข้ามองคุณหนูหวังที่นั่งด้านหลังเขา
ต่างหาก ข้าชอบปิ่นปักผมของนาง กำลังคิดว่าควรถามว่านางซื้อจากร้านใด”
คุณหนูหวังผู้นั้นนางเคยพบหน้าเพียงครั้งเดียว แต่ก็ไม่สนิท
ต้วนหลิงจะเชื่อหรือไม่หลินถิงก็ไม่รู้ เขาเพียงกล่าวอย่างใจเย็นว่า “ปิ่นปักผมของคุณหนูหวังดูดีอยู่หรอก แต่ข้า
ว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับคุณหนูเจ็ดนัก”
“ไม่เหมาะ?” หลินถิงยังไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าคุณหนูหวังใส่อะไร แต่เมื่อต้วนหลิงพูดถึง นางจึงหันไปมองอย่าง
จริงจัง พบว่าเป็นปิ่นไม้อย่างเรียบง่าย นางคิดว่าเขาพูดถูก เพราะโดยนิสัยแล้วนางชอบเครื่องประดับที่ทำจากทองหรือ
เงินเสียมากกว่า อย่างเช่นปิ่นหยกประดับทอง……
ต้วนหลิงลูบปากถ้วยชาช้าๆ เอ่ยเสียงนิ่ง “เซี่ยซื่อจื่อมีความประสงค์จะสู่ขอสตรีแห่งสกุลต้วน เพื่อแต่งงานกับหลิ
งอวี่ เจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่?”
หลินถิงรู้สึกว่าเขากำลังเตือนนางกลายๆ ว่าอย่าไปยุ่งกับเซี่ยจื่อม่อ เลยตอบตามจริงว่า “วันนี้หลิงอวี่ก็เพิ่งเอ่ย
เรื่องนี้กับข้า”
ต้วนซินหนิงบังเอิญได้ยินเข้า พอใจทั้งเขินอาย ก็ก้มหน้าลงหน้าแดงเรื่อ เอื้อมมือมาจับมือหลินถิงไว้เบาๆ “พี่รอง
ท่านกับเล่ออวิ๋นอย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย หากมีผู้ใดได้ยินเข้า ข้าจะอับอายเป็นนัก”
เมื่อเจ้าตัวไม่อยากพูดต่อ หลินถิงก็ไม่มีเหตุผลใดจะรื้อฟื้น กลับมานั่งกินอาหารอย่างสงบ สุภาษิตว่า “ขณะกิน
อย่าพูด ขณะนอนอย่าเจรจา” มิอาจใช้ได้กับงานเลี้ยงวันเกิดเช่นนี้ เพราะแขกเหรื่อต่างล้วนมีจุดมุ่งหมายแอบแฝง หลาย
คนหาช่องทางสร้างสัมพันธ์ มีน้อยนักที่จะกินอาหารอย่างตั้งอกตั้งใจ หลินถิงนับว่ายังเป็นหนึ่งในพวกที่พอจะตั้งใจอยู่
บ้าง
ที่บอกว่า “พอจะเรียกได้ว่ากินข้าว” ก็เพราะว่าสกุลต้วนเชิญโรงงิ้วมีชื่อของเมืองหลวงมาร้องรำทำเพลงในวัน
เกิดเฝิงฮูหยินอยู่ไม่ไกลนัก นางจึงนั่งกินข้าวพลางดูงิ้วไปด้วย หาใช่ตั้งใจลิ้มรสสำรับอย่างแท้จริงไม่
ส่วนเรื่องภารกิจ ก็ขอวางไว้ก่อนชั่วคราว คิดทั้งวันก็มิใช่หนทาง ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก ควรหาความสำราญตาม
กาล นี่จึงเป็นสัจธรรมโดยแท้
หลินถิงกำลังจะยกตะเกียบคีบอาหารคำต่อไป ก็พลันได้ยินเฝิงฮูหยินเอ่ยเรียกเสียงเบา “เล่ออวิ๋น”
นางเงยหน้าขึ้นมอง แขกเหรื่อที่รายล้อมอยู่ก่อนหน้านั้นต่างถูกเชิญไปแล้ว เวลานี้เหลือเพียงบิดาของต้วนหลิงนั่ง
อยู่ข้างเฝิงฮูหยิน บิดาของต้วนหลิงมีเค้าหน้าคล้ายเขาอยู่บ้าง แม้อายุจะมากแล้ว แต่กาลเวลาก็มิได้ฝากร่องรอยไว้บน
ใบหน้าเขามากนัก ใบหน้ายังคงงดงาม คิ้วดั่งกระบี่ ดวงตาดุจดวงดาว รูปงามหมดจด
เขาผู้นี้ทำงานอย่างเงียบขรึม แม้ในวันอันน่ายินดีเช่นวันนี้ ก็ยังแต่งตัวเรียบง่าย เพียงสวมอาภรณ์ไหมสีเข้ม
ปราศจากอาภรณ์ประดับเอวใดๆ เว้นเพียงสายรัดเอวเท่านั้น เขาคือขุนนางแห่งกรมองครักษ์เสื้อแพร อีกทั้งยังดำรง
ตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของหน่วยงานนี้
สิ่งหนึ่งที่เขาแตกต่างจากต้วนหลิงคือ ไม่เคยยิ้มเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะยามใด ใบหน้ามักเรียบเฉย ราวกับมิรู้จัก
การหัวเราะ หลินถิงเคยพบเขาเพียงสองครา คราแรกในพิธีศพบุตรชายคนโตของเขา ต้วนหลี่เซิง อีกคราก็คือยามนี้
แม้ต้วนซินหนิงไม่ค่อยเอ่ยถึงบิดาผู้นี้ นางจึงแทบไม่รู้เรื่องราวใดๆ ของเขา ทว่าต่อให้ไม่รู้จัก ก็ยังต้องเอ่ยคำ
ทักทายอย่างเหมาะสม “คารวะเฝิงฮูหยิน คาระวะใต้เท้าต้วนเจ้าค่ะ”
เฝิงฮูหยินยิ้มละไม หันไปแนะนำแก่ต้วนผู้เฒ่า “นางคือคุณหนูเจ็ดแห่งสกุลหลิน ข้ากล่าวถึงนางให้ท่านฟังบ่อย
นัก ชื่อเล่ออวิ๋น”
ใต้เท้าต้วนปรายตามองตามสายตาเฝิงฮูหยิน พยักหน้าเล็กน้อยโดยมิกล่าววาจาใด รอยยิ้มของเฝิงฮูหยินจางลง
เล็กน้อย
เขานั่งใกล้เฝิงฮูหยิน จึงย่อมเห็นชัด ในที่สุดจึงเอ่ยขึ้น เสียงเย็นแต่ไม่หยาบ “ได้ยินว่าเจ้าเป็นสหายสนิทของหลิ
งอวี่ รู้จักกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย… และรู้จักจื่ออวี่ด้วย”
หลินถิงนั่งห่าง จึงมิทันเห็นสีหน้าท่าทีของทั้งสอง ตอบกลับอย่างเคารพนอบน้อม “เจ้าค่ะ ข้าเคยมาเรือนนี้ตั้งแต่
ยังเล็ก”
ต้วนผู้เฒ่ามิได้ซักถามอะไรต่อ เพียงบอกให้นางนั่งรับประทานต่อไป ไม่ต้องเกรงใจ ขณะนั้นการแสดงงิ้วสิ้นสุดลง
พอดี หลินถิงนั่งลงแล้วก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อโดยมิได้เงยหน้า หลังทักทายใต้เท้าต้วน นางกลับรู้สึกประหนึ่งว่ากำลัง
พบหน้าบิดาของบุรุษที่ตนคบหาอยู่ ให้ความรู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก
ต้วนผู้เฒ่าเอ่ยเรียก “จื่ออวี่”
ต้วนหลิงได้ยินดังนั้น จึงวางตะเกียบหยกในมือลง เงยหน้าขึ้นมองไปทางเขา แย้มยิ้มบางเบา สีหน้าสุภาพอ่อน
โยน เอ่ยอย่างสงบนิ่ง “ท่านพ่อ”
ต้วนผู้เฒ่าถามเสียงราบเรียบ “หลายเดือนผ่านไปแล้ว ยังไม่มีข่าวคราวผู้ต้องโทษแห่งสกุลเซี่ยอีกหรือ?”
ทุกคนต่างรู้ว่าต้วนหลิงรับหน้าที่ตามจับผู้ต้องโทษแห่งสกุลเซี่ย จึงไม่ใช่เรื่องต้องปิดบัง อีกทั้งเขาก็เพียงถามว่ามี
เบาะแสหรือไม่ มิได้ถามลงลึกถึงรายละเอียด
หลินถิงชะงัก ไม่กล้าคีบข้าวต่อ คนที่ว่าคงหมายถึงคุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ย -เซี่ยชิงเหอ- กระมัง? นางตั้งใจเงี่ยหู
ฟัง
“ยังไม่มีข่าวคราวขอรับ” ต้วนหลิงตอบ พลางปรายตามองหลินถิงที่ชะงักมือไปในทันทีเมื่อได้ยินชื่อเซี่ยชิงเหอใน
บทสนทนา เขาอดคิดไม่ได้ว่านางช่างใส่ใจข่าวคราวชายผู้นั้นนัก เพียงได้ยินชื่อก็เลิกกินข้าวเสียแล้ว
ต้วนผู้เฒ่าจ้องเขาอย่างกดดัน แววตาคมกล้า “แต่ก่อนมีแต่เจ้าที่คลี่คลายคดีทุกคดีตามบัญชา ไฉนยามนี้กลับไร้
ความคืบหน้า แม้แต่ผู้ต้องโทษที่ไม่มีพลังต่อสู้ก็ยังจับไม่ได้ เช่นนี้องค์ฮ่องเต้จะทรงมองเจ้าเช่นไร?”
หลินถิงได้แต่ก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด ไม่กล้ามองหน้าเขา ทำตัวราวกับเป็นเงาไร้ตัวตน ที่สำคัญคือ ต้วนผู้เฒ่าเป็นถึง
ผู้บัญชาการใหญ่แห่งกรมองครักษ์เสื้อแพร ยศตำแหน่งสูงกว่าต้วนหลิงอีก ทั้งอากัปกิริยาเต็มไปด้วยอำนาจข่มขวัญ รังสี
ที่แผ่พุ่งออกมาชวนให้ใจสั่นสะท้าน หลินถิงอดรู้สึกเกรงไม่ได้
นางแอบมองต้วนหลิง เขายังคงสีหน้านิ่งสงบ ดวงตาอ่อนโยน ไม่สะทกสะท้านต่อถ้อยคำของบิดาแม้แต่น้อย เขา
ยอมสวมชุดองครักษ์ หาใช่เพราะภักดีต่อราชบัลลังก์ไม่ แต่เพื่อได้ลิ้มรสความหฤหรรษ์แห่งการฆ่า หากภักดีจริง คงไม่
บังอาจสังหารเหลียงอ๋องเช่นวันนั้น
เฝิงฮูหยินซึ่งนั่งอยู่ข้างเขา แม้ในดวงตามีรังสีเย็นชา แต่ยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน ยื่นมือไปกุมมือเขาเบาๆ “วันนี้
เป็นวันเกิดข้า อีกทั้งยังมีแขกอยู่ พ่อลูกจะพูดเรื่องงานกันไปไย”
นางว่าอีก “หากอยากพูดคุยเรื่องงานจริง ไว้กลับไปที่กรมเหนือ ค่อยว่ากันเถิด”
นางเพียงเอ่ยเท่านั้น ต้วนผู้เฒ่าก็เงียบลงทันที เขากลับเข้าสู่อารมณ์เย็นชาอีกครั้ง มิกล่าวต่อ
“ฮูหยินกล่าวถูกต้อง”
เฝิงฮูหยินจึงคลายมือลง แล้วสั่งบ่าวไพร่ให้ตักกับข้าวให้นางมากขึ้น บอกว่านางดูผอมเหลือเกิน ไม่มีใครล่วงรู้ว่า
ในมือของเขานั้น มีรอยช้ำลึกจากแรงกำแน่นที่เพิ่งคลาย
หลังมื้ออาหารยังไม่เย็นนัก บรรดาหนุ่มสาวรุ่นหลังต่างถูกเฝิงฮูหยินจัดให้ไปพักผ่อนเดินเล่นกันที่สวนดอกไม้
หลินถิงและต้วนซินหนิงก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
บ่าวไพร่ที่มากับแขกผู้มาเยือนล้วนถูกจัดให้อยู่ในเรือนอีกหลัง เพื่อรับประทานมื้อกลางวัน พวกเขาเป็นบ่าวรับใช้
มิอาจกินพร้อมนายได้ บางงานเลี้ยงแม้แต่มื้ออาหารของบ่าวยังไม่จัดให้ แต่เฝิงฮูหยินเป็นคนมีเมตตา จึงสั่งให้เตรียม
สำรับเพิ่มไว้เสมอ
เถาจูจึงมิได้ติดตามหลินถิงมาด้วย แต่ไปอยู่เรือนอีกหลังแทน สวนดอกไม้นั้นมีทางเดินหินคดเคี้ยว ซุ้มประตูไม้
ประดับดอกไม้ไหวระริกยามลมพัด เดินผ่านภูเขาจำลองและสายน้ำตกเทียมก็จะเข้าสู่สวนใหญ่ที่เต็มไปด้วยดอกไม้บาน
สะพรั่ง บางดอกเบ่งบานอยู่ริมธารน้ำ
วันนี้อากาศดี มีผีเสื้อจำนวนมากบินวนเวียนอยู่เหนือดอกไม้ บางตัวถึงกับบินมาเกาะบ่าหลินถิง นางเงยมือขึ้น
อยากจะสัมผัส ทว่าเจ้าผีเสื้อก็บินหนีไปเกาะบนฝ่ามือต้วนหลิงที่เดินอยู่ด้านหลังแทน เขายกมือนั้นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว แล้ว
เมื่อเห็นว่านางหันมามอง เขาจึงปล่อยให้ผีเสื้อบินจากไป
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในสวนได้ไม่นาน ไม่รู้ว่าใครเริ่มต้นเอ่ยปากว่าจะเล่นเกมโยนห่วง หลินถิงหาได้สนใจไม่ จึง
ยืนดูอยู่ด้านข้างเท่านั้น
ต้วนซินหนิงกลับสนุกกับเกมโยนห่วงนี้นัก ร่วมเล่นกับเหล่าคุณหนูและบุตรหลานสกุลขุนนาง แม้ตอนแรกจะโยน
ไม่ลงเลยสักครั้ง สุดท้ายก็อาศัยเซี่ยจื่อม่อช่วยสอนจึงโยนลงสำเร็จในที่สุด
ก็เพราะเกมโยนห่วงนั่นเอง ทำให้ต้วนซินหนิงมิได้หลบเลี่ยงเซี่ยจื่อม่ออีก นางยอมมองเขา ยอมพูดคุยด้วย ยาม
ใดไม่มีใครสังเกต ก็มักจะแอบแตะมือกันบ้างเล็กน้อย แน่นอนว่าผู้ที่แอบเอื้อมมือไปก่อนย่อมมิใช่นางผู้ขี้อาย แต่คือเซี่ยจื่
อม่อผู้นั้นต่างหาก
หลินถิงหันหน้าหนีอย่างเงียบงัน ทว่าเมื่อหันไป ก็พบเข้ากับใบหน้าที่งามประหนึ่งสตรีของต้วนหลิงพอดี จึงเอ่ย
ถาม “ท่านต้วน ไม่ไปร่วมโยนห่วงหรือ?”
ต้วนหลิงยิงธนูได้แม่นยำยิ่งนัก เรื่องโยนห่วงก็เช่นกัน แม่นยำชนิดที่ไม่เคยพลาดเป้า นั่นจึงทำให้เขามิรู้สึกท้าทาย
“ข้าไม่ชอบเล่นโยนห่วง แล้วคุณหนูเจ็ดเล่า ไยไม่ร่วมเล่นกับผู้อื่น?”
นางส่ายศีรษะ “ข้าก็ไม่ชอบ อีกทั้งเพิ่งอิ่มจากมื้ออาหาร ยังไม่อยากขยับกายเท่าไร”
ประโยคหลังต่างหากคือเหตุผลแท้จริง ต้วนหลิงแย้มยิ้มบาง เดินจากไปยังสระน้ำที่อยู่ไม่ไกลเพื่อชมฝูงปลา เดิมที
หลินถิงตั้งใจจะเลี่ยงห่างจากเขา ทว่ากลับได้ยินเขาเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ให้ตั้งตัว
“เจ้ากับคุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ยมีความเกี่ยวข้องอันใด?”
ลมหายใจของหลินถิงสะดุด นางชะงักฝีเท้าที่ตั้งใจจะผละจากไป “คุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ยหรือ?”
เขาหันกลับมามอง แล้วเรียกบ่าวให้นำอาหารปลามาให้ ก่อนโบกมือไล่ให้ถอยออกไป เขาหยิบอาหารปลาโปรย
ลงสระอย่างอ้อยอิ่ง
“ใช่แล้ว เซี่ยชิงเหอ เจ้ากับเขามีความเกี่ยวข้องอย่างไร?”
หัวใจของหลินถิงเต้นโครมคราม ราวกับมีกลองใหญ่เคาะอยู่ในอก นางจ้องมองปลาที่แหวกว่ายในสระ หลีกเลี่ยง
การตอบตรงๆ
“เหตุใดจู่ๆ ท่านถึงถามถึงเขา? ข้ากับเขาจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันได้?”
ต้วนหลิงโปรยอาหารปลาลงอีกนิด สีหน้าเป็นมิตร
“ข้าคือองครักษ์เสื้อแพรที่รับหน้าที่ตามจับตัวเขา ข้าเคยสืบเรื่องของสกุลเซี่ย พบว่ามารดาของเจ้ามีความตั้งใจ
จะยกเจ้าให้เขา”
จะยกนางให้เซี่ยชิงเหอหรือ? หลินถิงครุ่นคิดแล้วก็จำได้ มารดาเคยเอ่ยกับนางจริงว่าจะนัดให้พบกับเซี่ยชิงเหอ
ทว่าแผนยังมิทันลงมือ สกุลเซี่ยก็ถูกกวาดล้างเสียก่อน
“มีเรื่องเช่นนั้นจริง เพียงแต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องอันใดกับการที่ท่านตามจับเขา? ข้าได้ยินมาว่า ก่อนสกุลเซี่ยจะถูก
ลงโทษ ยังมีคุณหนูในเมืองหลวงไม่น้อยที่อยากเกี่ยวดองกับเขา”
ต้วนหลิงหยุดโปรยอาหารปลา “เจ้าก็อยากเกี่ยวดองกับเขาเช่นนั้นหรือ?”
เหตุใดสายตาของเขาจึงจับจ้องในเรื่องประหลาดเช่นนี้? หลินถิงตอบตามความจริง
“เปล่าเลย มิได้อยากเกี่ยวดอง มารดาข้าเป็นผู้คิดจะนัดพบ มิใช่ความต้องการของข้า เช่นเดียวกับที่ข้าพบหน้า
ท่านในหอหนานซาน ก็ใช่ว่าข้าอยากพบเอง”
เมื่อเห็นว่าเขายังไม่ตอบคำถาม นางจึงย้ำอีกครั้ง “ท่านตรวจสอบพบว่า มารดาข้าเคยตั้งใจจะยกข้าให้เขา เรื่องนี้
เกี่ยวกับภารกิจของท่านหรือไม่?”
“ไม่เกี่ยว” ต้วนหลิงตอบเรียบๆ
เขาก้มตัวลง วางอาหารปลาไว้ข้างๆ แล้วเอื้อมมือลงสระ ลูบไล้ปลาที่แหวกว่ายขึ้นมาด้วยกลิ่นอาหาร
“ข้าเพียงสงสัย หากเจ้าพบเขาเข้า เจ้าจะทำเช่นไร-รายงานต่อทางการ ทำเป็นมองไม่เห็น หรือยื่นมือช่วยเหลือ”
หลินถิงกะพริบตา ตอบด้วยถ้อยคำสละสลวย “ข้าเป็นราษฎรผู้จงรักภักดีต่อราชสำนัก ย่อมต้องรายงานเบาะแส
ต่อทางการแน่นอน”
ต้วนหลิงหัวเราะเบาๆ ผลักปลาที่ว่ายเข้ามาไล้ปลายนิ้ว “จริงหรือ?”
“จริงแน่นอน” หลินถิงหยิบอาหารปลาขึ้นมาให้อีกครั้ง ระหว่างนั้นก็ชำเลืองมองเขา
“ข้ากับเขาก็มิได้สนิทสนมอันใด ไยต้องเสี่ยงชีวิตช่วยเขาด้วยเล่า?”
ต้วนหลิงก้มมองน้ำไหลรินจากปลายนิ้วราวกับความรู้สึกที่กำลังจางหาย
“เช่นนั้นก็ดี หวังว่าเจ้า……จะทำตามที่พูดไว้จริงๆ”
หลินถิงลูบปลาตัวหนึ่งซึ่งลื่นและพลิ้วไหวอย่างจับตัวไม่ติด ในใจลังเลครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม
“หากท่านจับตัวคุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ยมิได้ จะเป็นเช่นไร?”
เขาเอียงหน้าเล็กน้อย มองเงาสะท้อนของนางในดวงตา “เจ้าคิดว่าข้าจะเป็นเช่นไรเล่า?”
“องค์ฮ่องเต้จะทรงลงโทษท่านหรือไม่?”
ต้วนหลิงแตะปลาที่ว่ายใต้มือของนาง ยิ้มบาง รอยยิ้มลุ่มลึกชวนให้หลงใหลโดยไม่รู้ตัว
“ไยเล่า เจ้าเป็นห่วงว่าหากข้าถูกลงโทษ เจ้าจะช่วยให้จับเขาได้โดยเร็วหรือไร?”
นางหัวเราะแห้งๆ พูดเสียงเบา “ข้าจะช่วยท่านได้อย่างไรเล่า ข้ามิได้มีความสามารถถึงเพียงนั้น”
“เช่นนั้นหรือ?”
แม้เขายิ้มอยู่ ทว่าแววตากลับมิได้ยิ้มตาม เขาเกือบจะบีบปลาตัวหนึ่งในมือให้ตาย แต่สุดท้ายก็ปล่อยมันให้ว่าย
หนี แล้วจึงลุกขึ้นล้างมือ
หลินถิงโยนอาหารปลาที่เหลือทิ้งหมด ล้างมือด้วยน้ำสะอาด แล้วหยิบผ้าเช็ดมือออกมาจากแขนเสื้อ
“ท่านเป็นองครักษ์เสื้อแพร ยังจับเขามิได้ แล้วข้าจะมีปัญญาอันใด……ยังมิได้ตอบข้าเลยว่า องค์ฮ่องเต้จะลงโทษ
ท่านหรือไม่”
ขนตาของต้วนหลิงกระพือเบา “ไม่อาจรู้ได้ พระทัยองค์ฮ่องเต้ ใครบ้างจะคาดเดาได้ถูก กล่าวกันว่าใจของ
จักรพรรดินั้นยากแท้หยั่งถึง……ทว่าหากเซี่ยชิงเหอออกจากเมืองเมื่อใด ข้าย่อมจับเขาได้แน่นอน”
ถ้อยคำนั้นทำให้หลินถิงรู้สึกไม่สู้ดี
“เหตุใดถึงมั่นใจนักว่าเขาออกจากเมืองเมื่อใด ท่านจะจับได้ทันที?”
เขาตอบช้าๆ “เพราะข้าได้สั่งทหารเฝ้าประตูเมืองไว้แล้ว บุรุษใดจะออกจากเมือง ต้องถูกตรวจใบหน้า ป้องกัน
การแปลงโฉม ส่วนสตรี แม้มิได้ตรวจทุกคน แต่หากสูงใกล้เคียงกับเซี่ยชิงเหอ ก็จะถูกควบคุมตัวไว้”
เมื่อฟังจบ หลินถิงถึงกับปล่อยผ้าเช็ดมือหลุดจากมือโดยไม่ตั้งใจ ผ้าถูกลมพัดปลิว เขายื่นมือออกไปรับไว้ทันที
หลินถิงเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ย “อ้อ”
นางรู้แล้ว-ต้วนหลิงกำลังปิดทางหนีของเซี่ยชิงเหอโดยสิ้นเชิง หากจะออกจากเมืองก็ยากดั่งเหยียบขึ้นฟ้า แต่จะ
อยู่ในเมืองไปตลอดก็ใช่เรื่อง แถมยังต้องคอยหลบหนีเหล่าองครักษ์เสื้อแพรตลอดเวลา
ต้วนหลิงส่งผ้าเช็ดมือคืนให้นาง
“เซี่ยชิงเหอไม่มีวิชา ต่อให้เคยถูกทรมานหนักในคุกหลวง ก็ยังไม่ถูกจับ นั่นย่อมแสดงว่ามีผู้ช่วยเหลือเขาอยู่เบื้อง
หลัง”
หลินถิงกำผ้าแน่น ก่อนจะคลายมืออย่างช้าๆ ทำสีหน้าปกติ “อาจเป็นเช่นนั้น”
เขาก้าวเข้ามาเพียงก้าวเดียว แต่ยังคงเว้นระยะอย่างเหมาะสม
“เจ้าคิดหรือไม่ ว่าผู้ช่วยเขาจะพาเขาออกนอกเมือง?”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร”
ต้วนหลิงจ้องลึกในดวงตาของหลินถิง เอ่ยอย่างมีรอยยิ้ม “หากพวกเขากล้าพาเซี่ยชิงเหอออกจากเมือง ข้าจะจับ
ทั้งหมด ผู้ใดให้ความช่วยเหลือ ถือว่ามีความผิดเช่นเดียวกับเขา……ต้องตาย ข้าอยากรู้ว่าความภักดีของพวกเขา มีค่าถึง
ขนาดกล้าสละชีวิตหรือไม่”
ขณะนั้นมีบุตรชายสกุลขุนนางเดินเข้ามา “คุณชายรอง พวกเราจะไปดื่มกัน ท่านไปด้วยกันเถิด”
ภายในจวน พวกเขาเรียกเขาว่าคุณชายรอง แต่เมื่อออกนอกจวนแล้ว ใครๆ ก็เรียกว่า “ท่านรองผู้บัญชาการ”
หรือ “ท่านรองผู้บังคับการ”
ต้วนหลิงไม่พูดอะไรอีก เดินตามพวกเขาไป “คุณหนูเจ็ด ขอลา”
หลินถิงรับคำ “เชิญตามสบายเจ้าค่ะ”
หลังฟังคำของต้วนหลิงแล้ว หลินถิงก็มิอาจสำราญใจต่อไปได้ นางไปหาที่นั่งสงบใจ ครุ่นคิดนิ่งๆ อยู่ถึงครึ่งชั่วยาม
ต้วนซินหนิงตั้งใจจะมาหานาง แต่ถูกเซี่ยจื่อม่อรั้งไว้เสียก่อน พอนั่งนานจนปวดก้น หลินถิงจึงลุกเดินไปตามทางหินใน
สวน เพื่อยืดเส้นยืดสาย
เดินไปเดินมา ก็พลันพบศาลาเล็กที่มีม่านบางห้อยลงมารอบด้าน ภายในเห็นเงาร่างผู้หนึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ยาวริมราว
ไม้ ข้างตัวเหมือนจะมีไหสุรา
ลมเย็นพัดเบา สายน้ำในสระนอกศาลาไหวระริก บรรยากาศช่างคล้ายกับศาลาในวัยเยาว์ ที่นางเคยเกือบผลักต้
วนหลิงตกน้ำไป เป็นความทรงจำที่น่าชังยิ่ง
ด้วยสัญชาตญาณ นางรู้ว่าผู้ที่นั่งอยู่ในศาลานั้นคือเขา-ต้วนหลิง เขาไม่ไปดื่มสุรากับเหล่าบุตรขุนนางแล้วหรือ?
หรือว่า……ดื่มเสร็จแล้ว? กระนั้นผ่านมาครึ่งชั่วยามก็ไม่น่าใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
นางเขย่งเท้า กะจะหลบจากตรงนั้นไปเงียบๆ มิให้รบกวนเขา แต่ไม่ทันก้าวพ้น ก็ได้ยินเสียงเอ่ยถามดังแว่วออก
มาจากในศาลา
“ผู้ใดอยู่ข้างนอก?”
หลินถิงรีบชะงักฝีเท้า ยกชายม่านบางขึ้นแล้วเดินเข้าไป “ข้าเอง ข้าเพียงเดินผ่านมา เห็นว่ามีคนอยู่ข้างใน ก็เลย
หยุดมองเพียงชั่วครู่”
นางอธิบายอย่างรู้หน้าที่ ว่าหาได้แอบตามเขามาไม่ ในศาลาอบอวลไปด้วยกลิ่นสุราอ่อนจาง กลิ่นนั้นแผ่ซ่านจาก
กายของต้วนหลิง ลึกล้ำจนชวนให้หลงใหล ต้วนหลิงจ้องมองนางที่ย่างเท้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
หลินถิงเห็นว่าเขาไม่ตอบคำใด ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะเรียกบ่าวให้พาเขากลับเรือนไปพักหรือไม่-แม้เขาจะคอแข็ง
กว่านาง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เมาเสียเลย นางโน้มตัวลง ยื่นมือไปตรงหน้าเขา โบกเบาๆ เพื่อดูว่าเขายังได้สติอยู่หรือไม่
“ท่านต้วน……ท่าน……”
แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยจบ มือของนางกลับถูกคว้าไว้แน่น หลินถิงชะงักนิ่ง ต้วนหลิงเงยหน้า แล้วโน้มตัวเข้ามาจูบริม
ฝีปากของนางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ลิ้นอุ่นเปียกไล้ผ่านกลีบปากที่นางเม้มไว้เบาๆ แล้วแทรกเข้าไปอย่างเชื่องช้า