ข้าคือนางร้ายในนิยายจำกัดเรท - บทที่ 63 ภารกิจนางร้ายถูกกระตุ้น……
【ภารกิจนางร้ายถูกกระตุ้น โฮสต์โปรดถอดเสื้อผ้าออกจนหมด แล้วนอนลงบนเตียงของต้วนหลิง โดยมีต้วนหลิ
งอยู่ ณ ที่นั้น พร้อมให้เวลาผ่านไป 15 นาที ภายในกำหนดเวลาสองเดือน หากล้มเหลว ระบบจะทำการลบล้าง】
【นี่คือภารกิจนางร้ายลำดับที่เจ็ด และเป็นภารกิจรองสุดท้ายของรอบแรก หากสำเร็จ จะได้รับเจ็ดแต้ม ปัจจุบัน
โฮสต์สะสมไว้ทั้งสิ้นยี่สิบเอ็ดแต้ม ห่างจากการ “ปลดล็อกห่อของขวัญ” อีกเพียงสี่แต้ม】
【ภารกิจสุดท้ายของรอบแรกจะให้แต้มมากถึงยี่สิบสองแต้ม แต่จะยังไม่เปิดเผยภารกิจนั้นจนกว่าโฮสต์จะทำ
ภารกิจที่เจ็ดสำเร็จ】
【หากโฮสต์สามารถทำภารกิจทั้งรอบแรกสำเร็จ จะสะสมแต้มได้ทั้งสิ้นห้าสิบแต้ม และจะได้รับ “ห่อของขวัญ” ที่
ต้องใช้ยี่สิบห้าแต้มในการปลดล็อกจำนวนสองชุด หากเปิดห่อชุดที่สอง จะสามารถยุติระบบไม่ให้ภารกิจรอบสองปรากฏ
และลบล้างระบบได้โดยสิ้นเชิง】
【จงจำไว้ให้ดี-หากต้องการยุติระบบ จำเป็นต้องใช้ห่อของขวัญชุดที่สองเท่านั้น ชุดแรกไม่อาจใช้แทนกันได้ กล่าว
ให้ชัดเจนก็คือ จำเป็นต้องสำเร็จภารกิจสุดท้ายของรอบแรกเสียก่อน】
เสียงของระบบดังก้องในโสตประสาทของหลินถิง นางจับใจความสำคัญได้สามประการ หนึ่ง-ภารกิจครานี้คือ
“ถอดเสื้อผ้าแล้วนอนบนเตียงของต้วนหลิง” สอง-ภายหน้ายังมีอีกหนึ่งภารกิจสุดท้าย สาม-นางอาจหลุดพ้นจากการ
ควบคุมของระบบได้เสียที
……ช้าก่อน……ถอดเสื้อผ้านอนบนเตียงของต้วนหลิง!? ตะเกียบไม้ไผ่ในมือหลินถิงร่วงตกพื้น ในต้นฉบับ ตัวนาง
เคยขอแต่งงานกับต้วนหลิงต่อหน้าผู้คน ทว่าไม่สำเร็จ แม้พยายามใช้เรือนร่างยั่วยวนก็ไร้ผล กระนั้นก็ยังไม่ละความคิด
จะสมรสกับเขา
“หลินถิง” ในเรื่องเป็นสตรีที่มีความคิดแปลกพิกล ยืนกรานจะทำให้จวนของต้วนซินหนิงปั่นป่วน ทำให้เซี่ยจื่อม่
อเสียใจที่หมั้นหมายกับต้วนซินหนิง และล้างแค้นต้วนหลิง-พี่ชายที่คอยขัดขวางแผนการของนางตลอดมา
นางจึงหาทางเข้าไปในจวนต้วนผ่านต้วนซินหนิง แล้วลักลอบกระทำอุกอาจ-ถอดอาภรณ์นอนลงบนเตียงของต้วน
หลิง หวังให้เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าล่วงเกินนาง เพื่อบีบให้แต่งงานด้วย ทว่าสุดท้ายก็ล้มเหลว
ก่อนที่สมาชิกในจวนจะรู้เรื่อง ต้วนหลิงและหลินถิงนอนนิ่งอยู่ในห้องเดียวกันหนึ่งเค่อ เขาเห็นว่านางไม่ยอมไป
จึงวางยาสลบแล้วส่งกลับจวนหลินโดยมิให้ใครล่วงรู้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางไม่อาจย่างกรายเข้าสู่จวนต้วนอีกเลย หลิน
ถิงก้มมองเสื้อผ้าบนกายตน พลันรู้สึกว่ากับข้าวเบื้องหน้าไร้ซึ่งรสชาติ
ต้วนหลิงเห็นนางเหม่อลอยไป พลางก้มลงเก็บตะเกียบที่ตกพื้น เปิดประตูเรียกองครักษ์ประจำโรงเตี๊ยมขอชุด
ใหม่มาให้ แล้ววางไว้ข้างมือของนาง “อาหารวันนี้ไม่ถูกปากหรือ?”
หลินถิงไม่กล้ามองหน้าเขา หวั่นว่าสายตาจะเผยพิรุธออกมา จึงก้มหน้าก้มตากินข้าว “ไม่ใช่เจ้าค่ะ”
ต้วนหลิงจ้องมองใบหูของหลินถิง ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่เขาเคยใช้ปลายลิ้นแตะต้อง มันกำลังแดงระเรื่อขึ้นมา
ทีละน้อย เช่นเดียวกับลำคอและแก้มขาวของนาง “ใบหน้าของเจ้าวันนี้แดงกว่าวันวานนัก รู้สึกไม่สบายหรือไม่? จะให้
ข้าเรียกหมอมาดูอีกครั้งดีหรือไม่?”
หลินถิงไม่ต้องรอให้เขาเอ่ย ก็รู้ดีว่าร่างกายตนกำลังร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ หาใช่เพราะไข้ แต่เป็นเพราะ……ภารกิจที่
ระบบเพิ่งกล่าวถึงต่างหาก
นางรีบอ้างเหตุผล “ข้าไม่เป็นไร แค่รู้สึกว่าช่วงนี้อากาศร้อนนัก”
นางกลัวเขาจับพิรุธได้ จึงเปลี่ยนเรื่องทันที “มีแค่ฮองเฮาที่จะพบข้า หาได้เกี่ยวข้องกับฝ่าบาท ใช่หรือไม่?”
ต้วนหลิงตอบสั้นๆ “อืม มิได้เกี่ยวกับฮ่องเต้ มีแค่ฮองเฮาที่อยากพบเจ้า”
หลินถิงนั้นมิได้มีไมตรีนักต่อฮ่องเต้ เพราะทรงปล่อยให้เหลียงอ๋องกระทำการอันฉาวโฉ่โดยไม่ลงโทษ ทว่าต่อ
ฮองเฮานั้นนางกลับรู้สึกใคร่รู้ เพราะเป็นผู้ที่เสนอให้ประกาศกฎหมาย “ตั้งเรือนสตรี”
นางเป็นหญิงที่น้อยครั้งจะปรากฏต่อสาธารณชน ว่ากันว่าอาพาธเรื้อรัง และในช่วงสองปีมานี้ยิ่งทรุดหนัก จน
แทบไม่ลุกจากเตียง แม้องค์ฮ่องเต้ทรงรักใคร่นางมากนัก ถึงกับเชิญหมอวิเศษมารักษาทั่วแคว้น แต่ก็ไร้ผล
หลินถิงแต่ก่อนชอบฟังข่าวลือจากชาวบ้าน จึงเคยได้ยินเรื่องฮองเฮามาบ้าง บางคนว่าฮ่องเต้ทรงมีรักแท้กับ
ฮองเฮา หาได้เป็นเพียงเรื่องราชประเพณีธรรมดา บ้างก็ว่าฮองเฮานั้นเปี่ยมด้วยสติปัญญา ร่วมวางแผนกู้แคว้นกับฮ่องเต้
แต่แรก เป็น “ที่ปรึกษา” คู่พระทัย
นางมิได้มีลูก ไม่ทันได้เสวยสุขหลังฮ่องเต้ได้ครองราชย์ ก็ป่วยออดๆ แอดๆ อย่างน่าเวทนา ดีที่ฮ่องเต้มิใช่คนลืม
คุณ ถึงแม้ฮองเฮาจะป่วยมานานเพียงไร ก็ยังคงให้ความรักและหาหมอเยียวยาตลอดมา ด้วยเหตุนี้ ชื่อเสียงของฮองเฮา
จึงดีนักในหมู่ปราชาราษฎร์ กล่าวถึงเมื่อใดย่อมเต็มไปด้วยความเสียดายและเคารพ แม้กระทั่งองค์ฮ่องเต้ยังมิห้ามให้
ปราชาชนสนทนา เพียงอย่าให้ดูหมิ่นก็เพียงพอ ทำให้ภาพลักษณ์ของฮองเฮาแพร่กระจายไปทั่วหล้า
เมื่อโรคระบาดเกิดขึ้น ฮองเฮาก็ทรุดหนักยิ่งกว่าเดิม ถึงกับสิ้นสติไปหลายวัน ทว่าหาได้ติดโรคระบาดไม่ หากแต่
เป็นโรคที่สะสมมานานจนปะทุ ฮ่องเต้เห็นหมอในวังช่วยมิได้ จึงประกาศรับหมอชั้นเลิศจากทั่วบ้านทั่วเมือง ข่าวนี้สะพัด
ออกไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่หลินถิงที่ไม่ได้ออกจากจวนหลินก็ยังได้ยินมา
บัดนี้นางจะได้เข้าเฝ้าฮองเฮา แปลว่านางฟื้นคืนสติแล้ว ฟื้นขึ้นมาก็ห่วงใยบ้านเมือง มิมีผู้ใดเหมาะเป็นมารดา
แผ่นดินไปกว่านี้ และยิ่งไปกว่านั้น นางยังหาโอสถรักษาโรคระบาดได้จริงด้วย แม้ทางราชสำนักจะหาวิธีมาเนิ่นนาน ก็ยัง
ไม่พบวิธีรักษา
หากฮองเฮาเป็นเช่นที่ชาวบ้านร่ำลือจริง ก็ไม่น่าจะกลั่นแกล้งหลินถิง อาจเพียงต้องการถามไถ่เรื่องรากต้นคราม
เท่านั้น หลินถิงจึงรีบกินข้าวให้หมด หิ้วห่อสัมภาระเดินตามต้วนหลิงเข้าไปในวัง หวังเพียงให้เสร็จเรื่องโดยเร็ว เพราะหลี่
จิงชิวและเถาจูยังรอให้นางกลับไปที่จวนอยู่
หนึ่งชั่วยามต่อมา หลินถิงเข้าสู่ตำหนักใน แต่ด้วยว่าต้วนหลิงมิอาจเข้าออกตำหนักฝ่ายในได้ตามใจ จึงคงรออยู่
ภายนอก มีเพียงหลินถิงที่ติดตามขันทีหนุ่มเข้าสู่พระตำหนัก โดยไร้ผ้าปิดหน้าดังเช่นคราอื่น
เมื่อนางเป็นผู้ค้นพบโอสถรักษาโรคร้าย หากยังสวมผ้าปิดหน้าพบฮองเฮา ก็เห็นจะผิดจารีตนัก ขันทีน้อมเคารพ
หลินถิง ตอบคำถามอย่างมิอ้อมค้อม พานางตรงเข้าสู่ด้านหน้าพระตำหนักของฮองเฮา
ครั้นนางกำนัลภายในแจ้งข่าวแล้ว ขันทีก็เชื้อเชิญหลินถิงเข้าสู่ตำหนักภายใน เพียงเหยียบย่างเข้าสู่ธรณีประตู
กลิ่นยาเข้มข้นก็แตะจมูก หลินถิงเงยหน้าขึ้นมองโดยรอบ เวลานั้นยังเป็นเวลากลางวัน แต่ภายในพระตำหนักกลับมืดมัว
แม้จะมีการจุดเทียนไว้ไม่น้อย ทว่าแสงไฟกลับสลัวมัวหม่น ให้ความรู้สึกราวใกล้ถึงคราว “น้ำมันหมดไส้เทียน”
ครั้นก้าวลึกเข้าไป ก็พบเหล่านางกำนัลบางนางเดินสวนออกมา บ้างถือถ้วยยาซึ่งว่างเปล่า บ้างห่อผ้าเปื้อนเลือด
สีหน้าล้วนหม่นหมอง มิใช่เพียงเพราะสภาพของฮองเฮา หากยังรวมถึงชะตาชีวิตของพวกนางเอง หากฮองเฮาล่วงลับ
พวกนางจะมีที่พึ่งพิงใดอีก? จะมีแห่งหนใดปลอดภัยยิ่งกว่าที่นี่เล่า
นางกำนัลเหล่านั้นล่วงรู้ว่าฮองเฮาจะพบใครในวันนี้ ครั้นเห็นหลินถิงก็ล้วนยกมือคารวะ “คุณหนูเจ็ดแห่งสกุล
หลิน”
โดยปกติฮองเฮาจะพบเพียงฮ่องเต้ มิแม้แต่เหล่าสนมฝ่ายในจะได้พานพบ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงคนภายนอกวัง การ
ที่พระองค์ทรงเชิญคนภายนอกเป็นครั้งแรก ทำให้นางกำนัลเหล่านี้ลอบเพ่งมองหลินถิงด้วยความสงสัย
สตรีที่ติดตามหลังขันทีนั้นรูปโฉมงามล้ำ หาได้แต่งแต้มสีสันใดบนหน้า ทว่าผิวพรรณกลับผ่องใส แก้มระเรื่อ ริม
ฝีปากอิ่มสีกุหลาบจาง จมูกเรียวยาวเป็นสัน อาภรณ์สีเหลืองอ่อนที่นางสวมเจิดจ้า ราวกับลำแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้าสู่
พระตำหนักอันมืดครึ้ม สิ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่าก็คือดวงตาคู่นั้น-ชวนให้รู้สึกราวกับเอ่ยถ้อยคำได้โดยไม่ต้องพูด และเมื่อมอง
มาเพียงผ่านๆ กลับให้ความรู้สึกว่ามีเพียงผู้เดียวในสายตา นัยน์ตาไร้เลศนัยอำพรางใดๆ นางกำนัลไม่กล้าล่วงเกินมาก
นัก
หลินถิงพยักหน้าให้พวกนางเล็กน้อย แล้วจึงติดตามขันทีหนุ่มเข้าไปยังเบื้องลึกของพระตำหนัก นางสังเกตเห็นว่า
พระตำหนักของฮองเฮาหาได้หรูหราเกินควร เว้นเสียแต่คานไม้จันทน์แดงและพื้นอิฐทองที่เป็นของเดิมจากการก่อสร้าง
ทั้งสองฝั่งทางเดินมีชั้นวางว่างเปล่า แม้มีสิ่งของก็เป็นของจุกจิกมิสำคัญอันใด
ยิ่งเดินลึกเข้าไป กลิ่นยาขมก็ยิ่งรุนแรง ภายในแม้มีเครื่องหอมก็ไร้ซึ่งอานุภาพจะกลบกลิ่นยาเก่าที่สะสมมา
ยาวนาน อีกทั้งด้วยว่าฮองเฮาอาพาธ ไม่อาจต้องลม หน้าต่างทั้งหลายจึงมิได้เปิด มีเพียงบางบานเปิดเพียงเล็กน้อยเพื่อ
ระบายอากาศ กลิ่นยาจึงฟุ้งคละคลุ้งทั่วทุกมุมของพระตำหนัก
หลินถิงเหลือบมองบานหน้าต่าง หน้าต่างแต่ละบานแขวนกระดิ่งลมอันประณีต แต่เพราะลมไม่พัดผ่านมา ก็ไร้
เสียงใดสะท้อนออกมาเลย
ขันทีเห็นนางมองกระดิ่ง พลางอธิบายอย่างเมตตา “กระดิ่งเหล่านี้เป็นของที่ฮองเฮาทรงประดิษฐ์ด้วยพระหัตถ์
เมื่อหลายปีก่อน”
หลินถิงเข้าใจทันที เหตุใดกระดิ่งบางอันจึงเก่าและชำรุด แต่ก็มิได้ถูกเปลี่ยนใหม่ เพราะเป็นของที่มีความหมาย
แก่ผู้เป็นเจ้าของ
เมื่อเดินผ่านม่านแพรโปร่งอันบางเบา ก็ถึงเบื้องหน้าฮองเฮาผู้เอนกายนอนบนแท่นหยก ขันทีคำนับแล้วถอยออก
ไป หลินถิงมิได้ชายตามองไปรอบด้าน ทำเพียงน้อมกายคารวะ “หม่อมฉันหลินถิง ขอน้อมคารวะฮองเฮาเพคะ”
“ลุกขึ้นเถิด” ฮองเฮาใช้ผ้าแพรปิดพระโอษฐ์ ไอแผ่วเบาหลายครา จนเมื่อหายใจเป็นปกติ จึงรับถ้วยชาจากนาง
กำนัลมาจิบ แล้วเงยพระเนตรมองนาง “ข้าได้ยินจากผู้บัญชาการต้วนว่า เจ้าเป็นผู้เสนอให้ใช้รากต้นครามเพื่อระงับโรค
ร้าย เป็นความจริงหรือไม่?”
หลินถิงยืนตรง ตอบอย่างสงบ “ทูลฮองเฮา เพคะ เป็นหม่อมฉันเองที่เสนอความเห็นนี้”
ฮองเฮาไออีกหลายครั้ง ฝืนพระวรกายลุกขึ้นนั่ง แล้วตรัสถามด้วยสุ้มเสียงอ่อนแรง “เหตุใดเจ้าจึงนึกถึงรากต้น
ครามว่าอาจช่วยยับยั้งโรคได้?”
นางใช้คำพูดเดียวกับที่ตอบต้วนหลิงมาแล้ว “หม่อมฉันบังเอิญพบคำอธิบายโรคลักษณะใกล้เคียงในตำราหนึ่ง ที่
กล่าวถึงการใช้รากต้นครามเพื่อระงับอาการ จึงนำความนี้แจ้งต่อรองผู้บัญชาการต้วนเพคะ”
ฮองเฮาทรงขมวดพระขนง เอ่ยถามด้วยคำถามเดียวกับต้วนหลิง “ตำราเล่มใด?”
“หม่อมฉันจำมิได้เพคะ” ไม่ว่าผู้ใดถาม นางก็ตอบเพียงเท่านี้ “ฮองเฮาทรงสนพระทัยตำรานั้นหรือเพคะ? ทว่า…
มิใช่ว่าพระองค์ทรงพบโอสถรักษาโรคระบาดได้แล้วหรือเพคะ?”
หลินถิงสงสัยอยู่ในใจ-ฮองเฮาทรงพบยารักษาเหตุใดจึงยังสนใจสิ่งที่เพียงช่วยระงับอาการ?
ฮองเฮาจ้องมองหลินถิงซึ่งก้มศีรษะอยู่เงียบๆ พลางจิบชาอีกสองสามอึก เพื่อชโลมพระศอที่แห้งกรังจากโรค
ประจำพระองค์ แล้วเอ่ยเนิบช้า “ก็จริง……ข้าหาโอสถรักษาโรคร้ายได้แล้ว ทว่าข้านึกว่าเจ้า…”
หลินถิงรอฟังวาจาต่อ
“…ข้านึกว่าเจ้าเป็นหมอที่มีวิชาซ่อนไว้ ไม่แสดงออกต่างหาก”
สุ้มเสียงของฮองเฮาเจือด้วยความเสียดาย ในแคว้นใหญ่แห่งนี้มิได้มีแต่หมอบุรุษ แม้สตรีก็เป็นหมอได้ แม้จะหา
ยากกว่าก็ตาม คนมากมายยังเห็นว่า “สตรีไม่เหมาะสมกับการศึกษาหมอศาสตร์” จึงห้ามบุตรสาวร่ำเรียน มุ่งให้รอวัน
แต่งออกเพียงเท่านั้น แต่ก็ยังมีสตรีบางคนที่แอบศึกษาวิชาโดยมิแจ้งแก่ครอบครัว หากฮองเฮาทรงเข้าใจผิด คิดว่านาง
เป็นหนึ่งในสตรีเช่นนั้น ก็ย่อมเป็นไปได้
แต่……ถึงจะเป็นหมอที่ซ่อนวิชาไว้ก็แล้วไฉน? ฮองเฮาต้องการให้นางรักษาพระองค์หรือ? หลินถิงรู้ดีว่าผู้คนในวัง
ล้วนมิธรรมดา จึงตอบอย่างระวัง
“หม่อมฉันมิใช่หมอผู้มีวิชาใด เพียงเป็นหญิงธรรมดาที่ชอบอ่านตำราต่างๆ เท่านั้นเพคะ”
ฮองเฮาก็มิได้กล่าวโต้แย้ง กลับประทานที่นั่งให้นางแทน “เจ้าเพิ่งออกจากถนนเป่ยฉางมาใช่หรือไม่?”
หลินถิงนั่งหลังตรงอย่างสง่างาม ทว่าไม่เงยหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย “ใช่เพคะ หม่อมฉันเพิ่งผ่านไปแถบถนนเป่ย
ฉางเมื่อไม่กี่วันก่อน พอดีเจอกับกองกำลังห้ามเข้าออกขององครักษ์เสื้อแพรพอดี”
ในยุคปัจจุบัน การสบตาขณะพูดถือเป็นมารยาทพื้นฐานอย่างหนึ่ง ทว่าในยุคโบราณนั้นมิอาจนำมาใช้โดยไม่
ใคร่ครวญ ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ อย่างในเวลานี้ ซึ่งคล้ายกับตอนที่ต้องเข้าเฝ้าราชนิกุลอย่างชายาองค์รัชทายาท
ย่อมต้องสงบเสงี่ยม ไม่ควรเอ่ยมาก มองมาก
ในขณะนั้นเอง หมอหลวงเข้ามาเพื่อวินิจฉัยโรคให้ฮองเฮา แต่ต้องหยุดรออยู่หน้าตำหนัก มิได้รับการเรียกให้เข้า
ฮองเฮาจึงสั่งนางกำนัลให้ไปบอกปฏิเสธ และหันมาถามหลินถิงว่า “เมื่อวานเจ้าติดไข้ลมร้อนหรือ?”
หลินถิงน้อมตอบด้วยความเคารพ “เพคะ แต่วันนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว”
“คนหนุ่มสาวก็เป็นเช่นนี้เอง เพิ่งป่วยเมื่อวาน วันนี้ก็ฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งนัก” ฮองเฮายกมือขึ้นเล็กน้อย กระตุ้น
กระดิ่งลมเล็กที่แขวนอยู่ข้างแท่นบรรทมให้ส่งเสียงเบาๆ โดยไม่ต้องพึ่งสายลม
หลินถิงยังคงเปี่ยมด้วยวาจาอ่อนหวาน ช่างสังเกต “หม่อมฉันเชื่อว่าองค์ฮองเฮาก็จักฟื้นคืนพลานามัยได้ในไม่ช้า
เพคะ”
ฮองเฮาหัวเราะเบาๆ ด้วยเสียงแผ่ว สายตาเหม่อลอยมองขึ้นสู่เวิ้งฟ้า เอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง “หายงั้นหรือ……
หามิได้แล้ว……นี่คือโทษทัณฑ์จากสวรรค์ที่ประทานแก่ข้า……โทษทัณฑ์จากสวรรค์……”
หลินถิงมิกล่าวตอบ ในยามนี้ไม่อาจขัดแย้งคำกล่าวของฮองเฮา และไม่อาจเออออตามเช่นกัน หากแต่ในใจกลับ
ใคร่ครวญ ฮองเฮาผู้นี้เป็นถึงสตรีที่สร้างคุณูปการมากมายให้แก่แคว้นต้าเหยียน เยียวยาชาวบ้านยิ่งกว่าฮ่องเต้เสียอีก
เหตุใดสวรรค์จึงลงทัณฑ์นาง? หรือเบื้องหลังนางเคยกระทำการผิดบาปไว้?
ขณะหลินถิงกำลังคิดฟุ้งซ่าน ฮองเฮาก็เอ่ยขึ้นอีก “เจ้าคงอยากรู้สินะว่าข้าพบยารักษาโรคระบาดนี้ได้อย่างไร?”
หลินถิงตอบตามตรง “หม่อมฉันใคร่รู้เพคะ”
แม้นางอยากรู้เรื่องนี้อย่างยิ่ง ทว่าก็รู้ดีว่าไม่ควรเอ่ยถามตรงๆ หากอีกฝ่ายไม่ปรารถนาเอ่ยถึง กระนั้นเมื่อฮองเฮา
เปิดปากกล่าวเอง ก็มิอาจไม่คว้าโอกาสนั้นไว้
ฮองเฮาโบกมือให้นางกำนัลและขันทีออกไปจากตำหนัก แล้วเอ่ย “ข้าจะบอกเพียงเจ้าเท่านั้น เพราะแท้จริง
แล้ว……ข้าคือเซียนบนสวรรค์ รู้ทุกสิ่งอย่าง เจ้าจะเชื่อหรือไม่?”
แน่นอนว่าไม่เชื่อ แต่หลินถิงมิได้แสดงความลังเลแม้แต่น้อย กล่าวด้วยรอยยิ้มและถ้อยคำที่เฉียบแหลม “ฝ่าบาท
และฮองเฮาล้วนมิใช่สามัญชน จะเรียกว่าเป็นเซียนก็หาใช่เรื่องผิด”
“แต่เซียนก็มิอาจเผยความลับสวรรค์ได้บ่อยนัก ข้าถึงต้องป่วยหนักเช่นนี้…”
หลินถิงเงยหน้ามองฮองเฮาผู้เอนกายอยู่บนแท่นงาม นางอายุสี่สิบกว่าแล้ว ซ้ำยังถูกโรคภัยรุกราน ร่างผอมซูบ
โครงกระดูกเห็นได้ชัด แม้จะสวมอาภรณ์เจิดจ้าของฮองเฮา ก็ไม่อาจแต่งแต้มเลือดฝาดให้ปรากฏ คล้ายเพียงโครง
กระดูกในชุดงาม แต่ถึงจะซูบเซียวเพียงใด ฮองเฮากลับมีรัศมีบางอย่างที่หลินถิงรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
เมื่อนึกได้ว่ายังมิได้รับอนุญาตให้สบตา จึงรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง “เหตุใดฮองเฮาจึงเลือกบอกหม่อมฉันเพียงผู้เดียว
เพคะ?”
ฮองเฮาเกิดอาการไออย่างรุนแรง เลือดเปรอะผ้าเช็ดปาก แต่นางก็ชินชาแล้ว พับเก็บไว้อย่างมิดชิดไม่ให้หลินถิง
เห็น “เพราะข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้าจริงๆ จึงบอกแค่เจ้า”
หลินถิงไม่เข้าใจ นางพบว่าเวลาผู้คนไม่มีเหตุผลดีพอจะอธิบายการกระทำของตน ก็มักใช้เหตุผลเช่นนี้มาบังหน้า
เช่นเดียวกับตอนที่ชายาองค์รัชทายาทเลือกต้วนซินหนิง เพราะรู้สึกถูกชะตาเช่นกัน
ต้วนซินหนิงใสซื่อจึงเชื่อคนง่าย แต่หลินถิงกลับมิใช่ นางจะไม่หลงเชื่อคำกล่าวของฮองเฮา แม้นจะนับถือในความ
กล้าหาญและความสามารถของนางเพียงใด ก็ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อใจ นางจึงเงียบ ไม่กล่าวตอบสิ่งใด
ฮองเฮาเห็นดังนั้น ก็นั่งตัวตรงขึ้น เอ่ยอีกว่า “เจ้าถึงกับเชื่อจริงๆ หรือ?”
หลินถิงจับทางไม่ถูก ค่อยๆ ตอบกลับอย่างรอบคอบ “สิ่งใดที่ฮองเฮาทรงตรัส หม่อมฉันย่อมเชื่อทั้งสิ้นเพคะ”
คำกล่าวนี้ราบรื่นยิ่งนัก จนไม่อาจหาข้อผิดพลาดได้ น้ำเสียงของฮองเฮายามนี้คล้ายสาวน้อยวัยเยาว์ แสร้งหลอก
ผู้อื่นแล้วค่อยเฉลย
“ข้าแกล้งเจ้าเล่น ไหนเลยจะมีเซียนใดกัน ความลับสวรรค์ก็ไม่มีอะไรหรอก ข้า……เป็นเพียงหญิงธรรมดาคนหนึ่ง
ที่รู้วิชาแพทย์เท่านั้นเอง”
“ฮองเฮาทรงรู้วิชาแพทย์?”
ฮองเฮาเลิกสนใจกระดิ่งลม ปล่อยให้เสียงค่อยๆ จางหายไปกับความเงียบ “ข้าเรียนหมอมาก่อน แต่ไม่มีผู้ใด
รู้มากนัก เสียดายว่าหมอย่อมมิอาจรักษาตนเองได้ ข้ารักษาตนไม่ได้ ต้องปล่อยให้อาการทรุดลงเช่นนี้”
ตำหนักนั้นอับเกินไป กลิ่นยาเข้มข้นอบอวลจนหลินถิงเริ่มรู้สึกหายใจติดขัด ฮองเฮาคงสังเกตเห็น จึงสั่งให้นาง
กำนัลเปิดหน้าต่างสองบาน ทันทีที่ลมเย็นโชยเข้ามา ฮองเฮาก็เอนศีรษะพิงมือ มองทิวทัศน์ภายนอกอยู่ครู่หนึ่ง แล้ว
เผลอหลับไป
ผู้ป่วยที่เจ็บหนักเช่นนาง ย่อมสามารถหลับได้ในทุกเวลา มิใช่เรื่องแปลกประหลาดใด นางกำนัลที่รับใช้อยู่ข้าง
กายเห็นดังนั้นก็ไม่แปลกใจ ปิดหน้าต่างเบาๆ แล้วเดินอย่างเงียบงันมาหาหลินถิง พาออกจากตำหนักโดยไม่รบกวนการ
พักผ่อนของฮองเฮา
ระหว่างทางออกจากวัง หลินถิงได้พบคนคุ้นเคยอยู่สองคน ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คนแรกคือองค์หญิง อีกคนคือ
หัวหน้าผู้ตรวจการแห่งหน่วยตงฉ่าง หน่วยนี้ต่างจากองครักษ์เสื้อแพร เพราะเป็นขันที จึงมีสิทธิ์เข้าออกเขตวังใน อีกทั้ง
ยังรับหน้าที่คอยเฝ้าระวังเหล่าสนมอีกด้วย
องค์หญิงเมื่อเห็นหลินถิง ก็รีบให้เหล่านางกำนัลและขันทีถอยออกไป แล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง “เจ้าได้พบ
จินอันไจ้บ้างหรือไม่ช่วงนี้ เขาเป็นอย่างไรบ้าง ป่วยหรือเปล่า?”
แม้จะมียารักษาแล้ว องค์หญิงก็ยังห่วงว่าจินอันไจ้จะติดโรค ช่วงที่ผ่านมานางพยายามตามหาข่าวของเขา แต่เขา
มักเคลื่อนไหวไม่เป็นที่เป็นทาง หาเท่าไรก็ไม่พบ เดิมตั้งใจจะมาถามหลินถิง ทว่าทราบว่านางติดอยู่ในเขตเป่ยฉางเช่นกัน
จึงล้มเลิกไปก่อน
หลินถิงตอบเรียบง่าย “เขาไม่เป็นอะไรเพคะ”
น้ำหนักที่กดทับในอกขององค์หญิงจึงคลายลงในทันที “แล้วเจ้าเล่า ติดอยู่ในเป่ยฉางหลายวัน ไม่เป็นไรหรือ?”
“หม่อมฉันกินอิ่มนอนหลับ จะมีแค่เบื่อหน่อยๆ ในตอนกลางวัน กับไข้ลมร้อนเล็กน้อย แต่ตอนนี้ก็หายแล้ว
เพคะ” หลินถิงตอบพลางยิ้มบางๆ
องค์หญิงได้ยินเช่นนั้น ใจก็เบาสบาย ใบหน้าผ่องใสขึ้น “แล้วเหตุใดเจ้าถึงได้เข้าวังวันนี้?”
“ฮองเฮาทรงอยากพบหม่อมฉันเพคะ”
องค์หญิงเดิมทีประสงค์จะถามต่ออีกหลายคำ แต่ทันใดก็พลันนึกถึงวาจาของจินอันไจ้ที่กล่าวไว้ก่อนจาก เขาบอก
ให้นางอย่าติดต่อหลินถิงอีก นางจึงไม่เซ้าซี้ต่อ ได้ยินเพียงว่าจินอันไจ้ปลอดภัยก็คลายใจ ถอยกลับไปโดยไม่อาลัยอาวรณ์
ไม่นานหลังจากองค์หญิงจากไป หลินถิงก็ได้พบกับต้าเสวี่ยหนี หัวหน้าผู้ตรวจการแห่งตงฉ่าง ผู้ซึ่งใบหน้า
เคร่งเครียด เดินเหยียบย่ำราวกับเป็นผู้สูญเสียครอบครัวทั้งตระกูล
ขันทีประจำตำหนักที่อยู่กับหลินถิงเร่งรีบโค้งคำนับทันที “คารวะท่านผู้ตรวจการ”
ในเมืองหลวงนี้ ผู้ที่ไม่ควรกระทำให้โกรธมากที่สุด รองจากองค์ฮ่องเต้ก็เห็นจะเป็นกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรกับ
ตงฉ่าง ถ้าทำให้ขัดเคืองใจ มีเพียงสองหนทางให้เลือก-ตายหรือพิกลพิการ
“หัวหน้าผู้ตรวจการ” หลินถิงแหวกตัวหลบเล็กน้อย หลบให้เขาผ่านไปก่อน แม้ทางเดินกว้างขวางเพียงใด
ทว่าต้าเสวี่ยหนีกลับมิได้เดินผ่านไป แต่กลับหยุดยืนเบื้องหน้า เอ่ยวาจาเสียงเหน็บแนม “คุณหนูเจ็ดแห่งสกุล
หลินหรือ? ได้ยินว่าฮองเฮาเรียกเจ้าเข้าเฝ้าวันนี้?”
ตงฉ่างขึ้นชื่อเรื่องสายสืบเฉียบแหลม ข่าวสารแม่นยำยิ่งกว่ารัชทายาทเสียอีก เรื่องที่องค์หญิงยังไม่รู้ เขากลับรู้
แล้ว
หลินถิงยังคงใจเย็น ไม่หวั่นไหวต่อคำถามอันเจือความกดดัน “เจ้าค่ะ
วันนี้ต้าเสวี่ยหนีอารมณ์ย่ำแย่ยิ่งกว่าทุกวัน แต่เพราะยังอยู่ในวังหลวง ไม่อาจฟาดฟันใครได้ตามใจ จึงได้แต่ระงับ
อารมณ์ ยามเอ่ยถามราวกับไม่ตั้งใจว่า “เรื่องโรคระบาดหรือ?”
บัดนี้ผู้คนทั้งวังล้วนใคร่รู้ว่าฮองเฮาได้สูตรยาแก้โรคระบาดมาได้อย่างไร ต้าเสวี่ยหนีใคร่รู้ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด
และดูไม่ใช่เรื่องที่น่าสงสัยนัก
ที่แท้วันนี้เขาเข้าวังก็เพื่อตามหาต้นตอของตำรายา เพราะโรคระบาดนี้เขาใช้เวลาหลายปีลอบชักชวนหมอร้อยคน
มาช่วยกันปรุงขึ้น จากนั้นสังหารหมดสิ้น ไม่ให้เหลือร่องรอยแม้แต่น้อย
ตำรายานั้นยังอยู่กับเขาแท้ๆ แต่ฮองเฮากลับนำตำราที่เหมือนกันทุกตัวอักษรออกมาเผยแพร่ ใต้หล้านี้จะมีความ
บังเอิญถึงเพียงนั้นได้อย่างไร?
หลินถิงมิได้โง่งมถึงขั้นเปิดเผยทุกสิ่ง เพียงกล่าวเรียบเฉยว่า “ขออภัย ข้าไม่อาจกล่าวได้ หากท่านอยากรู้ อาจเข้า
เฝ้าฮองเฮาด้วยตนเอง”
คำพูดของนางทำเอาต้าเสวี่ยหนีแทบเต้น หลินถิงผู้นี้ช่างเหมือนว่าที่สามีของนางนัก-ท่านรองผู้บัญชาการ
องครักษ์เสื้อแพร ต้วนหลิง-เหลือเกิน ชอบใช้ชื่อผู้มีอำนาจมาอ้าง เรียกคนฟังให้หงุดหงิดนัก แต่ก็ไม่อาจขัดขืนได้
เขาอยากลงมือ แต่สุดท้ายก็ได้แค่กระทืบเท้าด้วยความเคืองขุ่น แล้วเดินผ่านหลินถิงไปอย่างหัวเสีย หลินถิงไม่คิด
อยู่ในวังต่อ รีบเดินออกมาแล้วขึ้นรถม้าที่จอดรอหน้าประตูวัง ด้านในมีต้วนหลิงนั่งอ่านม้วนเอกสารอยู่ นางจึงนั่งลงข้าง
เขา เพราะที่ฝั่งตรงข้ามมีเอกสารวางกองอยู่
นางพอจะรู้แล้วว่างานขององครักษ์เสื้อแพรยุ่งยากเพียงใด กลางวันต้องทำภารกิจ กลางคืนต้องจัดการเอกสาร
แถมยังต้องเดินทางออกนอกเมืองเป็นระยะ ถึงขั้นนึกอยากถามว่า “ท่านได้เบี้ยหวัดท่าไหร่กันแน่?” แต่คำถามแบบนี้มัน
เสียมารยาทนัก นางได้แต่ข่มความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้
ต้วนหลิงเห็นนางกลับมาก็วางเอกสารลง แล้วเลื่อนน้ำชากับขนมที่อยู่บนโต๊ะเล็กมาตรงหน้า “ฮองเฮาตรัสกับเจ้า
ว่าอย่างไรบ้าง?”
หลินถิงกินขนมทันที เพราะเช้านี้นางทานมาน้อย ขณะเคี้ยวก็กล่าว “ฮองเฮาบอกว่าที่เรียกข้าเข้าเฝ้า เพราะ
ได้ยินว่าข้าแนะนำให้ท่านใช้รากครามควบคุมโรค คิดว่าข้าเป็นหมอที่ซ่อนฝีมือไว้ เลยอยากพบหน้าสักหน”
“ฮองเฮายังบอกด้วยว่าทรงมีความรู้ด้านการแพทย์ สูตรยานั้นฮองเฮาเขียนขึ้นเอง เพียงแต่-หมอยังไงก็ไม่อาจ
รักษาตัวเองได้ ท่านรักษาผู้อื่นได้ แต่กลับช่วยตัวเองไม่ได้”
ต้วนหลิงไม่ซักไซ้ต่อ รีบส่งนางกลับจวน เมื่อรถม้าถึงหน้าจวนสกุลหลิน หลินถิงก็กระโดดลงจากรถทันที ไม่รอให้
คนขับวางเก้าอี้เหยียบ
เดิมทีหลี่จิงชิวกับเถาจูตั้งใจรอนางที่หน้าประตูใหญ่ แต่พอรู้ว่านางถูกเรียกเข้าเฝ้า ไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อใด จึงกลับ
ไปรอที่เรือนถิงหลิง ดังนั้นบริเวณหน้าจวนจึงว่างเปล่า หลินถิงกล่าวขอบคุณต้วนหลิง แล้วกำลังจะวิ่งเข้าจวน แต่พอเห็น
จินอันไจ้ก็หยุดก้าว
นางเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปหาชายผู้นั้น เมื่อได้ตำรายารักษาโรคระบาดมาแล้ว คนที่ติดอยู่ในย่านตะวันออก
และถนนเป่ยฉางดื่มยาก็สามารถออกมาได้ จินอันไจ้จึงออกมาได้เช่นกัน ต้วนหลิงที่ยังยืนอยู่ข้างรถม้ามองดูหลินถิงเดิน
ไปหาเขา ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
หลินถิงไม่สนใจว่าต้วนหลิงยังอยู่ตรงนั้น เพราะเขารู้ว่านางรู้จักกับจินอันไจ้อยู่แล้ว นางจึงลดเสียงถาม “เจ้ามา
ทำอะไร?” เพราะจินอันไจ้ไม่ค่อยมาเยือนจวนหลิน เว้นเสียแต่มีเหตุจำเป็น
จินอันไจ้ไม่คิดว่าต้วนหลิงจะมาส่งหลินถิงวันนี้ เขาผ่านถนนเป่ยฉางออกมา แล้วแวะเอาจดหมายฉบับหนึ่งมาส่ง
ให้ เป็นของเซี่ยชิงเหอที่ฝากคนส่งมาให้หลังออกจากเมืองแล้วนั่นเอง