ข้าคือนางร้ายในนิยายจำกัดเรท - บทที่ 65 กลิ่นหอมแห่งชาดแต้มปาก
กลีบปากเจือสีชาดเลือนรางเพราะรอยจุมพิต ละเลียดไปถึงมุมปากของหลินถิง แม้นางจะมองไม่เห็น แต่กลับ
สัมผัสได้ถึงความชื้นที่แผ่วผ่านอย่างแผ่วเบา ราวกับจะกระตุกหัวใจให้สั่นไหว
ต้วนหลิงแนบชิดหลินถิง ลูบไล้ริมฝีปากไปมาอย่างต่อเนื่อง ชาดแต้มปากที่เปื้อนติดริมฝีปากเขา กลายเป็นสีชาด
ชัดเจนไม่น้อยกว่านางนัก ไม่นานสีที่ริมฝีปากเขาก็เข้มยิ่งกว่านางเสียอีก
สีชาดยังเลือนลงไปถึงมุมปากของเขา บนผิวแก้มข้างนั้นปรากฏรอยแดงจางๆ คล้ายดอกไม้ผลิบาน เขายังใช้
ปลายลิ้นเล็มรอยชาดบนริมฝีปากของนาง ลูกกระเดือกเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง กลืนกลิ่นหอมของดอกไม้จากชาดแต้ม
ปากลงไป กลิ่นหอมนั้นลอยคลุ้งอยู่ข้างกาย แทรกซึมเข้าไปในร่างผ่านลมหายใจของทั้งสอง
สมองของหลินถิงราวกับถูกกลิ่นหอมซึ่งแปดเปื้อนลมหายใจของต้วนหลิงหลอมละลาย รู้สึกราวกับกำลังจะจม
น้ำตายอย่างไร้เรี่ยวแรง นางเผยอปากเพื่อสูดอากาศตามสัญชาตญาณ แต่กลับถูกปลายลิ้นที่เปื้อนชาดของเขาเกี่ยวไว้
ทำให้ปลายลิ้นของนางเองเปลี่ยนเป็นสีแดงไปด้วย
ระหว่างริมฝีปากของทั้งสอง มีเพียงกลิ่นหอมของชาดลอยวนไม่จางหาย มือซ้ายของต้วนหลิงเลื่อนลงมาประสาน
กับนิ้วของหลินถิงอย่างแนบแน่น มือขวาประคองต้นคอของนาง ปลายนิ้วไล้ผ่านเรือนผมเบาๆ อ่อนโยนราวกับจงใจ
ล่อลวงให้นางไม่ถอยหนี
ปลายลิ้นของหลินถิงถูกเขาเกี่ยวค้างไว้เนิ่นนานจนเริ่มชา จึงขยับตอบสนองอย่างไม่รู้ตัว แล้วกดกลับไปเล็กน้อย
แทบจะเป็นจังหวะเดียวกันที่ลมหายใจของต้วนหลิงกราชั้นขึ้น เขาลืมตาและยุติจูบนั้นลง
เมื่อเขาผละออก นางจึงรู้สึกว่าตนได้สติกลับคืนมา ที่แท้ก่อนหน้านี้เพิ่งตื่นนอน ส่วนตอนนี้จึงเรียกว่า “ตื่นจริง”
หลินถิงเม้มปากอย่างไม่สบายใจ
สายลมพัดผ่านศาลา ละอองกลิ่นดอกไม้จางลงไปพร้อมกับไอร้อนแปลกประหลาดในร่างของหลินถิง เมื่อนางเงย
หน้าขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือริมฝีปากของต้วนหลิงที่แดงจัดราวถูกกลั่นแกล้งมา ครึ่งหนึ่งของสีแดงนั้นมาจากแรงจูบ อีกครึ่ง
มาจากชาดของนาง มุมคางของเขาก็ไม่รอด กลิ่นอายเย้ายวนดูราวกับถูกปรนเปรออย่างรุนแรง
จู่ๆ จมูกของหลินถิงก็ร้อนวูบขึ้นมา ราวกับจะมีเลือดกำเดาไหล นางรีบเบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองต่อ ต้วนหลิงหัน
ตัวโดยไม่เอ่ยคำใด เก็บภาพวาดไว้ในมือ แล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นางโดยไม่ได้เช็ดให้เหมือนครั้งก่อน หลินถิงไม่ได้คิดอะไร
นัก
บนโต๊ะตรงกลางศาลามีผลไม้ ขนม และชา นางใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำชานิดหน่อยเพื่อเช็ดริมฝีปาก สีชาดเกือบจะ
ถูกเขาละเลียดไปหมดแล้ว เหลือเพียงสัมผัสอ่อนนุ่มและความร้อนลึกยากลืมเลือน
นิสัย…ช่างเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ หลินถิงรู้สึกว่าตนเริ่มจะชินกับจูบฉับพลันของต้วนหลิงเข้าเสียแล้ว พอนึกถึงตรง
นี้ นางก็นั่งตะลึงราวกับถูกฟ้าผ่า
ต้วนหลิงไม่มองนางอีก หันหน้าออกไปนอกศาลาแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ของข้าอยากพบเจ้า หลังจากวาดภาพ
เสร็จแล้วไปหาเลย ไม่ต้องเปลี่ยนชุด”
ชุดกระโปรงแดงที่นางใส่ในวันนี้ ลวดลายและฝีมือประณีต คล้ายชุดแต่งงานอย่างมาก แต่นางก็คิดว่าเป็นเพียง
ชุดแดงธรรมดาเท่านั้น หลินถิงเช็ดปากเสร็จ ก็ซ่อนผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนชาดอย่างมิดชิด กลัวว่าจะถูกใครเห็น
“แล้วท่านล่ะ ไม่ไปหรือ?” วันนี้ทั้งสองวาดภาพก่อนแต่งด้วยกัน มารดาของเขาคงไม่เรียกหาแต่นางเพียงลำพัง
ทิ้งบุตรชายตัวเองไว้เบื้องหลังกระนั้นหรือ
ต้วนหลิงหันหลังให้ศาลา มือที่ถือภาพบีบแน่นก่อนจะคลายออกอย่างควบคุม น้ำหนักมือมั่นคงจนภาพไม่ยับ
แม้แต่น้อย
“เจ้าไปก่อน ข้า…อีกสองเค่อค่อยตามไป”
“ก็ได้” จริงๆ แล้วหลินถิงอยากเห็นภาพคู่ที่อาจารย์วาดภาพวาด แต่เมื่อเห็นต้วนหลิงม้วนภาพแล้วเก็บไป นาง
จึงไม่ได้เอ่ยปากขอชม แต่…ทำไมนางถึงสนใจภาพนั้นนัก? จะว่าสวยหรือไม่แล้วอย่างไร?
หลินถิงไม่ได้ถามว่าเขาจะไปทำอะไร เขาเป็นองครักษ์เสื้อแพร ย่อมมีงานให้ทำมากมาย สองเค่อนั่นก็คือครึ่งชั่ว
ยาม เขาจะไปจัดการราชการด่วน หรือว่าอ่านสำนวนกันแน่? หลินถิงหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เคี้ยวกลบกลิ่นอายที่เขาทิ้ง
ไว้ในปาก
“เช่นนั้นท่านรีบไปเถิด ข้าจะไปรอที่เรือนของเฝิงฮูหยิน”
ต้วนหลิงจากไป เมื่อเขาจากไปจนลับตา หลินถิงถึงนึกได้ว่าริมฝีปากของเขายังไม่ได้เช็ดชาดออก หากมีใคร
พบเห็นเข้า ไม่เท่ากับว่ารู้หมดเลยหรือว่าเขาเพิ่ง… อา ช่างเถิด เขาคงมีจิตใจรอบคอบ บางทีระหว่างเดินก็คงเช็ดออกไป
แล้ว นางไม่จำเป็นต้องกังวลให้มากนัก
หลินถิงเดินไปยังประตูเรือนหลังที่มีบ่าวของสกุลต้วนคอยอยู่ พบกับเถาจู จากนั้นจึงเดินไปหาเฝิงฮูหยิน ด้านใน
เรือน ต้วนซินหนิงก็อยู่ด้วย เมื่อเห็นนางก็รีบเข้ามาหา
“ได้ยินว่าเจ้ากับพี่รองไปวาดภาพกันในสวนหลัง เสร็จแล้วหรือ?”
“เสร็จแล้ว” หลินถิงตอบ
ต้วนซินหนิงดูเสียดายอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่รู้ว่าหลินถิงจะมาวาดภาพคู่กับต้วนหลิงที่สวนหลัง นางก็อยากไปดู
นัก แต่กลับถูกเฝิงฮูหยินห้ามไว้ บอกว่าไม่เป็นมงคล แม้แต่นางเองก็ไม่ไป
แม้จะเสียดาย แต่ต้วนซินหนิงก็ไม่ได้เอาเรื่องนั้นมาคิดมากนัก เพราะคำพูดของมารดายังมีเหตุผล นางเองก็หวัง
ให้ทั้งสองแต่งงานกันโดยราบรื่น
ต้วนซินหนิงจูงมือหลินถิงเดินเข้าไปด้านใน มองชุดกระโปรงแดงของนาง แล้วยื่นนิ้วก้อยเกี่ยวกับมือหลินถิง
แกว่งไปมาอย่างเอาอกเอาใจ
“ภาพวาดอยู่ไหนหรือ? ข้าอยากดูจัง”
หลินถิงนึกอยากชักมือกลับในชั่วขณะหนึ่ง เพราะเผลอนึกถึงเหตุการณ์ในสวนหลังเมื่อตะกี้ เมื่อต้วนหลิงจูบนาง
ทั้งยังสอดนิ้วเกี่ยวมือ ราวกับจงใจยั่วเย้า หลังมือลุกวูบด้วยความร้อน นางสะบัดความคิดออกไป
“ไม่ได้อยู่กับข้า ถูกท่านต้วน……”
เฝิงฮูหยินได้ยินบทสนทนาก็หัวเราะขึ้น
“ใกล้จะแต่งงานกันแล้ว จะยังเรียกว่าท่านต้วนอยู่หรือ? ควรจะเปลี่ยนมาเรียกว่าจื่ออวี่ได้แล้ว”
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่นางพยายามให้นางเปลี่ยนคำเรียกขาน ครานี้ต้วนซินหนิงไม่ได้ทักท้วง
แต่ก่อนที่หลินถิงจะขอแต่งกับต้วนหลิงต่อหน้าทุกคน ต้วนซินหนิงเคยกังวลว่ามารดาจะทำให้นางลำบากใจ จึง
เคยแทรกขึ้นมา แต่บัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว-ดังที่มารดากล่าว ทั้งสองกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานในไม่ช้า
เมื่อคิดถึงคำว่า “แต่งงาน” ต้วนซินหนิงก็นึกถึงเซี่ยจื่อม่อ บิดาของเขายังไม่กลับมาเสียที พวกนางสองคนก็ยัง
ไม่มีแม้แต่สัญญาหมั้น หากไม่ใช่เพราะรู้แน่ว่าบิดาของเซี่ยจื่อม่อถูกส่งออกนอกเมืองหลวงจริงๆ นางคงเริ่มสงสัยแล้วว่า
อีกฝ่ายตั้งใจถ่วงเวลา ไม่ได้คิดจะแต่งกับนางจริงจัง
ต้วนซินหนิงซ่อนความรู้สึกในใจ หันไปมองหลินถิง หลินถิงรู้สึกกระดากใจเล็กน้อยเมื่อเจอกับแววตาอ่อนโยนของ
เฝิงฮูหยิน นางจึงเปลี่ยนคำเรียกอย่างเก้ๆ กังๆ
“ภาพวาดไม่อยู่กับข้า ถูก…จื่ออวี่ เอาไปแล้วเจ้าค่ะ”
นางเคยเรียกเขาว่า “ท่านต้วน” อยู่เสมอ กับจินอันไจ้สองคนก็ยังเรียกเขาลับหลังว่า “ต้วนหลิง” แต่กลับเป็น
ครั้งแรกที่เอ่ยถึงชื่อรองของเขา – ต้วนจื่ออวี่ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “จื่ออวี่” หลินถิงเรียกแล้วรู้สึกแปลกประหลาดนัก
ราวกับคำเรียกนั้นร้อนอยู่ในปาก
ต้วนซินหนิงพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวัง “พี่รองเอาไปหรือ? แล้วข้าจะดูได้อย่างไรกัน”
แล้วนางก็หันไปถามเฝิงฮูหยินว่า “ท่านแม่เจ้าคะ ก่อนแต่งงานห้ามให้ผู้อื่นดูภาพวาดหรือ?”
“ไม่ถึงกับห้ามหรอก บางทีพี่เจ้าคงกลัวว่าจะเปื้อนกระมัง วันนี้อาจไม่ได้ดู แต่อนาคตก็ย่อมมีโอกาส” เฝิงฮูหยิน
ตอบ พลางหันมาถามหลินถิงอย่างอ่อนโยน
“วาดเรียบร้อยดีหรือไม่ ภาพออกมาสวยหรือเปล่า?”
แม้หลินถิงยังไม่ได้เห็นภาพวาดเลยสักนิด แต่หลินถิงก็ตอบอย่างถ่อมตน “ช่างวาดฝีมือยอดเยี่ยม ภาพออกมา
งดงาม การวาดก็ราบรื่นดีเจ้าค่ะ”
……เพียงแค่ตอนนั่งนานๆ ทำให้ก้นชาไปหน่อย ร่างกายเกร็งเล็กน้อยเท่านั้นเอง
เฝิงฮูหยินมองเลยไปยังด้านหลังของหลินถิง “จื่ออวี่ เหตุใดจึงมิได้มาพบข้าพร้อมเจ้าด้วยเล่า?”
หลินถิงทำความเคารพก่อนตอบอย่างนอบน้อม “ดูเหมือนเขาจะมีธุระสำคัญต้องจัดการเจ้าค่ะ อีกสองเค่อก็
คงจะมาถึง”
นางทราบดีว่าครอบครัวใหญ่อย่างพวกเขาย่อมถือธรรมเนียมเป็นใหญ่ จึงรีบเอ่ยคำอธิบายแทนต้วนหลิง เฝิงฮู
หยินขมวดคิ้ว ตำหนิขึ้นมาทันใด
“มีธุระ? วันนี้เป็นวันวาดภาพก่อนแต่ง หากมิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย จะมีสิ่งใดสำคัญไปกว่าเจ้าได้? จื่ออวี่นี่ช่าง
ไม่รู้เหนือรู้ใต้จริงๆ เลย……เล่ออวิ๋น เจ้านี่ลำบากนัก”
หลินถิงรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหู ‘อะไรกัน ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่านางงั้นหรือ? ฮูหยินมองนางสูงเกินไปแล้วกระมัง’
นางกล่าวเรียบๆ ว่า “เขาน่าจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีราชการด่วนต้องสะสาง กระนั้นสำหรับคนของกองกำลัง
องครักษ์เสื้อแพร การงานมากเป็นเรื่องมิอาจหลีกเลี่ยงอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
เฝิงฮูหยินถอนหายใจเบาๆ “ต่อให้มีงานก็ไม่ควรเป็นเช่นนี้ หากถึงวันแต่งงานก็จะออกไปทำราชการอีกหรือ?”
นางเอื้อมมือมาจูงหลินถิงให้มานั่งเคียงข้าง พลางจิบชาช้าๆ หลินถิงนิ่งไปเล็กน้อย
‘……หากถึงวันนั้น เขาจำเป็นต้องไปจริงๆ ก็มิเป็นไรหรอก นางมิได้ถือสา’
ต้วนซินหนิงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ พลอยเห็นด้วยกับเฝิงฮูหยิน “ท่านพี่ก็เกินไปจริงๆ งานราชการเลื่อนไปวันหลังก็มิได้
ต้องวันนี้เชียวหรือ?”
เสียงทุ้มต่ำดังแว่วออกมาจากมุมหนึ่งของห้อง “ชายชาตรีควรถือเป็นเกียรติที่ได้รับใช้ราชสำนัก ท่านพี่ของเจ้า
เขา…”
เฝิงฮูหยินปรายตามองบิดาของต้วนซินหนิงเพียงครู่ ก่อนจะแสร้งไอเบาๆ เหมือนสำลักน้ำชา หลินถิงเพิ่งรู้ตัวว่า
ยังมีบุรุษอีกผู้หนึ่งนั่งอยู่ในห้อง-บิดาของต้วนซินหนิง
‘เหตุใดใต้เท้าต้วนถึงมานั่งอยู่ในมุมห้องเช่นนี้ หากมิใช่เพราะเขานั่งเสียชิดมุม นางก็คงแลเห็นแต่แรกแล้ว’
เมื่อได้ยินเสียงไอของภรรยา ต้วนอันเรียกสาวใช้ให้เติมน้ำชาให้นาง พลางเปลี่ยนคำพูดอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
“ท่านพี่ของเจ้าเขาก็ผิดจริงๆ นั่นล่ะ”
ตลอดหลายปีมานี้ เฝิงฮูหยินแทบไม่เคยมองเขาตรงๆ แม้เพียงครั้ง มีเพียงยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นเท่านั้นที่ทำเป็นมี
ท่าทีปรองดอง แท้จริงภายในจวนไม่เคยพูดจาด้วย เขารู้ว่านางยังคงโกรธที่ตนมิได้ห้ามต้วนหลิงไปเป็นหนูทดลองยาเมื่อ
ครั้งนั้น
ต้วนอันนิ่งเงียบหลังจากนั้น ไม่กล่าวสิ่งใดอีก หลินถิงรู้สึกได้ว่าบรรยากาศในห้องดูแปลกประหลาดนัก เฝิงฮูหยิน
ยังคงพูดคุยกับนางด้วยไมตรีจิต เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งต้วนหลิงยังเยาว์วัย หลินถิงนั่งฟังด้วยความอดทน แต่ยิ่งฟังกลับยิ่ง
สนใจขึ้นเรื่อยๆ
นางแม้จะเป็นคนที่ “สวมบท” เข้ามาในโลกของนิยายเรื่องนี้ ทว่าต้วนหลิงหาใช่ตัวเอกของเรื่อง จึงไม่มีเนื้อหาใด
เล่าถึงวัยเยาว์ของเขาเลย
เฝิงฮูหยินทอดถอนใจเบาๆ “เมื่อครั้งจื่ออวี่ยังเด็ก เจ้านับเป็นคนแรกที่ใกล้ชิดเขาที่สุดนอกจากครอบครัว ข้า
สังเกตเห็นเจ้าแล้วนะ เสียดาย……พอโตขึ้น เจ้าสองคนก็ห่างเหินกันไป แต่ชะตากรรมก็พาให้กลับมาพบกันอีก ครานี้ยัง
จะได้แต่งงานกันอีกด้วย ช่างเป็นวาสนาแท้ๆ”
หลินถิงนิ่งเงียบ “……”
เฝิงฮูหยินเอ่ยต่อ “เจ้าจำได้หรือไม่? ครั้งหนึ่งจื่ออวี่บาดเจ็บนอกจวน เจ้าคือผู้ที่พาเขากลับมา ร่างเจ้าทั้งคู่เปื้อน
เปรอะโคลนไปหมด นอนฟุบกันอยู่หน้าประตูจวน เกือบทำข้าตกใจจนเป็นลม”
หลินถิงเบิกตากว้างอย่างสับสน “ข้าเป็นคนนำเขากลับมาหรือเจ้าคะ?”
เฝิงฮูหยินมองนางอย่างเมตตา “ใช่แล้ว ข้าจำได้แม่นยำ……ตอนนั้นเจ้าเพิ่งอายุสิบสอง ส่วนเขาสิบหก”
หลินถิงขมวดคิ้ว-ไม่มีความทรงจำเรื่องนี้เลย สิบสองเช่นนั้นหรือ? นั่นคือปีที่นางวางกับดักพาเขาเข้าถ้ำหมาป่านี่
นา? ทั้งที่เรื่องก่อนจะ “ตื่นรู้” นางก็ยังจำได้ชัดเจน รวมถึงการล่อลวงเขาเข้าไปในถ้ำ แต่เหตุใดกลับจำไม่ได้ว่าสุดท้าย
ช่วยเขาออกมาด้วย?
เฝิงฮูหยินเห็นนางมีสีหน้างุนงง จึงเอ่ยถามอีกครั้ง “เจ้าลืมไปแล้วหรือ?”
หลินถิงยิ้มเก้อๆ “จำไม่ค่อยได้เจ้าค่ะ”
ไม่สิ……ไม่ใช่แค่จำไม่ค่อยได้ แต่นางถึงกับสงสัยว่านี่คือเรื่องที่ฮูหยิน “แต่งขึ้น” เองหรือไม่ แต่แล้วต้วนซินหนิงก็
เสริมขึ้นมาเบาๆ
“ข้าจำได้นะ ตอนนั้นถึงกับร้องไห้เลย”
เพียงแต่บรรดาผู้ใหญ่ไม่อยากให้พูดถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับถ้ำหมาป่า เด็กๆ จึงไม่เอ่ยถึงอีกจนถึงบัดนี้ เมื่อเป็น
เช่นนี้-แสดงว่ามันเป็นเรื่องจริง หลินถิงเริ่มคิดว่า……หรือว่านางเคยตื่นรู้มาตั้งแต่เด็ก? เพียงแต่เพราะร่างยังเยาว์เกินไป
จิตใจยังอ่อนแอ จึงมิอาจคงสติไว้ได้ และความทรงจำตอนนั้นถูกลบไปโดยระบบ
หรือเพราะต้องดำเนินตามบทบาท “ตัวร้าย” ตามต้นฉบับ จึงไม่อาจตื่นรู้ได้ก่อนกำหนด จนเมื่อเติบโตขึ้น
สติสัมปชัญญะมั่นคง จึงสามารถตื่นรู้และระลึกได้ว่านางเป็นคนจากโลกปัจจุบัน และนั่นทำให้ระบบปรากฏตัวขึ้น เพื่อ
พานางกลับไปสู่เส้นเรื่องเดิม
……อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่สำคัญแล้ว นางตั้งใจแน่วแน่จะทำภารกิจที่เหลือให้สำเร็จ แล้วปลด
ปล่อยตัวเองจากระบบให้จงได้
เวลาผ่านไปเพียงสองเค่อ ต้วนหลิงก็มาถึง เขาแหวกม่านลูกปัดเข้ามา คารวะเบื้องหน้าฮูหยินและท่านต้วนผู้เฒ่า
“ท่านแม่ ท่านพ่อ”
หลินถิงเงยหน้ามองอย่างเลี่ยงไม่ได้ พบว่าเขาเปลี่ยนชุดแล้ว ชุดสีแดงที่ใส่เมื่อตอนนั่งวาดภาพในศาลาหลังจวน
ได้ถูกเปลี่ยนเป็นอีกชุดหนึ่ง
‘วันนี้อากาศร้อนนัก คงเปียกเหงื่อ จึงเปลี่ยนชุดก่อนออกว่าราชการกระมัง?’
นางเองก็รู้สึกเช่นกัน-แม้ชุดแดงของนางจะงดงามเพียงใด แต่ด้วยชั้นผ้าที่มากมาย ต่อให้เบาและบางเพียงไร ก็ไม่
อาจเลี่ยงความอบอ้าว สายตานางลอบไล่ไปตามตัวเขา แล้วเผลอมองไปที่มุมปากของเขาโดยไม่รู้ตัว สีชาดเมื่อครู่ที่ยังติด
อยู่ ยามนี้จางหายไปหมดแล้ว เช็ดเสียเกลี้ยง ไม่หลงเหลือคราบใดๆ ไว้เลย
หลินถิงรีบหันหน้ากลับ เฝิงฮูหยินเอ่ยเรียบๆ ขณะหมุนลูกประคำรอบข้อมือ
“ได้ยินเล่ออวิ๋นว่า เจ้าพาภาพวาดกลับไปด้วย เหตุใดไม่เอามาให้พวกเราดูบ้างเล่า?”
ต้วนหลิงสีหน้าเรียบเฉย “ก่อนจากไป อาจารย์วาดภาพได้กำชับว่า หมึกบนภาพยังไม่แห้งดี ควรแขวนตากลมไว้
ก่อนขอรับ”
หลินถิงฟังเพียงครู่ก็รู้ว่าเขากำลังพูดโกหก ลมในศาลาหลังจวนแรงยิ่งนัก หมึกคงแห้งไปนานแล้ว ที่สำคัญ……เขา
พับภาพใส่กระบอกกลับไปด้วยซ้ำ จะไม่แห้งได้อย่างไร?
แต่นางก็ไม่มีเหตุให้เปิดโปงเขา อาจเพราะภาพออกมาไม่ดี จึงไม่อยากให้ใครเห็นก็เป็นได้ ก็เหมือนกับการถ่าย
ภาพในโลกปัจจุบัน-ถ้าออกมาน่าเกลียด ก็มักจะลบทิ้งเงียบๆ ไม่อยากให้ใครเห็น นางจึงไม่กล่าวอันใดต่อ
เฝิงฮูหยินได้ฟังก็พยักหน้า ไม่เซ้าซี้จะขอดูภาพอีก “ขอเพียงวาดเสร็จเรียบร้อยก็ดีแล้ว”
นางเปลี่ยนเรื่องทันที “เมื่อครู่เจ้าจัดการราชการอยู่หรือ?”
ต้วนหลิงมิได้ตอบตรงนัก “เป็นเรื่องที่ควบคุมไว้ไม่อยู่ จำต้องไปสะสางขอรับ”
ท่านพ่อของเขากล่าวเรียบๆ “จัดการเรียบร้อยหรือไม่?”
เขามักไม่ถามถึงเนื้อหา แค่สนใจว่าจบเรื่องได้หรือไม่ ต้วนหลิงตอบสั้นๆ “เรียบร้อยดีแล้วขอรับ”
ขณะพูดสายตาเขาก็เหลือบไปยังหลินถิงซึ่งกำลังลอบหยิบขนมเข้าปากอย่างเงียบๆ ราวกับทดลองว่าคราวเดียว
จะกินได้กี่ชิ้น
ต้วนอันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เจ้าเป็นผู้หนึ่งที่ข้าวางใจเสมอ ยกเว้นเพียงเรื่องปล่อยนักโทษสกุลเซี่ยหนีออก
จากเมืองครั้งนั้น”
เฝิงฮูหยินทำหน้าไม่สบอารมณ์ครู่หนึ่งยามได้ยินเสียงของสามี ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นมารดาแสนอบอุ่นตาม
เดิม
“ในเมื่อจัดการเสร็จแล้ว ก็อยู่พูดคุยกับพวกเราเถิด”
นางหมุนลูกประคำอีกครั้ง “ไม่ว่าเป็นราชการอันใด ล้วนมิสำคัญไปกว่าคนตรงหน้า จื่ออวี่ เจ้าควรจำคำนี้ไว้ให้
มั่น”
ต้วนหลิงกล่าวสั้นๆ อย่างมั่นคง “ข้าจำไว้แล้วขอรับ”
ต้วนอันปิดปากเงียบ นั่งอยู่มุมห้องพลางจิบชาของตนเองต่อไปอย่างเงียบงัน หลินถิงย่อมรู้สึกได้ถึงความผิด
แปลกในความสัมพันธ์ระหว่างเฝิงฮูหยินกับท่านพ่อของต้วนหลิง ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกนัก สามีภรรยาที่เสแสร้งเป็น
ครอบครัวกลมเกลียว แต่แท้จริงเย็นชาต่อกันนั้นหาได้มีเพียงคู่นี้คู่เดียวไม่ เพียงแค่……เหตุใดสองผู้นี้จึงต้องกลายเป็น
เช่นนี้กัน?
ต้วนหลิงก้าวเข้ามานั่งเคียงข้างนาง ทันทีที่เขาทิ้งตัวลงนั่ง หลินถิงก็ได้กลิ่นเฉพาะตัวอันชัดเจนของเขา – กลิ่น
จันทน์หอมเข้มข้น แม้กลิ่นจันทน์จะไม่ฉุนจมูก แต่ผู้มีประสาทสัมผัสดีย่อมแยกแยะได้ กลิ่นนี้……น่าจะมาจากกำยานไม้
จันทน์ที่จุดไว้ในห้องขณะเปลี่ยนเสื้อกระมัง?
หลินถิงเหลือบมองต้วนหลิงหลายครั้ง เฝิงฮูหยินจ้องมองชุดกระโปรงแดงสดของหลินถิง แล้วเสนอขึ้นว่า “วันนี้
ท่านกั๋วซือออกเดินขบวนแห่ขับไล่สิ่งชั่วร้ายและอธิษฐานพร ลองออกไปดูดีหรือไม่?”
ทุกครั้งที่แคว้นต้าเหยียนเพิ่งรอดพ้นหายนะร้ายแรง เช่นโรคระบาดรุนแรง มักจะมีการจัดพิธีของกั๋วซือเดินแห่ไป
ตามท้องถนน ขับไล่สิ่งชั่วร้าย โปรยถุงฝูไต้ที่บรรจุเงินตราไว้ เพื่อขอพรให้แคว้นอยู่เย็นเป็นสุข และในช่วงเวลาดังกล่าว
ถนนหนทางก็จะเต็มไปด้วยผู้คน ราวกับเป็นวันเทศกาล
ต้วนซินหนิงกลัวหลินถิงจะปฏิเสธ รีบช่วยเกลี้ยกล่อม “เล่ออวิ๋น ข้าได้ยินมาว่าใครเก็บถุงฝูไต้ได้จะมีโชคลาภนะ
ไปกันเถอะ?”
ที่จริงต่อให้นางไม่เกลี้ยกล่อม หลินถิงก็จะไปอยู่ดี ไม่ใช่แค่เพราะอยากได้โชค แต่เพราะถุงฝูไต้นั้น……มีเงินอยู่ใน
นั้น! ในเมื่อมีเงินให้เก็บ ก็ควรเก็บไว้เป็นการดีที่สุด
หลินถิงจึงกลับไปเปลี่ยนชุด เอาชุดกระโปรงแดงงามตระการตานั้นออก กลับมาใส่ชุดธรรมดาของตน แล้วจึง
ออกไปพร้อมกับพวกเขา ก่อนจะเปลี่ยนชุด หลินถิงเคยคิดอยากไปเปลี่ยนที่ห้องของต้วนหลิง แล้วถือโอกาสขึ้นเตียง
นอน เพื่อทำภารกิจนั้นให้สำเร็จ
……แต่เป็นไปไม่ได้ จวนต้วนมีห้องรับรองให้นางเปลี่ยนชุดโดยเฉพาะ จะหาเหตุผลใดไปที่ห้องเขาได้? อีกทั้งยัง
ต้องมีผู้อื่นอยู่เป็นพยานด้วย นางจึงเลิกล้มความคิดที่จะใช้ข้ออ้างเปลี่ยนชุดไปขึ้นเตียงเขาชั่วคราว
เมื่อไม่คิดถึงภารกิจอีก หลินถิงก็จูงมือต้วนซินหนิงเดินไปทางถนนเบื้องหน้า ทว่าเพียงมือสัมผัสก็สัมผัสได้ว่ามี
บางอย่างผิดแปลก มือที่จับอยู่นี้……เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นของต้วนซินหนิง นางหันมองข้างกาย เป็นต้วนหลิง ส่วนต้วนซิน
หนิงนั้น ขณะหลินถิงกำลังเหม่อลอย นางได้เห็นเซี่ยจื่อม่ออยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ก็รีบบอกกับหลินถิงเสียงเบา แล้วเดินข้าม
ไปหาเขาเพราะเข้าใจว่านางรู้ตัวแล้ว
หลินถิงพอรู้สึกตัวก็รีบจะชักมือกลับ ทว่าต้วนหลิงกลับกราชับมือไว้แน่นขึ้น นิ้วเรียวยาวสอดประสานระหว่างนิ้ว
ของนาง ราวกับกลอนเหล็กที่เกี่ยวตรึงมือนางไว้แน่นหนา
ขนตาของหลินถิงสั่นระริก ก่อนที่นางจะได้เอ่ยอะไร ต้วนหลิงกลับกล่าว “เจ้ามิใช่อยากจับมือข้าหรอกหรือ?”
หลินถิงเริ่มสงสัย หากนางเอ่ยว่าต้องการจับมือต้วนซินหนิง เขาก็คงย้อนว่า “มิใช่ว่าเจ้าชอบข้าหรอกหรือ?”
นางได้ยินจนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองชอบเขาขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว นางจึงไม่อธิบายอีก “แต่จับมือต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ ดู
จะไม่เหมาะนัก”
คำอธิบายนั้นยังพอช่วยรักษาศักดิ์ศรีว่าทำไมถึงชักมือกลับ ต้วนหลิงหัวเราะเบา “เจ้ากล้าขอแต่งงานกับข้าต่อ
หน้าผู้คนแท้ๆ แล้วจะมาสนใจเรื่องจับมืออีกหรือ?”
หลินถิงพูดไม่ออก ในฐานะคนยุคปัจจุบัน แน่นอนว่านางไม่ได้ถือสาเรื่องจับมือต่อหน้าผู้คนแต่อย่างใด จะจับก็
จับไปเถิด จูบก็จูบมาหลายคราแล้ว จะมายึดติดกับแค่เรื่องจับมือไปใย? แต่กระนั้น……ความรู้สึกกลับแตกต่างออก
ไป……เพียงเพราะผู้ที่นางจับมืออยู่คือต้วนหลิง
ปลายนิ้วของหลินถิงขดตัวเล็กน้อย ขณะนั้นเอง ต้วนซินหนิงและเซี่ยจื่อม่อเดินมาจากอีกฝั่งของถนน ในมือนางมี
น้ำตาลปั้นอยู่สองไม้ในมือ
“เล่ออวิ๋น”
ต้วนซินหนิงเคยบอกเซี่ยจื่อม่อไว้แล้วว่าวันนี้จะออกมาดูพิธีของกั๋วซือ พร้อมบอกตำแหน่งคร่าวๆ ไว้ จึงไม่ใช่เรื่อง
บังเอิญที่เขาโผล่มา ณ ที่แห่งนี้
นางยื่นไม้ที่ใหญ่กว่าให้หลินถิง “กั๋วซือยังมาไม่ถึง ต้องรออีกครึ่งเค่อ เรามากินน้ำตาลปั้นรอกันก่อนเถิด”
หลินถิงรับไว้ แล้วกัดกินคำหนึ่ง “รสดี ไม่หวานจนเกินไป กำลังพอดี ไม่เลี่ยน”
พูดจบ ต้วนซินหนิงก็สังเกตเห็นมือของนางกับต้วนหลิงที่ยังจับกันอยู่ ใบหน้าแดงเรื่อ ทั้งที่เจ้าตัวยังไม่รู้สึกรู้สา
แต่นางกลับเขินอายเสียเอง แล้วก็หันไปมองเซี่ยจื่อม่อ
เซี่ยจื่อม่อย่อมไม่พลาดสายตานั้น จึงยื่นมือจะไปจับมือนางบ้าง แต่ต้วนซินหนิงกลับหลบ แล้วเอาผ้าซับหน้าไป
ปิดบัง เอ่ยว่า “ผู้คนมากมายในถนน เช่นนี้……ท่านอย่าทำเยี่ยงนี้เลยเจ้าค่ะ”
เขาจึงได้แต่เก็บมือลงไปอย่างน้อยใจ อยู่ๆ ก็รู้สึกอิจฉาความกล้าของหลินถิงขึ้นมา อยากจับมือก็จับเสียเลย เซี่ยจื่
อม่อรู้จักต้วนหลิงมานาน แม้ยังไม่เข้าใจเขาทั้งหมด แต่ก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะยื่นมือจับหญิงใดก่อนแน่ ดังนั้นคนที่ยื่นมือ
ก่อน……คงเป็นหลินถิงผู้นั้นเอง ใช่แล้ว คนที่กล้าขอเขาแต่งงานต่อหน้าผู้คน นางย่อมทำได้
หลินถิงหารู้ไม่ว่าเซี่ยจื่อม่อกำลังคิดเช่นไร นางรีบกินน้ำตาลปั้นจนหมด แล้วจ้องมองไปยังถนนเบื้องหน้า ตั้งใจ
แน่วแน่จะ……แย่งถุงฝูไต้
ผ่านไปครู่หนึ่ง กั๋วซือก็มาถึง ท่านกั๋วซือนั่งอยู่บนเกี้ยวไม้จันท์หอมสลักลายโปร่งสี่ด้าน สวมอาภรณ์เต๋า มือถือไม้
ปัดฝุ่น หนวดเคราขาวสะอาด ดูอ่อนเยาว์แต่ลุ่มลึก ราวกับเทพเจ้าลงมาจุติ เบื้องหลังเกี้ยวคือขบวนแห่ มีทั้งนักพรตนับ
หลายสิบ ผู้บรรเลงดนตรีนับสิบ และทหารนับร้อยที่ฮ่องเต้ส่งมาคุ้มกัน
เมื่อเสียงดนตรีทุกสายเงียบลง เหลือเพียงเสียงขลุ่ยที่ดังขึ้น กั๋วซือค่อยๆ ลืมตา เอื้อนเอ่ยคาถา แล้วหยิบถุงฝูไต้
จากตะกร้าตรงหน้า ปาออกจากเกี้ยวไปยังฝูงชน ถุงฝูไต้ลอยละลิ่วกลางอากาศ แล้วร่วงหล่นลงมา ประหนึ่งโชคลาภ
โปรยปรายจากฟ้า
ทันทีที่สายตาเหลือบเห็นถุงฝูไต้หล่นมา หลินถิงก็ตาเป็นประกาย รีบปล่อยมือจากต้วนหลิงแล้วพุ่งเข้าใส่
กระโจนขึ้นไปคว้ามันอย่างว่องไว ในพริบตานางก็เก็บมาได้เจ็ดแปดถุง กอดรวบไว้แนบอกก่อนจะหันไปไล่เก็บต่ออย่าง
ไม่รั้งรอ
ต้วนหลิงมองดูมือของตนที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันไปมองนางที่ยังมัวแต่แย่งถุงฝูไต้อย่างเอาเป็นเอาตาย ต้วนซิน
หนิงถึงกับตาค้าง ตะลึงงันกับความว่องไวของหลินถิง
“เล่ออวิ๋น…” นางพึมพำขึ้น เสียงแผ่วเบา
เซี่ยจื่อม่อซึ่งยืนอยู่ข้างนาง เมื่อเห็นต้วนซินหนิงไม่มีวี่แววว่าจะได้แม้แต่ถุงเดียว ก็เข้าใจว่านางอยากได้ จึงรีบพุ่ง
ตัวเข้าไปช่วยแย่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้มาแค่สองถุงเท่านั้น เขาหันกลับมามองหลินถิงที่เก็บมาได้เป็นกอง นึกไม่ตกว่า
นางไปสมรู้ร่วมคิดกับท่านกั๋วซือหรือไม่ ไม่อย่างนั้นนางจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะโยนไปทางใด เหมือนกับวิ่งไปรอรับยัง
จุดที่ถุงฝูไต้จะตกลงอย่างพอดิบพอดี
แต่หลินถิงไม่คิดจะบอกใครว่านางเคยลากจินอันไจ้ไปแย่งถุงฝูไต้และเหรียญมงคลมานับครั้งไม่ถ้วน ช่ำชองจน
ใครก็มิอาจเทียบ เพียงมองสายตาของผู้โยน ก็เดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังเล็งไปที่ใด
ช่วงท้าย หลินถิงเริ่มถือไม่ไหว กลัวทำหล่น จึงวิ่งกลับมาหาต้วนหลิงด้วยใบหน้าร้อนรน นางไม่ได้คิดอะไรมาก
รีบยัดถุงฝูไต้ทั้งหมดใส่อ้อมแขนของเขา
“ช่วยถือที ระวังอย่าให้หล่นล่ะ” จากนั้นยังแบ่งให้ต้วนซินหนิงอีกหลายถุง
“ฝากท่านไว้”
ต้วนหลิงรับมาเงียบๆ “อืม”
หลินถิงยังไม่วางใจ ก้าวไปพลางหันกลับไปดูเขาสามรอบต่อหนึ่งก้าว พอเห็นว่าเขาถือแน่นแล้วจึงกลับไปแย่งถุงฝู
ไต้ต่ออีกรอบ นางกระโดดสูงยิ่งกว่าครั้งก่อน คว้าถุงฝูไต้ได้ก่อนที่มันจะถึงพื้นเสียอีก แม้แต่ท่านกั๋วซือที่นั่งอยู่ในเกี้ยว ยัง
อดหันมามองนางไม่ได้
เขาลืมตัวไปเลยว่าต้องโปรยถุงฝูไต้ ยังดีที่หลินถิงตะโกนเตือน “หมดแล้วหรือเจ้าคะ? ไวเกินไปแล้ว ข้าน้อยจำได้
ว่าปีที่แล้วยังโปรยได้นานกว่านี้อยู่เลยนะเจ้าคะ”
เขาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบหยิบถุงฝูไต้ขึ้นมาโปรยต่อ หลินถิงกระโดดคว้าอย่างแม่นยำอีกครั้ง ไม่พลาดแม้แต่ถุง
เดียว ดวงตาของกั๋วซือกระตุกวูบขึ้นทันใด พลันนึกขึ้นได้ว่า ปีที่แล้วขณะออกแห่ขบวนเช่นเดียวกันนี้ ก็มีสาวน้อยนาง
หนึ่งคลุมหน้า กระโจนคว้าถุงฝูไต้อย่างว่องไวราวกับเหยี่ยวออกล่า…
รอบนี้หลินถิงเก็บมาได้อีกนับสิบถุง พอเริ่มไม่มีมือจะถือแล้วจึงหยุด วิ่งกลับไปหาต้วนหลิงด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ยืน
เอนตัวนับ “ทรัพย์สงคราม” อย่างภูมิใจ
ต้วนซินหนิงยืนอยู่ข้างๆ มองต้วนหลิงที่ตัวเต็มไปด้วยถุงฝูไต้แล้วอยากจะหัวเราะ แต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายดึงเซี่ยจื่
อม่อหนีไปซื้อโคมไฟ เพราะกลัวจะหลุดขำต่อหน้าเขา
ขณะหลินถิงนับถุงฝูไต้อยู่นั้น ก็มีองครักษ์ชุดเฟยอวี้ฝูผู้หนึ่งเบียดฝูงชนเข้ามา พูดกระซิบข้างหูต้วนหลิงสองสาม
คำ ต้วนหลิงฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย หลินถิงนับถุงฝูไต้เสร็จ เห็นว่าเจ้าคนนั้นมากระซิบแล้วจากไปก็ส่งถุงฝูไต้ถุงหนึ่งให้
เขา
“ราชการด่วนอีกแล้วหรือเจ้าคะ?”
ต้วนหลิงรับถุงฝูไต้มา มองหน้านางนิ่งๆ เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ใช่ เซี่ยชิงเหอก่อกบฏ นำทัพเซี่ยออกศึกต่อต้านราช
สำนัก”