ข้าคือนางร้ายในนิยายจำกัดเรท - บทที่ 93 เจ้าปรารถนาจะออกไปถึงเพียงนี้หรือ?
หลินถิงทอดสายตามองลานกว้างรอบกาย ที่เว้นว่างไร้ผู้คน นอกจากนางกับเขาแล้วมิพบเงาใครอื่น จึงเอ่ยถาม
เบาๆ ว่า
“เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดอยู่เลย?”
ต้วนหลิงดูราวกับมิได้ใส่ใจนัก มือยังคงหมุนกุญแจและกลอนอยู่ในมือ เสียงโลหะกระทบกันดัง กริ๊งกั๊ง กริ๊งกั๊ง
คล้ายตั้งใจให้ดังขึ้นมา
“ข้าเกรงเหล่าบ่าวจะรบกวนการพักผ่อนของเจ้า จึงให้พวกนางถอยออกไป มีสิ่งใดไม่สมควรรึ?”
หลินถิงพลันเหลือบตามองกุญแจและกลอนที่อยู่ในมือเขาโดยไม่รู้ตัว ก่อนส่ายศีรษะเบาๆ
“หาได้ไม่ เพียงแต่จู่ๆ เงียบสงัดไปนัก ข้าชักจะไม่คุ้นชิน”
นางพลันตระหนักในใจ เขานี่เองที่หวาดระแวง กลัวว่านางจักอาศัยเหล่าบ่าวรับใช้ลอบส่งข่าวถึงเซี่ยจื่อม่อหรือจิ
นอันไจ้ ดังนั้นแม้ใช้พิษกู่พันธนาการคุมขังนางไว้แล้ว ก็ยังสั่งให้คนทั้งหลายถอยห่าง เพื่อมิให้ใครเข้าใกล้นาง และมิให้
นางได้ติดต่อกับผู้ใด วิธีนี้ย่อมเป็นการกีดกันมิให้นาง “ออกนอกทาง”
หลินถิงจึงเพียงก้มหน้า สงบใจไม่เอื้อนเอ่ย นางพอเข้าใจแล้วว่า ภารกิจครั้งนี้หาใช่งานง่าย หากแต่ยากลำบากยิ่ง
เพราะต้วนหลิงเป็นคนช่างสังเกต แถมยังระแวงสูง นางมิอาจเปิดเผยความจริงได้ แล้วนางควรทำอย่างไรดีเล่า?
เมื่อสายตาเหลือบไปยังประตูจวนที่ไกลออกไป นางเห็นว่าที่นั่นก็มีกลอนลั่นกุญแจแน่นหนาเช่นกัน
หลินถิงรีบเก็บความคิด กลบเกลื่อนทำเป็นมิรับรู้ว่าถูกกักขังไว้ ภายใต้การติดตามของเขา นางไปยังห้องส้วม
ครั้นเสร็จแล้วก็กลับเข้าสู่เรือนพักอีกครั้ง หลินถิงก้าวเข้าไปก่อน ส่วนต้วนหลิงปิดประตูตามหลัง
ไม่นานนักก็มีเสียง “กริ๊ก” ของกลอนประตูถูกลงกลอนดังขึ้นมา นางหาได้เหลียวหลังไปดู เพราะไม่ว่าจะใครเข้า
ออกก่อนหรือหลัง หากต้วนหลิงปรารถนาจะลงกลอน ประตูก็ย่อมถูกลงกลอนอยู่ดี
เมื่อเข้าสู่ห้อง หลินถิงทอดมองไปรอบๆ พลันพบว่ามีสิ่งหนึ่งผิดแผกไปจากเดิม สายตาของนางหยุดลงที่หน้าต่าง
ในห้องมีหน้าต่างอยู่สามบาน เดิมทีก็มิได้มีสิ่งใดแขวนบัง แต่บัดนี้กลับปรากฏม่านลูกปัดแก้วห้อยระย้าอยู่ มิใช่
ชนิดที่สายลมพัดก็ส่งเสียง หากแต่ต้องมีคนยกขึ้นเคลื่อนไหวจึงจะเกิดเสียง
นั่นย่อมหมายความว่า หากนางคิดจะปีนออกไปทางหน้าต่างเพื่อตามหาผู้ใด ก็จำต้องยกม่านลูกปัดขึ้นเสียก่อน
แค่เพียงอ้างว่า “อยากชมทิวทัศน์” ก็หาใช่เหตุผลอันสมควรจะเลิกม่านขึ้นได้ เพราะลูกปัดนั้นทำจากแก้วหลิว
หลีเนื้อใสคุณภาพดีจากแดนตะวันตก กลางม่านเว้นร่องกว้างพอให้ลมลอดผ่าน และให้ผู้ยืนในห้องมองเห็นภายนอกได้
ถนัดชัดเจนอยู่แล้ว หาได้จำเป็นต้องเลิกขึ้นแต่อย่างใด
เมื่อวานยังมิปรากฏม่านนี้เลย แต่วันนี้กลับมีขึ้นมา ย่อมเป็นฝีมือต้วนหลิงโดยแท้ เพียงแต่นางหลับสนิทนัก มิ
รู้สึกแม้เพียงเศษเสี้ยวเสียงที่เขาแขวนมัน
หลินถิงย่างเท้าไปใกล้ ใช้นิ้วช้อนเลิกม่านลูกปัดเบาๆ ลูกแก้วใสกระทบกัน “ก๊องแก๊ง ก๊องแก๊ง” เสียงก้องชัดทั่ว
ห้อง
ต้วนหลิงปรายตามอง สีหน้าอ่อนโยน แววตาแฝงความประเมินถามเบาๆ
“ม่านลูกปัดนี้ เจ้าว่าดูงดงามหรือไม่?”
หลินถิงค่อยวางม่านลง หันศีรษะเล็กน้อยมองเขา ยิ้มบางเอ่ยว่า
“งามก็งามอยู่หรอก เพียงแต่……เหตุใดท่านจึงนึกอยากแขวนม่านนี้ไว้ริมหน้าต่างขึ้นมาเล่า?”
เขาก้าวตามไปยังหน้าต่าง เอ่ยเสียงเรียบ “ดังที่เจ้าว่า มิใช่เพียงงดงาม หากยังสามารถป้องกันมิให้ผู้ใดลอบเข้ามา
หากในครั้งก่อนที่เจ้าถูกชิงตัวไป ข้าได้แขวนม่านลูกปัดนี้ไว้ เกรงว่าเจ้าคงทันรู้ตัวแต่แรก และคงมิถูกฉุดไปเสียแล้ว”
มุมปากหลินถิงกระตุกเล็กน้อย เหตุผลเช่นนี้…นางหาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หากแต่ชัดแจ้งนักว่า เขาเพียงหาเรื่องมา
บังหน้าอย่างแท้จริง
ก็ดีแล้ว เวลานี้นางอิดโรยนัก สมองหมุนคิดมิออก จะหาแนวทางแก้ไขก็มืดมนเพียงนั้น คิดไว้ว่าหลังหลับใหลแล้ว
ตื่นขึ้นมาคงมีปัญญาพอหาหนทางได้บ้าง
หลินถิงล้มตัวลงบนเตียง หลับตาเอ่ยเพียงว่า “ข้าจะนอนแล้ว อีกสองชั่วยามค่อยปลุกเถิด” หวังว่าตื่นมาแล้วคง
พอหาทางคลี่คลายได้
ต้วนหลิงกลับไปนั่งที่ตั่งหลอฮั่น ก้มอ่านเอกสารตรงหน้า ครั้นจัดการงานในมือเสร็จ เขาเงยหน้ามองไปยังเตียง
เห็นนางหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอ ร่างกายคงฟื้นคืนเรี่ยวแรงไม่น้อย ทว่ามือไม้กลับไม่อยู่นิ่ง ขาข้างหนึ่งเตะออก
ด้านข้าง จนผ้าห่มร่วงลงพื้น
ไม่นานนัก เมื่อถูกความหนาวเย็นรบกวน นางพลิกมือคลำควานหาความอบอุ่น ได้เพียงหมอนหนึ่งใบแทนที่จะ
เป็นผ้าห่ม ต้วนหลิงหาได้แปลกใจนัก เพียงก้มลงหยิบผ้าห่มอีกผืนมาคลี่คลุมให้นางดังเคย
ศีรษะหลินถิงเอียงเล็กน้อย มือยังวางพาดอยู่บนหมอน เสื้อคลายออกเล็กน้อย จากมุมของต้วนหลิงสามารถเห็น
ผิวเนื้อขาวนวล เผยร่องรอยจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าแดงประปราย
ที่ลำคอนางว่างเปล่า สร้อยจี้เทพเจ้าแห่งโชคลาภที่เคยสวมกลับอยู่กับเขาแทน นางลืมเสียแล้วว่ายังมิได้ขอคืน
และเพราะไม่เคยมอบให้ใครยืม นางจึงเผลอคิดไปว่ามันยังคงอยู่ที่ตน
ขณะเขาโน้มกายลงคลี่ผ้าห่ม จี้ทองหนักพอควรพลันหลุดร่วงจากอกเสื้อ แกว่งไกวกลางอากาศ ทันใดนั้น มือของ
หลินถิงยกขึ้น คว้าสร้อยที่เฉียดผ่านเบื้องหน้าไปได้อย่างพอดี
เขาเข้าใจไปว่านางตื่นแล้ว แต่เมื่อก้มมองอีกครั้งกลับพบว่า นางยังคงหลับสนิท ท่าทางนั้นดูราวกับเพียงสัมผัสได้
ถึงสิ่งใดเลื่อนผ่านบนผ้าห่มในยามหลับ จึงยกมือคว้าเอาไว้โดยสัญชาตญาณ
ต้วนหลิงหมายจะแกะจี้ทองคืน ทว่านางกำไว้แน่นนัก มิยอมปล่อย แถมยังดึงกลับไปแรงยิ่งกว่าเดิม สร้อยนั้น
แขวนด้วยสายเชือกแดงผูกที่ลำคอเขา ครั้นนางดึง สายเชือกก็กระตุก ทำให้ตัวเขาโน้มตามไปดั่งถูกเชือกบังคับ ดวงตาต้
วนหลิงเลื่อนมองสายเชือกที่สั่นไหวเพราะแรงดึง
ด้วยแรงเพียงเล็กน้อยของนาง หาอาจต่อกรกับเขาได้ หากเขาออกแรงดึงคืน สร้อยย่อมหลุดจากมือโดยง่าย
เพียงแต่เช่นนั้นอาจปลุกนางให้ตื่น หรือทำให้นางเจ็บมือได้
เขาจึงเลือกจับมือนางไว้ทีละนิ้ว ใช้แรงอ่อนโยนบังคับให้นิ้วคลายออกทีละปลายนิ้ว ครั้นห้านิ้วคลายหมด
สร้อยทองก็แกว่งอยู่กลางอากาศอีกครา ต้วนหลิงจึงวางมือนางกลับลงใต้ผ้าห่ม เก็บสร้อยซ่อนคืนใต้แผ่นอกของตน
เพียงแต่…ปลายเท้าของหลินถิงยังโผล่อยู่นอกผ้าห่ม ข้อเท้าเรียวขาวปรากฏรอยแดงเรื่อ วงแหวนจางๆ ชวน
สะดุดตา นั่นคือร่องรอยจากเมื่อคืน ที่นางถูกเขาจับไว้แน่นนานเกินไป
เขาเอื้อมมือแตะเบาๆ ปลายนิ้วไล้ผ่านวงแดงนั้น สายตาเลื่อนขึ้นมายังใบหน้านาง ทว่าความคิดกลับลอยเลื่อน
หายไปในที่ใดที่หนึ่ง ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงค่อยถอนมือกลับ
ภายนอก ท้องฟ้าค่อยๆ หม่นมัวลง เวลาสองชั่วยามล่วงไป ต้วนหลิงจึงปลุกนาง นางตอบรับเสียงแผ่ว “รู้แล้ว”
แต่เปลือกตายังมิเปิด ยังคงซุกตัวในเตียงหลับต่อ
เขากำลังจะเอ่ยเรียกอีกครา แต่ยังมิทันออกเสียง หูที่เฉียบคมของเขากลับได้ยินเสียงก้าวเท้าดังใกล้เข้ามาจาก
นอกเรือนทีละก้าว ทีละก้าว…
หลินถิงกลับมิได้ยินอันใดเลย เขามิได้เอ่ยปลุกนางอีก เพียงลุกกายออกไป เรือนที่ทั้งสองพำนักอยู่ มิได้ห่างจาก
ประตูใหญ่นัก เพียงร้อยก้าวก็ถึง ต้วนหลิงจึงเปิดประตูก่อนที่อีกฝ่ายจะเคาะ แล้วจึงปิดกลับลงอย่างรวดเร็ว
เขาก้าวออกไป ผู้มาปรากฏก็คือต้วนซินหนิง พร้อมสาวใช้คนสนิทชื่อจือหลาน จือหลานในมือถือโคม อีกมือยก
ขึ้นตั้งท่าจะเคาะประตูเรือน แต่เมื่อเห็นต้วนหลิงเปิดออกมาก่อน ก็ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ค้อมกายเอ่ย “คุณชายรอง”
ต้วนซินหนิงก้าวพ้นจือหลานออกมา เดินตรงไปยังเบื้องหน้าต้วนหลิง สายตาเหลือบมองประตูเรือนที่ปิดสนิทอยู่
พลันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ปกติแล้วประตูเรือนมักมิได้ปิดเช่นนี้ ด้วยเกรงว่าจะขวางการเข้าออกของเจ้านาย แม้จะปิดก็
มักเลือกในยามดึกสงัดจึงจะปิด
แต่ต้วนซินหนิงมิได้ใส่ใจนัก เพียงยิ้มบาง “พี่รอง ช่างบังเอิญนัก ข้าพึ่งมาถึงที่นี่ ท่านก็ออกมาเสียแล้ว หรือว่า
ท่านคิดจะออกไปข้างนอกหรือ?”
“มิใช่ ข้าเพียงเดินผ่านแล้วได้ยินเสียงเคลื่อนไหวภายนอก จึงออกมาดู”
ต้วนซินหนิงขมวดคิ้วอย่างฉงน นางกับสาวใช้ยังมิทันเคาะประตู เขาเหตุใดจึงรู้ว่ามีคนอยู่ภายนอกเล่า? หรือเป็น
เพราะตนเองเผลอเหยียบก้อนหินจนเกิดเสียง โดยมิทันรู้ตัว?
ต้วนหลิงแขนเสื้อกว้าง ไม่ได้สวมปลอกแขนป้องกัน แขนเสื้อตกคลุมถึงมือที่กำกุญแจไว้ เขาเอ่ยถามด้วยท่าที
เรียบง่าย “เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่?”
ความสนใจของต้วนซินหนิงถูกเบี่ยงไปทันที นางเม้มริมฝีปาก “ข้ามาหาเล่ออวิ๋น”
ต้วนหลิงมิได้ถือโคมมาด้วย แถมยังยืนอยู่ในเงามืด จนมองเห็นเค้าโครงหน้าไม่ชัด “เจ้ามาหานางด้วยเรื่องอัน
ใด?”
“หามิได้ ข้าเพียงอยากพบหน้านางเท่านั้น” นับแต่ต้วนซินหนิงมาถึงอันเฉิง หลินถิงแทบจะมาหานางทุกวัน บาง
วันก็เว้นไปหนึ่งวัน แต่บัดนี้กลับสองวันเต็มที่นางมิได้มา นางจึงอดกังวลมิได้
“นางเข้านอนแล้ว”
ได้ยินดังนั้น ต้วนซินหนิงก็รีบถามด้วยความห่วงใย “เล่ออวิ๋นหลับเร็วนักหรือ ร่างกายของนางมิเป็นอะไรดอก
หรือ?” นางเคยคุยกับเล่ออวิ๋นเรื่องการพักผ่อนดีอยู่เสมอ รู้ดีว่านางมักมิใช่คนเข้านอนแต่หัวค่ำ ต้องยามไห่สือถึงจะหลับ
ต้วนหลิงกล่าวอย่างใจเย็น “นางมิได้มีอันใด เจ้าจงวางใจเถิด”
ประตูเรือนถูกปิดสนิท ต้วนซินหนิงไม่อาจเห็นภายในจึงคลายกังวลลงบ้าง แต่ยังคงเอ่ยถาม “เช่นนั้นก็ดี เพียงแต่
ข้าได้ยินมาว่าพี่รองห้ามมิให้บ่าวไพร่เข้าเรือน ตั้งแต่เมื่อวาน เหตุใดกัน?”
น้ำเสียงต้วนหลิงยังคงอ่อนโยนสุภาพ “ช่วงนี้ข้านอนไม่ค่อยหลับ มีคนมักก่อความวุ่นวาย จึงให้พวกเขาถอยออก
ไปเท่านั้น”
ต้วนซินหนิงเชื่อสนิทใจ “พี่รองนอนมิหลับบ่อยๆ เช่นนี้ เกรงว่าควรหาหมอมาดูจะดีกว่า”
เขาเอ่ยปัดเบาๆ “เรื่องเล็กน้อย ไม่จำต้องให้เจ้าวุ่นวาย เจ้าจงพักผ่อนและเลี้ยงดูครรภ์ให้ดีเถิด ว่าแต่เวลานี้เหตุ
ใดเซี่ยซื่อจื่อยังมิได้มาหาเจ้า?”
นางก้มหน้านิดๆ ตอบเบา “วันนี้ข้าไม่อยากพบเขา จึงมิได้ให้เข้ามา”
ต้วนหลิงลดสายตาลง มองแมงมุมตัวหนึ่งที่กำลังคลานเข้ามาทางช่องใต้ประตูเรือน เขาไม่แสดงสีหน้าอันใด เพียง
ยกเท้าขึ้นกดทับ แล้วบดมันจนแหลกละเอียด เอ่ยเรียบนิ่ง “ยามค่ำคืนลมแรงนัก เจ้ามีครรภ์อยู่ มิสมควรอยู่นอกเรือน
นานนัก กลับไปเถิด”
ต้วนซินหนิงยังยืนนิ่งอยู่เบื้องนอก มิยอมไป เอ่ยเสียงแผ่ว “หากเล่ออวิ๋นตื่นแล้ว รบกวนพี่รองช่วยบอกนางที ข้า
อยากพบหน้านาง”
นางทั้งวันเอาแต่พำนักในห้องเพื่อบำรุงครรภ์ จิตใจก็อึดอัด เศร้าหมองอยู่เป็นนิจ สิ่งเดียวที่ปลอบประโลมใจนาง
ได้ก็คือการได้พบหลินถิง
“ข้าจะบอกนางให้”
เอ่ยเพียงเท่านี้ ต้วนหลิงก็หันกายกลับเข้าประตูเรือน
ต้วนซินหนิงยังยืนอยู่เบื้องนอก ในความเงียบสงัดพลันคล้ายได้ยินเสียง “กริ๊ก” ของกลอนประตูถูกขยับ นางหัน
ไปถามจือหลานเบาๆ “จือหลาน เจ้าพอได้ยินเสียงอันใดบ้างหรือไม่?”
จือหลานกลัวคุณหนูจะเผลอเดินสะดุดกระแทกเอา จึงเอาใจใส่ดูแลอย่างระมัดระวัง ทั้งใจจดจ่ออยู่กับนาง มิได้
เหลือใจไว้สังเกตสิ่งอื่น “บ่าวมิได้ยินเสียงใดเจ้าค่ะ”
ต้วนซินหนิงยกมือกดขมับเบาๆ “บางทีอาจเป็นข้าที่หูฝาดไปก็ได้ กลับกันเถิด”
ในเรือน หลินถิงยังไม่รู้เลยว่าต้วนซินหนิงมาหา นางยังซุกกายอยู่บนเตียง จนกระทั่งต้วนหลิงกลับเข้ามา จึงยอม
ลุกขึ้น “ตอนนี้ยามใดแล้ว?”
“ยามจวี๋ หนึ่งเค่อ”
หลับเต็มอิ่มครานี้ทำให้นางกลับมามีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยมอีกครั้ง ทว่าเพียงสบตากับชายผู้ก้าวเข้ามาใกล้ ภาพ
เหตุการณ์เมื่อคืนก็วนกลับมาในใจ นางพลันหวั่นไหวไม่อาจห้าม
ต้วนหลิงคืนนี้…โรคประจำตัวจะมิได้กำเริบอีกกระมัง? นางก็เคยรับปากว่าจะช่วยเขา เพียงแต่ว่าร่างกายของนาง
เองทนไม่ไหวเสียแล้ว
ครั้งใดที่นางกำลังจะปฏิเสธ เขากลับซบลงบนอกนาง หายใจแผ่วกระเส่า คล้ายอ่อนแอจนชวนให้สงสาร เสียง
หอบพร่าอ่อนนั้นกลับยิ่งสั่นสะเทือนหัวใจให้นางมิอาจเอ่ยคำปฏิเสธออกมาได้
นางรู้ดีว่าเขาอาจเจตนา หากแต่ก็ยังปล่อยให้น้ำเสียงนั้นชักนำ แล้วสุดท้ายก็ต้องเรียนรู้บทเรียนด้วยตนเอง อย่า
ได้อ่อนใจต่อใครนัก มิฉะนั้นก็คือความโหดร้ายที่ย้อนกลับมาทำร้ายนางเอง
ที่ผ่านมาเขามักทำทีปิดบังอย่างมิดชิด ปล่อยให้นางอยู่ในฐานะผู้คุมจังหวะ ทุกคราเพียงพอดี หากนางเอ่ยห้ามก็
หยุด แต่เมื่อคืน…กลับเกินกว่านั้น ทั้งที่โต๊ะน้ำชาห้าครั้ง ยืนพิงหนึ่งครั้ง บนเตียงอีกครั้ง กระทั่งอ้อมกอดประจันหน้าอีก
หนึ่ง
นางอยากหยุดกลับมิอาจหยุดได้ นี่หรือคือฤทธิ์ยากระตุ้นราคะ รวมเข้ากับความใคร่จนกลายเป็นพิษร้าย? หลิน
ถิงรีบสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป เพ่งใจไปยังภารกิจที่เร่งร้อนยิ่งกว่า นั่นคือต้องหาทางซื้อยากระตุ้นราคะอีกครั้ง
ทว่า…จะหาซื้อได้อย่างไร หากต้วนหลิงจับพิรุธได้อีกเล่า?
เวลาที่เหลือให้นางทำภารกิจมิได้มากนัก หากล้มเหลวอีกครั้ง เกรงว่าชีวิตนางคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย หลินถิงจึง
ถอนหายใจแผ่ว แล้วนั่งที่ขอบเตียงหยิบรองเท้ามาสวม เอ่ยถามเหมือนเรื่องทั่วไปว่า “เมื่อครู่นี้ท่านไปที่ใดมา?”
ต้วนหลิงยืนตรงข้าม กำลังล้างมืออยู่ น้ำหยดลงกระทบอ่างดัง “ติ๋งๆ” เกิดเป็นระลอกคลื่นสะท้อนเงาร่างเขาที่
บิดเบี้ยวเล็กน้อย “ออกไปพบหลิงอวี่”
หลินถิงพลันลุกขึ้น “หลิงอวี่มาที่นี่? เหตุใดท่านไม่เรียกข้าออกไปพบด้วยเล่า?”
เขาเช็ดมืออย่างไม่เร่งร้อน “ข้าเห็นเจ้าดูเหมือนยังหลับไม่เต็มอิ่ม จึงมิได้ปลุก อยากให้เจ้านอนพักอีกสักหน่อย
นางหาได้มาด้วยเรื่องสำคัญ เพียงแต่สงสัยว่าด้วยเหตุใดเจ้ามิได้ไปหานางสองสามวันแล้ว ไว้วันหลังค่อยพบก็มิช้า”
หลินถิงกลายเป็นพูดไม่ออก หากรู้ว่าต้วนซินหนิงมา นางคงไม่มัวอิดออดซุกตัวอยู่บนเตียง เช่นนั้นก็คงได้พบหน้า
นางแล้ว
น่าเสียดายยิ่งนัก คิดไปคิดมา นางเองก็มิได้ออกจากเรือน หรือพบผู้ใดเลยมาสองวันสองคืนแล้ว จึงเบนหัวข้อ
สนทนา “พรุ่งนี้ท่านจะไปยังที่ว่าการหรือไม่?”
ด้วยพิษกู่พันธนาการทำให้นางมิอาจห่างเขาเกินร้อยก้าว หากเขาไปที่ว่าการ นางย่อมต้องตามไป ที่นั่นย่อมมี
โอกาสได้พบผู้คน ได้ซื้อหายากระตุ้นราคะ
ต้วนหลิงพับผ้าเช็ดมือเรียบร้อย มิได้ตอบตรง แต่ย้อนถามแทน “เจ้าต้องการไปที่ว่าการหรือ?”
หลินถิงรีบล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้า แม้มือยังไม่ทันเช็ดแห้งก็เอื้อมไปกุมมือนั้นไว้ ทำเป็นห่วงใยเขา ยิ้มพลางกล่าว
“ท่านมิอาจหมกตัวอยู่แต่ในเรือนทำงานทั้งวันได้ ข้าพักผ่อนเต็มที่แล้ว พรุ่งนี้จะไปเป็นเพื่อนท่านที่ว่าการก็ยังได้”
ต้วนหลิงเพียงขยับมือ แต่กลับมิได้ดึงออกจากการกอบกุมของนาง ความเย็นจากน้ำในฝ่ามือนางแผ่ซ่านบนมือ
เขา “ตราบใดที่ยังมิออกจากเมืองอันเฉิง ข้าก็มิคิดจะไปที่ว่าการอีก”
รอยยิ้มของหลินถิงพลันแข็งค้าง สีหน้าเปลี่ยนไปโดยมิอาจควบคุม “เหตุใดกัน หรือเป็นเพราะวันนั้นข้าเอ่ยว่า
อยากพักผ่อนอยู่ในเรือน มิประสงค์จะตามไปด้วยกระนั้นหรือ? นั่นก็เพียงวันเดียว หาใช่ว่าข้าจะไม่อยากไปตลอดไป”
หากเขามิไปที่ว่าการ นางก็หมดข้ออ้างที่จะออกไปพบผู้คน มิเท่ากับแผนทั้งหมดต้องพังครืนหรอกหรือ! หลินถิง
ถึงกับอยากกรีดร้องออกมา
แต่ต้วนหลิงกลับทำเป็นมิได้เห็นความผิดแผกในสีหน้านาง “มิใช่เพราะเจ้า ข้าเพียงรู้สึกว่าจัดการเอกสารอยู่ใน
เรือนก็ดีมิใช่น้อย มิจำเป็นต้องไปที่ว่าการ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
หลินถิงจึงรีบอ้างเหตุผลเดิม “การขนย้ายเอกสารไปมา มันวุ่นวายเกินไปนัก…”
เขาทรุดกายนั่งลง แหงนหน้ามองนาง “ข้าได้สั่งพวกเขาแล้ว ต่อไปมิจำเป็นต้องส่งบันทึกงานไปที่ว่าการอีก ให้ส่ง
ตรงมาที่นี่ก็พอ”
หลินถิงถึงกับพูดไม่ออก เดิมทีเอกสารราชการย่อมต้องเข้าที่ว่าการเพื่อลงบันทึกก่อน จึงจะส่งต่อให้ขุนนางทั้ง
หลายจัดการ ทว่าต้วนหลิงกลับใช้ตำแหน่งองครักษ์เสื้อแพรบังคับดึงเอามาไว้กับตนเองเสียอย่างนั้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลินถิงกลั้นใจไม่อยู่ เอ่ยออกมาอีก “ข้าอยากออกไปเดินเล่นสักหน่อย”
ต้วนหลิงหยิบใบชามาเตรียมชง น้ำร้อนที่ใช้ลวกกาน้ำส่งไอร้อนระเหยคลอเคลียลอยขึ้นเป็นม่านหมอก เขาเอ่ย
เสียงสงบ “เจ้าคิดจะออกไปเมื่อใด”
นางลองหยั่งเชิง “พรุ่งนี้ได้หรือไม่”
เขาเทน้ำลวกกาน้ำทิ้ง ไอน้ำขาวคลุ้งยิ่งกว่าเดิม “ช่วงนี้อันเฉิงมิสงบ หากออกไปเกรงว่าจะเผชิญอันตราย มิสู้รอ
อีกสักระยะจึงออกไปจะดีกว่า”
คำพูดถึงเพียงนี้แล้ว หลินถิงย่อมมิอาจดื้อรั้นต่อไป นางเพียงนั่งอยู่ข้างๆ มองเขาชงชา เอ่ยถามอย่างไม่วางใจ
“แล้วสักระยะของท่าน คิดว่าเป็นกี่วันกันเล่า”
มือนั้นที่กำกาน้ำพลันหยุดชั่วเสี้ยว ไม่อาจสังเกตได้ถ้าไม่เพ่งมอง เขาเงยหน้าถามกลับ “เจ้าปรารถนาออกไปนัก
หรือ”
หลินถิงหาได้เก็บปากเงียบ มือหยิบผิงกั่วขึ้นมาแทะคำสองคำ พลางพูดไปด้วย “ข้าอยู่ในห้องนี้มาสองวันสองคืน
แล้ว แน่นอนว่าย่อมอยากออกไปบ้าง ท่านรีบตอบมาสิว่าสักระยะ ของท่านนั้นมีกี่วัน”
เมื่อต้มน้ำร้อนได้ที่ เขาเทลงในกาน้ำ ชั่วครู่กลิ่นชาอวลฟุ้งผสมกับกลิ่นเฉินเซียงในกายเขา “ยังไม่แน่ชัด รอถึงวัน
นั้น ข้าย่อมบอกเจ้าเอง”
หลินถิงแอบคิดในใจ…วันนั้นที่ว่า จะมิใช่จนกว่าจะออกจากอันเฉิงกระมัง หากเป็นเช่นนั้น เกรงว่านางอาจเหลือ
เพียงร่างไร้วิญญาณก่อนแล้ว
เมื่อรู้สึกไม่มั่นใจ นางยกมือไปคลำหาจี้เทพเจ้าแห่งโชคลาภที่ติดกายอยู่เสมอ แต่คลำไปกลับว่างเปล่า นางตกใจ
จนถึงกับหยุดกินผิงกั่วทันที “เหตุใดจี้ทองคำเทพเจ้าแห่งโชคลาภของข้าจึงหายไปเล่า!” นี่มิใช่ลางดีเลย
ต้วนหลิงเอ่ยอย่างสงบ “เมื่อคืนเจ้าเป็นคนให้ข้าสวมไว้เอง เจ้าลืมแล้วหรือ”
นางจึงนึกขึ้นได้ ตอนนั้นนางอ่อนแรงจนหมดสิ้น เพียงหวังให้เขาเลิกยุ่งเร็วกว่านี้ เขาพูดสิ่งใดนางก็ล้วนตอบรับไป
หมด กระทั่งเรื่องยืมจี้ทอง นางยังพยักหน้าอนุญาต แต่เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น
แท้จริงแล้วจี้นั้นเป็นทองแท้ แถมยังเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ นางย่อมมิอาจมอบให้ใครได้ง่ายๆ แม้นางให้ยืมเอง
ก็นับเป็นข้อยกเว้นแล้ว
คิดอีกที ต้วนหลิงหาได้ขัดสนเงินทอง มิหนำซ้ำก็ยังไม่ศรัทธาเทพเจ้าใด เหตุใดยังอยากสวมสิ่งนี้ หรือเพียงเพราะ
มันงดงาม? อีกทั้ง มิใช่ว่าเขาจะสวมเพียงหนึ่งคืนหรอกหรือ ไฉนถึงตอนนี้ยังมิคืนมา?
แต่เขาย่อมมิได้ละโมบเพียงแผ่นทองเล็กๆ นี้ ความกังวลในใจของหลินถิงจึงค่อยสงบลง
ชาได้ที่แล้ว ต้วนหลิงรินชาในถ้วยนางก่อน หลินถิงรับถ้วยชา พลางเหลือบตามองลำคอเขา แต่เห็นเพียงเชือก
แดงเส้นหนึ่งแนบผิว ลากหายไปในอกเสื้อ ส่วนจี้ทองนั้นหาได้เห็นไม่
นางรีบเบือนหน้าหนี เกรงว่าตนเองจะพลั้งเผลอคิดเรื่องไม่สมควรอีก จนเมื่อเวลาล่วงไปครู่หนึ่ง เห็นว่าเขามิได้
เอ่ยถึงการคืนของ นางจึงอดรนทนไม่ไหว “ท่านมิได้ลืมสิ่งใดไปหรือ”
ต้วนหลิงรินชาใส่ถ้วย ยกขึ้นแกว่งเบาๆ สายตาจับจ้องผิวน้ำชาในถ้วยที่กระเพื่อม “ข้าลืมสิ่งใดกันหรือ”
หลินถิงหาได้ปิดบัง ยื่นมือออกไป “คืนจี้เทพเจ้าแห่งโชคลาภให้ข้า”
เขาจึงเอื้อมมือถอดสร้อยออก วางลงบนฝ่ามือนาง “โทษที ข้าก็เผลอลืมว่า เจ้าเพียงให้ข้ายืมเพียงคืนเดียว
เท่านั้น”
ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ แต่เมื่อต้วนหลิงเอ่ยคำว่า “คืนเดียว” ปลายเสียงพลันสูงขึ้นเล็กน้อย คล้ายแฝงรอย
ยิ้ม ทว่าในรอยยิ้มนั้นกลับมีบางสิ่งที่ยากจะอธิบาย
ต้วนหลิงยังมิได้จิบชาสักคำก็วางถ้วยลง เอ่ยเรียบง่าย “ข้าจะไปเตรียมน้ำให้เจ้าอาบ”
“…อืม”
หลังอาบน้ำเสร็จ หลินถิงนั่งอย่างเบื่อหน่ายอยู่ริมหน้าต่าง ซ่อนกายอยู่หลังม่านลูกปัดแก้ว มองทิวทัศน์ภายใน
เรือนอย่างเงียบงัน มิได้เอ่ยถึงเรื่องที่เขากักนางไว้แม้สักครึ่งคำ ราวกับมิได้ถือสาอันใด ครั้นผ่านไปก็กลับไปเอนกายบน
เตียง หยิบหนังสือมาอ่านดังเคย มิแตกต่างจากทุกวัน
เพราะกลางวันนางหลับไปแทบทั้งวัน ครั้นยามค่ำจึงไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย จิตใจกระปรี้กระเปร่า แต่ต้วนหลิ
งกลับดูเหนื่อยล้า หลังเช็ดเส้นผมยาวที่เปียกชื้นจนแห้งดีแล้ว ก็มาล้มตัวนอนลงเคียงข้างนางทันที มิได้ดับโคม ปล่อยให้
แสงสว่างยังอาบทั่วห้อง เพื่อให้นางอ่านหนังสือต่อไปได้
หลินถิงอ่านรวดเดียวจบหนึ่งเล่ม กำลังคิดจะลุกขึ้นไปดื่มน้ำ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกุญแจที่เขาวางไว้ข้าง
หมอน
นางนึกได้ พิษกู่พันธนาการที่กล่าวถึงระยะร้อยก้าวนั้น เป็นระยะทางตรง หากนางอาศัยจังหวะเงียบงันลอบออก
ไปเพียงเล็กน้อย เพียงควบคุมมิให้ห่างเกินขอบเขต พิษก็ย่อมไม่กำเริบ เช่นนั้นก็ยังพอมีโอกาสไปหาผู้คนได้
คิดได้ดังนี้ นางค่อยๆ เอื้อมมือหมายจะหยิบกุญแจนั้น ทว่า…เพียงปลายนิ้วสัมผัสลงที่กุญแจ พลันมีฝ่ามือหนึ่ง
คว้ามือของนางเอาไว้แน่น!