ข้าคือหงส์พันปี - บทที่ 14 ทาสร้ายในเรือนโทรมๆ
เหลียนชิงโจวบอกว่าเขานำเครื่องปรุงสำหรับทำยาบำรุงมาให้ไม่น้อย แต่เมื่อ
เฉินเสียนไปที่ด้านหน้าก็พบว่าของเหล่านั้นถูกเก็บไปแล้ว แม้แต่รายการข้าวของ
เหล่านั้นก็ยังตกมาไม่ถึงมือเธอ
แต่เธอบังเอิญได้ยินบ่าวในจวนพูดกันว่า วัตถุดิบสำหรับทำยาและอาหารที่
เหลียนชิงโจวนำมาให้มีค่ามาก แม้แต่ในจวนแม่ทัพก็ยากที่จะพบเห็น
เฉินเสียนยิ้มมุมปาก ในเมื่อแต่ละอย่างล้วนเป็นของมีค่า คนพวกนั้นจึงไม่
ยอมให้เธอได้เห็นมันสินะ
แต่ถึงอย่างไรมันก็แค่ของนอกกาย เธอไม่สนใจหรอก
หลังจากเหตุการณ์นี้ฉินหรูเหลียงกับหลิ่วเหมยอู่ก็เงียบหายไป
เฉินเสียนยังคงอาศัยอยู่ที่เรือนหลังเล็กอันทรุดโทรมของเธอ ข้างกายไม่มีคน
รู้ใจคอยปรนนิบัติเลยแม้แต่คนเดียว ชีวิตในแต่ละวันของเธอจึงดำเนินไปอย่าง
เรียบง่าย
เดิมทีที่เรือนเล็กๆ แห่งนี้จะมีสาวใช้จางซื่อรับหน้าที่ดูแล มาคอยทำความ
สะอาดและดูแลจัดหาอาหารทั้งสามมื้อให้เฉินเสียน
แต่การทำงานของจางซื่อกลับไม่เป็นเช่นนั้น อย่าพูดถึงการปรนนิบัติรับใช้
เลย วันๆ เฉินเสียนแทบไม่ได้พบหน้านางด้วยซํ้า
61
จางซื่อเป็นคนที่มีอายุพอสมควร เวลาอยู่ในจวนคำพูดของนางจะมีนํ้าหนัก
มาก นางมักจะพูดเสียงดังและวางอำนาจบาตรใหญ่ บรรดาสาวใช้ที่อายุน้อยกว่า
จึงไม่กล้าทำให้นางไม่พอใจ
ถ้าเธอจำไม่ผิดจางซื่อผู้นี้เป็นคนเกียจคร้านมาก ก่อนหน้านี้ตอนที่นางดูแล
เฉินเสียนผู้โง่เขลานางก็ค่อนข้างกินแรง พอมีอะไรไม่ได้ดั่งใจนิดหน่อยก็ดุด่าทุบตี
เฉินเสียนในตอนนั้นก็ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร
ถึงอย่างไรในตอนนั้นก็ไม่มีใครดูแลเฉินเสียนผู้โง่เขลาได้ นางจึงทำได้เพียง
ปล่อยให้จางซื่อทำตามอำเภอใจ
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น จางซื่อก็นำอาหารมาส่งให้เฉินเสียน
ภรรยาคนที่สองได้รับความรักจากแม่ทัพแต่เพียงผู้เดียว จึงไม่แปลกที่บริวาร
ในจวนตั้งแต่ระดับสูงถึงระดับตํ่าจะประจบสอพลอนายเป็นเรื่องปกติ
จางซื่อคิดว่าถึงเฉินเสียนจะเป็นองค์หญิงแต่ก็เป็นแค่อดีตเท่านั้น ดังนั้นความ
ดูถูกเหยียดหยามและไม่อยากแม้แต่จะชายตามองจึงแสดงออกชัดบนใบหน้า
ในขณะนั้นเฉินเสียนกำลังนั่งอยู่ในห้อง จางซื่อบุ่มบ่ามเข้ามาและวางอาหาร
ลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะเอ่ยอย่างเจ้ากี้เจ้าการว่า “กินซะ! รีบๆ กินให้หมด ข้า
จะได้นำถ้วยไปล้าง!”
เฉินเสียนหยิบตะเกียบอย่างใจเย็นและไม่ได้รีบกินในทันที เธอพูดว่า “ตอน
กลางคืนอากาศหนาว อีกสักพักเจ้ามาจุดไฟในห้องให้ข้าด้วย” แม้ว่าจะเข้าสู่ฤดู
ใบไม้ผลิแล้ว แต่อุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนแตกต่างกันมาก อีกทั้งผ้า
ห่มยังบางอีกด้วย เธอหนาวมากจริงๆ
62
จางซื่อได้ยินแค่นั้นก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ก่อนเฉินเสียนไม่เคยกล้า
เรียกร้องอะไรจากนาง นางว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ตอนนี้นางจึงเอ่ยกับเธอด้วยสี
หน้าที่ดุร้าย “จุดไฟอะไรกัน เมื่อก่อนก็ยังอยู่แบบนี้ได้ไม่ใช่หรือ”
เฉินเสียนชายตามองนางและกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าการที่ข้าต้องการจุดไฟนี่มัน
มากเกินไปงั้นหรือ”
สาวใช้พูดอย่างแดกดันว่า “โอ๊ย ไม่เกินไปกระมัง อย่าคิดว่าตัวท่านกำลัง
ตั้งครรภ์อยู่ เลยทำตัวเป็นแม่ของลูกเมียหลวงหน่อยเลย! มีใครในจวนไม่รู้บ้างว่า
เมื่อสองวันก่อนท่านแม่ทัพต้องการกรอกยาทำแท้งให้เด็กในท้องของท่านมากแค่
ไหน! ท่านแม่ทัพไม่ได้ต้องการเด็กในท้องของท่านเลยแม้แต่น้อย ข้าแนะนำว่า
อย่าฝันกลางวันเสียให้ยาก! ยาทำแท้งที่ท่านแม่ทัพสั่งให้เตรียมน่ะ ข้าตั้งใจต้ม
อย่างเต็มที่เลย!”
เฉินเสียนเลิกคิ้วมองจางซื่อและฝืนยิ้ม ก่อนจะกล่าวว่า “แหม พูดมาขนาดนี้
ลำบากเจ้าแย่เลย”
เธอไม่เคยคิดจะหาเรื่องใคร แต่คนอื่นกลับคิดจะทำร้ายเธอ
วันนั้นจางซื่อไม่ได้อยู่ที่เรือนหลังเล็กนี่ คนใช้ในเรือนก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นใน
ห้อง พวกนางได้ยินแค่เสียงร้องของนายหญิงน้อยและเห็นท่านแม่ทัพโอบนาย
หญิงน้อยออกไปเท่านั้น
เหล่าบริวารในจวนบอกเล่ากันปากต่อปากว่าไม่มีอะไรนอกจากองค์หญิงผู้โง่
เขลาเป็นบ้าอีกแล้ว นางคลั่งเหมือนหมาบ้า เห็นใครก็แยกเขี้ยวใส่
จางซื่อได้รับผลประโยชน์จากหลิ่วเหมยอู่เสมอมา ดังนั้นนางจึงพยายามกลั่น
แกล้งเฉินเสียน วันนี้เมื่อนางได้ยินว่าหลิ่วเหมยอู่เสียทีให้เฉินเสียน นางจึง
63
อยากจะมาแก้แค้นแทนเพื่อจะได้กลับไปเรียกร้องความดีความชอบจากหลิ่วเหมย
อู่
ดังนั้นความโหดร้ายของจางซื่อจึงไม่เคยเหือดหายไป
จางซื่อกล่าวว่า “ทำไมรึ อย่าบอกนะว่าท่านยังหวังว่าท่านแม่ทัพจะสงสารเด็ก
ถุย ไม่ตักนํ้าใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างเลย! ให้มันรู้ฐานะตัวเองเสียบ้าง ถ้า
ไม่ยอมเชื่อฟังข้า ระวังข้าจะจัดการท่านเข้าสักวัน!”
พูดจบ จางซื่อก็ยกกำปั้นขึ้นเพื่อขู่เฉินเสียน
64