ข้าคือหงส์พันปี - บทที่ 524 ท่านเป็นผู้หญิงที่เลว
ซูเจ๋อนั้นดูขัดแย้งมาก เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนที่ส่งให้เธอไปที่ตรงนั้นเอง เป็น
เขาที่ทำให้เธอค่อยๆเติบโต ทำให้เธอเดินตามทางที่วางไว้ แต่เขากลับไม่กล้าที่จะ
เผชิญหน้ากับมัน สถานะตำแหน่งนี้ เส้นทางเดินนี้ต้องเสี่ยงเผชิญกับภัยที่
อันตราย
เพราะว่าเขาได้รับแล้ว จึงรู้ว่าตัวเองขาดเธอไปไม่ได้
มีเสียงเร่งฝีเท้ามาจากทางด้านหลัง ในสถานการณ์ที่วุ่นวายเช่นนี้เป็นเรื่องยาก
ที่จะแยกออกได้ สัมผัสทั้งห้าของซูเจ๋อนั้นเปิดออกครบถ้วน แม้ว่าเขาจะได้ยินเขา
ก็ไม่ได้สนใจ แต่เมื่ออีกฝ่ายนั้นยิ่งเข้ามาใกล้ตัว เขาจึงหันตัวกลับอย่างรวดเร็ว
ดาบที่เต็มไปด้วยเลือดในมือเขาชี้ไปทางคนที่มาอย่างกะทันหัน
ห่างเพียงแค่ครึ่งนิ้ว ปลายดาบที่แหลมคมนั้นก็เกือบจะแทงทะลุเข้าที่ลำคอ
ของอีกฝ่าย
ซูเจ๋อหันศรีษะกลับมา เห็นแต่หางคิ้วและปอยผม สายตาที่แหลมคม พลังงาน
ที่ออกมาจากแววตาที่ร้อนแรงนั้นราวกับว่าจะหลอมละลายนํ้าแข็งกับไฟให้เข้า
ด้วยกัน ร่างกายที่เข้าโจมตีนั้นทำให้คนกลัวอย่างสุดขีด
คนที่เขากำลังชี้ดาบไปนั้นก็คือทหารที่อยู่ในกระโจมเดียวกันกับเขานั่นคือเด็ก
หนุ่มเกาเหลียง
เกาเหลียงตกใจกลัวจนสีหน้าขาวซีด โชคดีที่เขาหยุดก้าวเดินพอดี ไม่เช่นนั้น
เขาคงจะกลายเป็นวิญญาณด้วยดาบเล่มนี้ไปแล้ว
381
เมื่อได้พบกับซูเจ๋อแม้ว่าจะอยู่ในชุดของทหารนั้น แต่รูปร่างลักษณะของเขาก็
เผยให้เห็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวที่ไม่ใช่ทหารใหม่ธรรมดาๆคนหนึ่งควรจะมี
เกาเหลียงพูดออกมาอย่างนิ่งว่า“เจ้ากำลังตามหาน้องชายเฉินเซียนอยู่ใช่
หรือไม่?”
ซูเจ๋อมีสีหน้าที่เคร่งขรึมไม่เปลี่ยน“เจ้าเห็นเขารึ?”
เกาเหลียงพูด“เหมือนว่าเขาจะถูกรุมล้อมอยู่ เจ้าตามข้ามาเร็ว!”
ทหารนายอื่นที่อยู่ร่วมกระโจมเดียวกันนั้นต่างก็หายไปอย่างไร้รอยกัน
หมดแล้ว เดิมทีเกาเหลียงนั้นก็กำลังจะวิ่งหนี แต่บังเอิญเห็นเฉินเสียนวิ่งออกมา
จากทางกองไฟ และก็ถูกทหารเข้าล้อมรอบเอาไว้อย่างรวดเร็ว
เกาเหลียงรู้สึกประหลาดใจ ที่เฉินเสียนนั้นมีศิลปะป้องกันตัว เขารู้ว่าเฉินเสียน
เห็นเขาแล้ว เวลานั้นที่เธอหันมามอง แม้จะเป็นช่วงเวลากลางคืนแต่ดวงตาคู่นั้น
ก็เปร่งประกายความเด็ดเดี่ยวออกมาให้เห็น
เกาเหลียงแม้แต่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย จึงไม่อยากจะเข้าไปช่วย แต่ว่า
เฉินเสียนนั้นกลับไม่เรียกเขาให้หยุดช่วย แล้วก็ไม่ทำให้เหล่าทหารที่อยู่รอบตัว
เธอนั้นได้มองเห็นเขา
เห็นได้ชัดว่าถ้าเธอเรียกเขา มันจะทำให้เหล่าทหารเบี่ยงเบนความสนใจมาที่
เขาได้ แล้วตัวเองก็สามารถหลบหนีไปได้ แต่เธอไม่ได้ทำเช่นนั้น
เกาเหลียงรู้สึกไม่สบายใจ เดินไปได้กลางทางก็ย้อนกลับมา แล้วคิดได้ว่าปกติ
เฉินเสียนมักจะอยู่ไม่ห่างจากซูเจ๋อ จึงออกค้นหาซูเจ๋อบริเวณแถวกระโจมทุกที่ๆ
โชคดีในสุดก็ได้เจอตัวเขาแล้ว
382
เมื่อตอนที่ซูเจ๋อมาถึง ก็เห็นร่างของเหล่าทหารที่นอนตายอยู่รอบตัวเฉินเสียน
เธออยู่ในชุดทหารที่เต็มไปด้วยคราบเลือด ผมที่ถูกม้วนเอาไว้ในหมวกก็ล่วงหล่น
ลงมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ เส้นผมยาวสยายอยู่บนบริเวณไหล่ ดาบที่อยู่ในมือเต็ม
ไปด้วยเลือด แววตาเฉียบคมดั่งเหยี่ยวราตรี ร้ายกาจดั่งแม่หมาป่าสาว
ไม่ต้องรอให้เธอวางมือ ซูเจ๋อก็รีบบินเข้าไปอยู่ข้างกายเธอ ดาบแหลมคมที่อยู่
ในมือนั้นบินไปตามแนวนอนฟันเหล่าทหารที่เหลือทั้งหมดภายในครั้งเดียว
เวลานั้น เฉินเสียนจึงถอนหายใจอย่างผ่อนคลายออกมา
ซูเจ๋อหลับตาแล้วลืมตามามองใบหน้าของเธอที่เปื้อนควันดำ ซึ่งนั้นก็เป็น
หลักฐานที่หลงเหลืออยู่ว่าเธอเป็นคนจุดไฟเผาค่ายทหาร ซูเจ๋อกดเสียงแหบตํ่า
แล้วเอ่ยว่า“ไม่ได้พูดแล้วหรือว่าให้รอข้าอยู่ด้านนอกกระโจม”
เฉินเสียนรู้ว่าเธอนั้นเสียเวลาไปมาก เลยทำให้ซูเจ๋อเป็นห่วง เธอจึงหันมายิ้ม
ให้กับเขาแล้วพูดว่า “ข้าก็คิดไว้อย่างนั้น เพียงแต่คิดไม่ถึงว่ามันมีอะไรมาทำให้
สะดุด เฮ้อ ซูเจ๋อ ท่านอย่าโกรธข้าเลย ”
ซูเจ๋อพูด “ท่านเป็นผู้หญิงที่เลว”
เฉินเสียนตกตะลึง ซูเจ๋อไม่รอให้เธอมีปฏิกิริยาตอบรับ เขายื่นมือไปจับที่ศรีษะ
ด้านหลังของเธอเอาไว้แน่น แล้วก็ก้มศรีษะลงไปจูบอย่างดุเดือด
นั่นเป็นครั้งแรกที่ซูเจ๋อด่าว่าเธอ แต่เธอกลับไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด แต่กลับ
รู้สึกหวานอ่อนโยนอยากจะหัวเราะออกมา
เธอได้ลิ้มรสถึงลมหายใจอันดุเดือดของเขาที่สามารถทำให้คนหยุดหายใจได้
และยังสัมผัสได้ถึงความร้อนใจและความรักที่มาจากเขา เฉินเสียนเขย่งเท้าเพื่อ
ทำให้ตัวเองสูงขึ้น มือข้างหนึ่งก็เกาะไว้ที่ไหล่ของซูเจ๋อ แล้วจูบเขากลับอย่างเร้า
ร้อน
383
ทั้งสองยืนจูบกันอยู่ท่ามกลางแสงเพลิงไฟ ในมือของทั้งคู่ยังถือดาบที่มีเลือด
กำลังรินไหลลงมา ภาพเหตุการณ์นั้น ทำให้ตกตะลึงแต่ก็งดงามอย่างมาก
เกาเหลียงที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง รู้สึกตกตะลึงงุนงง
เขาคิดไม่ถึงว่าพวกเขาทั้งสองคนที่ปกติไม่ค่อยจะแสดงความสามารถออกมา
ให้เห็น จะกลับเก่งกาจได้มากเช่นนี้ เขายิ่งคิดไม่ถึงว่าน้องชายคนที่ชื่อ “เฉิน
เซียน”ที่จริงแล้วเธอเป็นผู้หญิง
ใครจะคิดว่าทันใดนั้น เฉินเสียนจะหันมาด้วยหางตาที่แข็งทื่อ จ้องมองไปที่
เกาเหลียง ด้วยสายตาอาฆาตที่พร่างพราย และตะโกนใส่เขาว่า“คุกเข่า!”
ไม่รู้เพราะเหตุใด ด้วยจิตใต้สำนึกเกาเหลียงจึงนั่งคุกเข่าลงไป เวลานั้น เธอจึง
ยกดาบที่เต็มไปด้วยเลือดในมือให้บินออกไปที่ทหารที่เข้าโจมตีมาด้านหลังของ
เกาเหลียง
คล้ายกับสถานการณ์ที่เธอได้พบถํ้าโจรในภูเขากับซูเจ๋อครั้งแรก ขุนเขาเขียว
ยังคงไม่เปลี่ยน ยกดาบขึ้นตรงไปตรงมาอย่างแน่วแน่
แสงสว่างจ้าส่องเข้าตาทำให้เด็กชายหนุ่มสายตาพร่ามัว แม้แต่เลือดของทหาร
ที่เพิ่งถูกฆ่าพ่นอยู่ด้านหลังของเกาเหลียงนั้น เขาก็ยังไม่ได้สนใจ
เวลานั้นเฉินเสียนก็ดึงเขาให้ลุกขึ้นมา โดยไม่ได้ทอดทิ้งเขาไว้ เธอและซูเจ๋อ
พาเด็กหนุ่มคนนี้ผู้ซึ่งไม่มีกำลังแรงอันใด ฝ่าฟันท่ามกลางเหล่าทหารที่ต่อต้าน
ออกมาจากวงล้อมได้ในที่สุด
กองกำลังทหารในเขตใต้ที่ตั้งทัพเตรียมพร้อมสู้รบกับศัตรู จนในกระทั้ง เมื่อ
ได้เห็นร่างคนกำลังเดินออกมาจากเพลิงไฟอันลุกโชน ชายเสื้อที่ปลิ้วไสวพร้อมกับ
ลักษณะท่าทางที่สง่างาม
384
เหลียงชิงโจวยิ้มออกมาอย่างอบอุ่นแล้วเอ่ยว่า “ในที่สุดพวกเขาก็ออกมากัน
แล้ว”
เกาเหลียงไม่เคยคิดเลยว่า เขาจะกำลังเดินเข้าไปด้านหน้าเพื่อเผชิญกับ
กองทัพใหญ่ แม่ทัพที่ขี่อยู่บนม้าด้านหน้ากองทัพใหญ่ที่หนาแน่นและมืดมิด สวม
หมวกเหล็กและเสื้อเกราะ ดูสง่าองอาจกล้าหาญ ภายใต้แสงยามราตรี เขายังได้
เสียงหัวเราะของท่านทัพดังออกมา
จากนั้นท่านแม่ทัพก็โบกสะบัดธงบัญชาการทหาร ก้าวเท้าลงจากม้าอย่าง
องอาจแล้วก้าวเท้าเดินไปด้านหน้าของเฉินเสียนและคุกเข่าลง “แม่ทัพยินดี
ต้อนรับการกลับมาขององค์หญิงจิ้งเสียน!”
เหล่าทหารที่อยู่ด้านหลังก็พร้อมใจกันเปร่งเสียง“ยินดีต้อนรับการกลับมาของ
องค์หญิงจิ้งเสียน!”
เฉินเสียนโค้งตัวไปพยุงแม่ทัพโฮ้วให้ลุกขึ้น พูดด้วยนํ้าเสียงที่เรียบง่ายแต่
แฝงไปด้วยการให้เกีรติอย่างอย่างสง่ามงาม“แม่ทัพโฮ้วโปรดลุกขึ้น การที่ได้มีแม่
ทัพและเหล่าทหารมาร่วมเดินทางมาด้วยตัวกัน นั่นก็เป็นวาสนาของข้าเฉินเสียน
แล้ว”
เกาเหลียงที่ยังไม่ได้สติกลับมาอยู่ช่วงหนึ่ง
องค์หญิงจิ้งเสียนไม่ได้ถูกลือว่าถูกฝังศพอยู่ในทะเลเพลิงแล้วหรือ แต่เธอกลับ
ปลอมตัวเป็นทหารธรรมดาเพื่อแฝงกายอยู่ในค่ายทหาร และตอนนี้กองกำลังเสริม
ของราชสำนักก็ถูกเพลิงไฟแผดเผาจนล่มจม
คิดอย่างไรมันก็กลายเป็นปาฏิหาริย์อย่างไม่น่าเชื่อ
จากนั้นเหลียนชิงโจวก็เดินตามเข้ามาประสานมือคารวะเฉินเสียนและซูเจ๋อ
“เคารพองค์หญิง เคารพอาจารย์”
385
เป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้พบกับเหลียนชิงโจว เมื่อวันนี้ได้พบกันก็ไม่ได้รู้สึกว่า
เขาเป็นคนแปลกหน้า แต่ก็กลับรู้สึกสนิทสนมอย่างมาก
เฉินเสียนชำเลืองมองแล้วยิ้ม “จิ้งจอกเหลียน ไม่เจอกันเสียนานเลยนะ”
ซูเจ๋อพูด“ไปจัดการกับเหตุการณืนี้ก่อน กลับเข้าเมืองแล้วค่อยคุยกัน”เขาให้
เหลียนชิงโจวดูแลเกาเหลียง “จัดหาที่พักให้เขาให้เรียบร้อย”
เกาเหลียงคือคนที่เฉินเสียนช่วยชีวิตเอาไว้ หลังจากเสร็จเรื่องซูเจ๋อก็ส่งเขาให้
เฉินเสียนเป็นคนจัดการ ไม่ว่าจะอย่างไรเกาเหลียงก็เป็นคนที่พาซูเจ๋อให้ไปพบ
กับเฉินเสียนได้ทันเวลา
เพลิงไฟเผาไหม้เป็นเวลานาน จนในที่สุดค่ายทหารก็ไหม้เหลือแต่ซาก
ปรักหักพัง
กองกำลังทหารในเขตใต้ไม่ได้สังหารกองกำลังเสริม ยกเว้นเหล่าทหารที่ยังคง
ต่อต้านเลยต้องยับยั้งเอาไว้อย่างจำนน
สถาการณ์เพลิงไหม้นั้นดับลง เมื่อชำระสะสางซากปรักหักพังเสร็จเรียบร้อย
แล้ว จากนั้นกองทัพใหญ่ก็เคลื่อนทัพกลับเข้าเมือง เวลาก็ล่วงเลยเกินเที่ยงคืนไป
แล้ว
386