ข้าคือหงส์พันปี - บทที่ 697 ซูเจ๋อ อย่าไปได้หรือไม่
สายตาของเขาไม่หลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย และมองเฉินเสียนอย่างลึกซึ้งมา
โดยตลอด
บรรยากาศบนท้องพระโรงกดดันเป็นอย่างมาก องค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยเลย
เอ่ยปากกล่าวถามก่อน “ไม่กี่วันมานี้ท่านอ๋องรุ่ยไปไหนหรือ?”
ซูเจ๋อมองเฉินเสียนแล้วกล่าวตอบว่า “ไปล่าสัตว์พ่ะย่ะค่ะ”
เฉินเสียนแสยะริมฝีปากเยาะเย้ยขึ้น
เป็นอย่างที่คิดไว้ สองวันมานี้ที่รอเขากลับมาอย่างเหน็ดเหนื่อย สุดท้ายคล้าย
ดั่งเป็นเรื่องตลก
โดยคร่าวๆแล้วเขาไม่ได้สนใจว่าตนเองรอเขาอยู่หรือไม่
ต่อมาเหลียนชิงโจวได้เคลื่อนย้ายเหล้ามาบนท้องพระโรง แต่ละไหตั้งเรียก
รายอยู่บนท้องพระโรง ตามด้วยนางกำนัลแบ่งใส่กาเล็ก ส่งมอบไปตั้งบนโต๊ะของ
องค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยและขุนนาง
เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเรื่องไม่ดี นางกำนัลที่อยู่ข้างกายองค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ย
ได้ใช้เข็มเงินจุ่มลงไปในเหล้าเพื่อทดสอบ ไม่มีพิษ
เหลียนชิงโจวชูจอกขึ้นเคารพคารวะทุกคน หลังจากที่เหล้าจอกหนึ่งลงไปใน
ท้องแล้ว เหล่าขุนนางของเป่ยเซี่ยกล่าวชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่า “เป็นเหล้าที่ดี
จริงๆ!”
แน่นอนว่าเป็นเหล้าที่ดี มองดูพวกเขาดื่มไปเท่าไหร่แล้ว เมื่อก่อนเฉินเสียน
ดื่มเหล้าของเหลียนชิงโจวแล้วเคยเสียเปรียบด้วย
591
เหลียนชิงโจวกล่าวอย่างอบอุ่นว่า “เหล่าใต้เท้าทั้งหลายชื่นชอบก็ดื่มให้มาก
สักหน่อย”
เฉินเสียนมองเหล้าที่เต็มจอกวางอยู่บนโต๊ะ แม้ว่าเธออยากจะลิ้มลองรสชาติ
ของเหล้าเก่าแก่นี่สักหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สัมผัส ยกเพียงแค่ถ้วยนํ้าชาขึ้น
กล่าวกับเฮ่อโยวว่า “หากวันนี้พวกเจ้าสามารถทำให้ฝั่งตรงข้ามเมาล้มควํ่าได้
กลับไปต้าฉู่ข้าจะรางวัลให้อย่างมากมาย”
ผลสรุปหลังจากที่ผลักจอกแลกถ้วยกัน มีขุนนางเป่ยเซี่ยส่วนหนึ่งได้เมามาย
ไม่ได้สติไปแล้ว และยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ยืนหยัดดึงสติไว้อยู่
แน่นอนว่าการเข้าสังคมคบค้าสมาคมของเหลียนชิงโจวนั้นมีทักษะที่เยี่ยม
ยอด ความสามารถในการดื่มเหล้าก็ลํ้าเลิศ ตอนที่ฝั่งตรงข้ามเริ่มลิ้นคับปากพูดไม่
ชัด เขายังคงมีสติดังเดิม และหรี่สายตาจิ้งจอกคู่นั้นมอง
ขุนนางของเป่ยเซี่ยอดกลั้นไว้ไม่ไหวแล้ว ในที่สุดก็พูดถึงเรื่องการมาคืนดี
ปรองดองกันของต้าฉู่กับเป่ยเซี่ย
ในมือของเฉินเสียนเล่นถ้วยชาอยู่ กล่าวอย่างพิจารณาไตร่ตรองแล้วว่า
“เจริญสัมพันธไมตรีกับเป่ยเซี่ย ต้าฉู่ของข้าจะได้รับคุณประโยชน์อันใด?”
ประโยคเดียวทำให้ขุนนางเป่ยเซี่ยหยุดนิ่งไป
ขุนนางเป่ยเซี่ยรีบตั้งสติ กล่าวตอบว่า “ทั้งสองเมืองมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน
ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนไม่มี นี่เป็นการทำสิ่งที่ดีต่ออาณาปราชาราษฎร์
ของทั้งสองเมือง หากพูดว่ามีคุณประโยชน์อะไรที่ดี นั่นแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่อาณา
ปราชาราษฎร์สนับสนุน โหยหาปรารถนาให้ผนึกรวมกัน เพียงแค่อาณา
ปราชาราษฎร์สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมีความสุข ก็เป็นคุณประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่
แล้วพ่ะย่ะค่ะ ”
592
เฉินเสียนฟัง แล้วกระตุกริมฝีปากขึ้น กล่าวว่า “หลังจากที่อาณา
ปราชาราษฎร์ต้าฉู่ของข้าไม่ได้ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนไม่มีแล้วนั้น ยังคง
สงบมีความสุขเหมือนเดิม ไม่มีเรื่องที่ต้องกังวลใจพะว้าพะวัง แต่หลังจากที่
สัมพันธไมตรีของต้าฉู่กับเย่เหลียงดีแล้ว อาณาปราชาราษฎร์ของทั้งสองเมือง
แลกเปลี่ยนกันบ่อยมาก ส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ”
ขุนนางเป่ยเซี่ยกล่าวว่า “องค์จักรพรรดิแห่งต้าฉู่พักอยู่ที่เป่ยเซี่ยช่วงนี้ ก็เคย
เห็นอาณาปราชาราษฎร์ของเป่ยเซี่ยซื่อสัตย์สุจริตและสุภาพอ่อนโยนนุ่มนวล หรือ
ว่าองค์จักรพรรดิแห่งต้าฉู่ไม่อยากเห็นเล่าอาณาปราชาราษฎร์ของทั้งสองเมืองมี
นํ้าใจไมตรีรักใครฉันมิตรอย่างนี้ต่อไปหรือพ่ะย่ะค่ะ? เป่ยเซี่ยกับต้าฉู่เป็นสหายที่
ช่วยเหลือและเอื้อผลประโยชน์ต่อกันนะพ่ะย่ะค่ะ”
เย่ซวิ่นตอบกลับว่า “เหล่าอาณาปราชาราษฎร์เย่เหลียงของข้าซื่อสัตย์สุจริต
มีนํ้าใจไมตรีรักใคร่ฉันมิตรเป็นอย่างมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างเมือง จะมี
มิตรภาพตลอดไปที่ไหนกัน มีเพียงแค่ผลประโยชน์ตลอดไปหรอก”
เฉินเสียนหรี่ตามองแล้วชื่นชมเขาว่า “ข้าคิดว่าองค์ชายหกพูดถูกต้อง”
เย่ซวิ่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาท่านที กล่าวอีกว่า “อีกทั้งอาณาปราชาราษฎร์ของเป่ย
เซี่ยซื่อสัตย์สุจริต แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับต้าฉู่? ข้ามองว่าเป็นเพราะองค์จักรพรรดิ
แห่งต้าฉู่ปิดกั้นการค้าขายของทั้งสองเมือง ทำให้สินค้าของเป่ยเซี่ยขยับ
เคลื่อนไหวไม่ได้ และสินค้าของต้าฉู่เข้าไปไม่ได้อีก ยากที่จะทำให้เป่ยเซี่ยได้รับ
ผลประโยชน์? ข้าได้ยินมาว่าเป่ยเซี่ยของพวกท่านมีสถานที่จำนวนไม่น้อยเลยที่
เลี้ยงแกะเลี้ยงวัว หลังจากไหลเวียนถ่ายเทกับต้าฉู่น้อยลง ทำให้มีผลกระทบ
ค่อนข้างมาก”
593
ขุนนางเป่ยเซี่ยกล่าวด้วยความร้อนใจว่า “องค์ชายหกกำลังยุแหย่ ทนเห็น
เป่ยเซี่ยกับต้าฉู่เจริญสัมพันธไมตรีกันไม่ได้ แต่ทั้งสองเมืองมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อ
กัน มีความลึกซึ้งกันมาตั้งแต่อดีตแหล่งที่มามีบรรพบุรุษเป็นหลักฐานยืนยัน”
เย่ซวิ่นกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “บรรพบุรุษเป็นหลักฐานยืนยันอะไร
พูดมาฟังสิ”
เป็นไปอย่างที่คิดขุนนางเป่ยเซี่ยพูดอย่างคล่องแคล่วว่า “ที่ผ่านมาก็มีการ
เกี่ยวดองกันคือองค์หญิงเหวินเฉิงแต่งมาที่ต้าฉู่ เป็นแบบอย่างที่ดีของทั้งสอง
เมืองตลอดไป องค์หญิงเหวินเฉิงเป็นพระธิดาบุญธรรมขององค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ย
ยิ่งกว่านั้นเป็นเสด็จแม่แท้ๆขององค์จักรพรรดิแห่งต้าฉู่ เมื่อสมัยนั้นต้าฉู่เกิดความ
วุ่นวายภายใน หากไม่ใช่องค์จักรพรรดิของข้าตั้งทัพบริเวณชายแดนเพื่อทำให้
พวกทหารที่ก่อความวุ่นวายในต้าฉู่เกรงกลัว จะมีองค์จักรพรรดิแห่งต้าฉู่ที่ประสบ
ผลสำเร็จอย่างวันนี้มาได้อย่างไร? พอกล่าวมาเช่นนี้ ต้าฉู่กับเป่ยเซี่ยช่วยเหลือเอื้อ
ผลประโยชน์ซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ประคับประคองซึ่งกันและกัน ตอนนี้การ
คืนดีปรองดองกันเป็นการสืบสานอดีตที่เป็นมา ทั้งสองเมืองมีเพียงประโยชน์ไม่มี
การทำร้ายกันพ่ะย่ะค่ะ”
เย่ซวิ่นนำหัวข้อสนทนามาถึงขั้นนี้ เขายิ้มเจ้าเล่ห์เป็นอย่างมาก กล่าวว่า “อ้อ
เจ้าไม่พูดข้าก็ลืมเลย องค์จักรพรรดิแห่งต้าฉู่ยังมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกัน
เช่นนี้กับองค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยอยู่ด้วย หากไม่ว่ากันตามฐานะขององค์จักรพรรดิ
ของทั้งสองเมือง อิงตามการนับรุ่นในวงเครือญาติ องค์จักรพรรดิแห่งเป่ยเซี่ย
น่าจะเป็นพระอัยกาขององค์จักรพรรดิแห่งต้าฉู่สินะ?”
ขุนนางเป่ยเซี่ยกล่าวอย่างมั่นใจว่า “แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
เย่ซวิ่นมองไปทางซูเจ๋อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างชอบใจ เขาไม่สบายใจเป็น
อย่างมากกับสายตาที่ซูเจ๋อมองเฉินเสียนอยู่ตลอดเวลา กล่าวอีกว่า “เช่นนั้นท่าน
594
อ๋องรุ่ยเป็นลูกชายแท้ๆขององค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ย ตามการนับรุ่นในวงเครือญาติก็
เป็นน้าขององค์จักรพรรดิแห่งต้าฉู่นะสิ? น้าจ้องมองหลานสาวอยู่ตลอด ไม่
เหมาะสมใช่หรือไม่?”
เฉินเสียนหลุบตาขึ้น สบตากันกับซูเจ๋อชั่วประเดี๋ยวเดียว เลิกคิ้วขึ้นแล้วกล่าว
ถามว่า “บนใบหน้าของข้ามีสิ่งใดหรือ?”
เย่ซวิ่นตั้งใจมองใบหน้ของเธอเช่นกัน กล่าวว่า “ไม่มีนะ วันนี้น่าจะเป็น
เพราะองค์จักรพรรดิแห่งต้าฉู่มองซํ้าไปซํ้ามาแล้วไม่เบื่อ”
เฉินเสียนหัวเราะเยาะเย้ยขึ้น
บนใบหน้าของซูเจ๋อไม่มีอารมณ์แสดงออกมา งอนิ้วกอบกุมจอกเหล้าเปล่าที่
อยู่บนโต๊ะแล้วเคาะสองครั้ง นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างยกกาเหล้ามาด้านหน้า แล้วเท
เหล้าลงไปในจอกให้กับเขา
เฉินเสียนเห็นนิ้วมือเรียวขาวสะอาดของเขายกจอกเหล้าขึ้น ใบหน้าที่มี
รอยยิ้มอย่างเรียบเฉยก็เลือนรางจางหายไป
ตอนที่นํ้าเหล้าเข้าไปในปาก เฉินเสียนยังได้ยินเสียงของตนเองกำลังกล่าวว่า
“ท่านอ๋องรุ่ยป่วยหนักเพิ่งจะหาย ดื่มเหล้าแล้วเหมาะสมหรือ?”
ซูเจ๋อกล่าวว่า “มิเป็นไร เหมาะสมที่จะดื่มเหล้า สามารถหมุนเวียนเลือดพลัง
ในร่างกายไม่ติดขัด”
แต่เธอจำได้ว่าเขาไม่ดื่มเหล้า ในเมื่อเขาไม่ชอบ เหตุใดยังต้องไปสัมผัสมัน?
แต่บางทีอาจเป็นเมื่อก่อนไม่ชอบ ตอนนี้ชอบแล้ว
ครั้นแล้วเฉินเสียนเลยกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าใช้ชาแทนเหล้า อวยพรให้ท่านอ๋อง
รุ่ยหายเป็นปกติในเร็ววัน”
595
ซูเจ๋อเทเหล้าลงจอกที่สอง แต่ทว่าเลิกคิ้วกล่าวว่า “ใช้ชาแทนเหล้า?ข้าจำได้
ว่าองค์จักรพรรดิแห่งต้าฉู่ดื่มเหล้า”
เฉินเสียนหัวเราะ แล้วกล่าวว่า “ตอนที่อยู่คนเดียว ไม่ดื่มเหล้า”
“ตอนที่อยู่คนเดียวหรือ”นิ้วมือของซูเจ๋อชะงัก ทันทีหลังจากนั้นยกจอกเหล้า
ขึ้น นํ้าเหล้าลงคอ เขากล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “เหล้านี้รสชาติไม่เลวนะ”
แต่ทว่าเฉินเสียนมองแล้วเจ็บปวดหัวใจ เธออดไม่ได้ที่จะนึกถึงเมื่อก่อนตอน
ที่เธอปกป้องไม่ให้คนอื่นบีบบังคับเขาดื่มเหล้ามอมเหล้าเขา เธอรักและคำนึงถึง
ร่างกายของเขา รักและคำนึงถึงความชอบของเขา แล้วเหตุใดเขาถึงไม่รักและ
คำนึงตนเอง?
เย่ซวิ่นกล่าวอีกว่า “เมื่อครู่พูดถึงไหนแล้ว? อ้อ พูดถึงตอนที่ว่าองค์จักรพรรดิ
แห่งต้าฉู่ควรจะเรียกท่านอ๋องรุ่ยว่าน้า แต่นี่เหมือนว่าองค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยกับ
องค์จักรพรรดิต้าฉู่มีความแค้นกันมาก่อน เพราฉะนั้นตอนนี้ถึงได้พูดถึงเรื่องอะไร
นะองค์หญิงเกี่ยวดอง ใช่หรือไม่ว่าเชยเกินไปแล้ว? องค์หญิงที่เกี่ยวดองท่านนั้น
ก็เป็นเสด็จแม่ขององค์จักรพรรดิแห่งต้าฉู่ ไม่ใช่ว่าสิ้นพราชนม์ไปนานแล้วหรือ
อย่างไรคนก็ไม่สามารถนึกถึงสิ่งที่ผ่านไปอยู่ตลอด อยากจะดูต้องดูปัจจุบันทันที”
ขุนนางเป่ยเซี่ยไม่เห็นด้วย กล่าวว่า “ต่อให้เป็นสหายเก่าก็นับว่าเป็นสหาย
นั่นก็เป็นบุคคลที่เป็นประจักษ์พยานรู้เห็นความเป็นมิตรสหายของทั้งสองเมือง !
จะยอมให้บุคคลภายนอกมาพังทลายได้อย่างไร!”
เย่ซวิ่นกล่าวว่า “แต่ตอนนี้ที่เกี่ยวดองกับต้าฉู่เหมือนว่าจะไม่ใช่เป่ยเซี่ย แต่
เป็นเย่เหลียง เป็นมิตรสหายที่ดีกับต้าฉู่ก็คือเย่เหลียง”เขายิ้มแล้วเข้าใกล้ตัวของ
เฉินเสียน กล่าวว่า “ข้ากับองค์จักรพรรดิแห่งต้าฉู่อารมณ์ผูกพันลึกซึ้งและยาวไกล
เมื่อเทียบกับพวกท่านเป่ยเซี่ยที่เป็นญาติบุญธรรมตามความชอบธรรมน่าจะมั่นคง
จริงจังกว่า”
596
เฉินเสียนหนวกหูจนปวดหัว กล่าวอย่างไม่สนใจว่า “ในเมื่อเป็นเรื่องใหญ่ของ
ทั้งสองเมือง จะสามารถพูดตัดสิ้นชี้ขาดกันง่ายๆบนโต๊ะเหล้าได้อย่างไรกัน หาก
องค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยมีใจ รอหลังจากที่ข้ากลับต้าฉู่แล้ว สามารถแต่งตั้งส่ง
ราชทูตมาคุยกับข้าได้”
ขุนนางเป่ยเซี่ยทอดถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดูอย่างนี้แล้วยังมีโอกาส
แต่ทว่าสีหน้าของเย่ซวิ่นเปลี่ยน หากว่าต้าฉู่กับเป่ยเซี่ยเริ่มมีสัมพันธ์กันทาง
ทูตอีกครั้ง นั่นเป็นการไม่เอื้อผลกับเย่เหลียงเลย
ผู้ใดก็ไม่รู้ความคิดที่อยู่ในใจของเฉินเสียน หากไม่มาที่นี่ล่ะก็ เธออาจจะไม่มี
ทางเจริญสัมพันธไมตรีกับเป่ยเซี่ยอย่างแน่นอน เพราะว่าเธอมีเจตนาที่เห็นแก่ตัว
อยู่ เธอมีจุดมุ่งหมาย
เจตนาที่เห็นแก่ตัวของเธอคิดว่า หลังจากที่เธอใช้อำนาจบีบบังคับเป่ยเซี่ย
จนถึงระดับที่แน่นอนแล้ว เธอสามารถทำให้เป่ยเซี่ยจำใจต้องเห็นด้วย และให้ซู
เจ๋อกลับมาที่ต้าฉู่
หากสุดท้ายซูเจ๋อยังเลือกที่จะอยู่ที่เป่ยเซี่ยล่ะก็ เธอทำเพื่อสิ่งที่ดีต่อเขาได้
จริงๆ ไม่มีทางที่จะโต้แย้งและแย่งชิงอีก อยากให้เขาสบายดี ก็ต้องทำให้เป่ยเซี่ย
สงบสุข เธอยินยอมที่จะเป็นมิตรสหายที่ดีกับเป่ยเซี่ยในช่วงที่มีชีวิตอยู่
แต่พอจิตใจว้าวุ่น ตรงหน้าก็มืดดับลงทันที
เฉินเสียนเปิดเปลือกตาขึ้น เห็นซูเจ๋อยืนอยู่ด้านหน้าโต๊ะของเธอ ซูเจ๋อจ้อง
มองเธออย่างลึกซึ้ง แต่ทว่ากล่าวกับซูเซี่ยนที่อยู่ด้านข้างว่า “อาเซี่ยน เปลี่ยนสลับ
ที่กัน”
ซูเซี่ยนกำลังจะลุกขึ้น เฉินเสียนกล่าวว่า “ฝั่งตรงข้ามเป็นที่นั่งคนของเป่ย
เซี่ย เจ้าก็อยากจะไปนั่งหรือ?”
597
ซูเซี่ยนคิดแล้วคิดอีก เงยหน้ามองซูเจ๋อแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ไปนั่งฝั่งตรงข้าม
แต่สามารถถอยให้ท่านพ่อได้ครู่หนึ่ง”
ก่อนที่เฉินเสียนจะเอื้อมมือไปรั้งซูเซี่ยน ร่างน้อยของซูเซี่ยนก็ถอยไป
ด้านหลังอย่างว่องไว้แล้ว หลังจากนั้นอ้อมผ่านเย่ซวิ่น เบียดไปที่โต๊ะของเฮ่อโยว
กับเหลียนชิงโจว
ซูเจ๋ออ้อมผ่านมุมโต๊ะของเฉินเสียน นั่งลงข้างเธออย่างสงบ
บนตัวของเขามีกลิ่นอายที่ชุ่มฉํ่าเล็กน้อย กลิ่นหอมอ่อนๆของไม้กฤษณารวม
คละคลุ้งกันกับความหอมของเหล้า เป็นความรู้สึกที่พูดอธิบายออกมาไม่ได้ คล้าย
ดั่งมีรสชาติอารมณ์ทะลวงเข้าไปในสัมผัสทั้งห้าของเธอ
มือที่อยู่ใต้โต๊ะยืนออกมาทันใดนั้นได้จับที่มือของเฉินเสียนไว้ เธอหลบหลีก
ไม่ทัน ถูกคุมกดไว้บนหัวเข่าของตนเอง
เฉินเสียนเม้มริมฝีปาก ออกแรงดิ้นรนอยู่ใต้โต๊ะ ดิ้นรนสะบัดไม่หลุด เขากลับ
กอบกุมแน่นขึ้น แต่ทว่าใบหน้านิ่งสงบราวกับไม่มีอะไร
เฉินเสียนกล่าวเสียงทุ้มตํ่าว่า “ท่านอ๋องรุ่ยกรุณาระมัดระวังการกระทำของ
ตนเองด้วย”
ซูเจ๋อกล่าวว่า “อืม ข้าทำไม่เป็น ท่านสอนข้าหน่อยสิ”
เฉินเสียนก็เลยใช้มืออีกหนึ่งข้างของเธอเอื้อมเข้าไปใต้โต๊ะ ทั้งสองมือออก
แรง พยายามที่จะหลุดจากเขา
ผลสรุปมือของทั้งสองคนที่อยู่ใต้โต๊ะต่างฝ่ายต่างต่อต้านกันขึ้นมา ต่อสู้กัน
อย่างลับๆ อาหารที่อยู่บนโต๊ะมีเสียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อย แต่ยังไม่ได้ดึงดูด
ความสนใจของคนหมู่มาก
598
ต่อมาเฉินเสียนเห็นเขาพัวพันตอแยไม่หยุด รู้หากว่าหากไม่แข็งแกร่งสัก
หน่อยนั้นก็หลุดออกจากเขาไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้เลยเอาจริงเอาจัง มือสลับกันไป
มา อยู่ในขอบเขตบริเวณโต๊ะเล็ก มีการใช้ฝ่ามือกำปั้นเกิดขึ้น
น่าขบขันนะ ชายผู้นี้ สูญเสียความทรงจำก็สูญเสียไปแล้ว แต่ทว่าฝีมือการ
ต่อสู้ไม่ได้เลือนหาย
แรงกำลังและการเคลื่อนไหวบนมือของเขา หยุดยั้งเธอได้ทุกที่
เห็นอาหารบนโต๊ะยิ่งมีการสั่นสะเทือนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ค่อยๆดึงดูด
สายตาของผู้คนบนท้องพระโรง มองการเคลื่อนไหวบริเวณโต๊ะที่ไม่มีทีท่าจะหยุด
อยู่อย่างเงียบๆไร้การเปล่งเสียงออกมา
จนถึงตอนสุดท้าย ฉับพลันพลังแรงที่ไม่สามารถควบคุมได้ คิดไม่ถึงว่าทั้ง
สองคนนี้จะทำให้โต๊ะที่อยู่ด้านหน้าพลิกควํ่าลง
คนหนึ่งเก็บงำซ่อนไว้อย่างมิดชิด คนหนึ่งโมโหจนจะระเบิดออกมา
เฉิยเสียนหัวเราะแล้วมองซูเจ๋อ หางตาแดงกํ่า กัดฟันกรอดกล่าวว่า “เป็นข้าที่
คิดไม่ถึง คิดไม่ถึงว่าท่านอ๋องรุ่ยจะไร้เหตุผลเยี่ยงนี้”
ซูเจ๋อกล่าวว่า “วันนี้เพิ่งจะมาทำให้ท่านพบเจอได้ ข้าก็เสียใจอย่างมาก”
”
เฉินเสียนกล่าวว่า “ทุกคนมองอยู่ อย่างไร ท่านจะจับข้าไม่ปล่อยถึง
เมื่อไหร่?”ในดวงตาของเธอดื้อรั้น ยั่วยุซูเจ๋อโดยการกระตุกริมฝีปากแดงฉํ่าแล้ว
หัวเราะ กล่าวว่า “หรือว่าต้องการให้ข้าเรียกท่านอ๋องรุ่ยว่าน้าจริงๆ ท่านอ๋องถึงจะ
ยอมวางมือยุติเรื่องราวใช่หรือไม่? ”
599
ซูเจ๋อหรี่ตามอง แววตาอึมครึมมองเธอ ไม่รู้เป็นแสงไฟสาดสะท้อนหรือว่า
ภายใต้แววตาของเขานั้นมีเปลวไฟปะทุขึ้นมา ราวกับว่าช่วงเวลาถัดไปก็จะแผด
เผาลุกโชนขึ้นมา นำเธอกลืนกินเข้าไป
ซูเจ๋อกล่าวเสียงทุ้มตํ่าแหบพร่าว่า “ท่านกล้าเรียกก็ลองดู”
เฉินเสียนยิ้มเยาะเย้ย กล่าวว่า “นี่ ข้าทำไมจะไม่กล้า ท่านอ๋องรุ่ยคิดว่าข้า
กลัวท่านหรือ ”เธอจ้องมองแววตาของเขา เธอรวบรวมกำลังแสนยานุภาพ
ทั้งหมดของตนเองขึ้นมา ไม่อยากให้เขาเห็นตนเองอ่อนแอแม้แต่น้อยอีกแล้ว เธอ
เผยอริมฝีปากเล็กน้อย ยิ้มแล้วกล่าวว่า “น้า.…….”
แต่ทว่า พูดออกมาได้แค่คำเดียว ท้องพระโรงก็เงียบวังเวง ตามมาด้วยเสียง
หอบแฮกเป็นระยะ
คำที่เหลือนั้น เฉินเสียนพูดไม่ออก เธอพยายามออกแรงเบิกตาจ้องมอง แม้ว่า
จะเป็นคำพูดที่ตัดสินใจแน่แน่วแล้ว สุดท้ายก็ถูกซูเจ๋อนำทั้งหมดอุดไว้ในลำคอ
เธอแข็งทื่อทั้งตัว
คิดไม่ถึงว่าซูเจ๋อจะเปิดเผยต่อสาธารณะชนคนมากมายเช่นนี้ เขาเอนเอียงตัว
มาทันที ใช้มือข้าหนึ่งจับประคองท้ายทอยของเฉินเสียน ก้มศีรษะเอียงลงปลาย
จมูกเธอ แล้วจูบอย่างดื่มดํ่าดุเดือดบ้าคลั่ง
ขุนนางทั้งหมดของเป่ยเซี่ยตะลึงงันแข็งทื่อราวกับหุ่นไก่ แม้แต่องค์
จักรพรรดิเป่ยเซี่ยที่อยู่บนบัลลังก์มังกรยังตะลึงงันอยู่เนิ่นนานจนพูดไม่ออก
คล้ายดั่งว่าเฉินเสียนใช้แรงกำลังทั้งหมดที่มี ถึงผลักเขาออกได้ กล่าวออกมา
ด้วยนํ้าสั่นเครือว่า “ท่านบ้าไปแล้วหรือ!”
จนกระทั่งมือที่สั่นเทาไม่มีแรงของเธอลูบสัมผัสกลิ่นอายบริเวณริมฝีปากที่
เขาฝากฝัง และก็ถูกซูเจ๋อจับไว้
ซูเจ๋อออกแรงดึงให้เธอลุก นิ้วมือเรียวยาวจับที่ข้อมือของเธอแน่น แล้วลาก
เธอออกไปด้านนอกท้องพระโรง กล่าวว่า “ท่านบอกว่าบ้า เช่นนั้นก็บ้าแล้วแหละ”
600