ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1042 ทักษะกระบี่นับพัน
บทที่ 1042 ทักษะกระบี่นับพัน
“ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใด?” จีปอฉางถามด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน
“จ้าวอู่เจียงหรือก็คือจ้าวอู่หยาง เขาพากู้เหนียนหยวนจากสำนักเติมฟ้าไปยังชั้นที่สามสิบเอ็ด น่าจะไปที่ดินแดนของราชาหมาป่าเลือดแดง”
ทหารรับใช้ตอบอย่างนอบน้อม
“ส่วนจ้าวอู่เลี่ยงกับพวกเผ่าจิ้งจอกชิงชิวและหลี่ฉวนจวิน อยู่ที่ชั้นสิบสี่พ่ะย่ะค่ะ!”
“ดี…” จีปอฉางยกยิ้ม “ดีมาก รีบออกเดินทางไปยังชั้นที่สิบสี่ก่อน จับตัวจ้าวอู่เลี่ยงให้ได้ แม้จ้าวอู่หยางจะซ่อนตัวอยู่ในชั้นที่สามสิบเอ็ดก็ไร้ประโยชน์! ใช้จ้าวอู่เลี่ยงข่มขู่ จ้าวอู่หยางย่อมไม่มีทางเมินเฉยและปล่อยให้เขาตาย!”
“องค์ชายทรงปราดเปรื่องนัก!” ทหารหน่วยกล้าตายประจบ
“ออกเดินทาง!” จีปอฉางเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
……
วิชากระบี่ของจ้าวอู่เจียงเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า นับพันนับหมื่นครั้ง
แทง ชัก เสียบ หมุน บิด ดึง…
ดวงตากู้เหนียนหยวนเป็นประกายระยับดั่งคลื่นน้ำ ถอนหายใจขอความเมตตาพลางบอกว่าไม่เรียน ไม่เรียนแล้ว
แต่ทุกครั้งที่จ้าวอู่เจียงหยุดสอน นางก็จะกระโดดเกาะติด้ขา แล้วบอกว่าจะตั้งใจเรียนให้ดี
กระบวนท่าถูกใช้อย่างต่อเนื่อง
หมัดผสม
มือขโมยเคล็ดวิชา
ลิ้นยักษ์เฆี่ยนตี
จับกุมไร้ดับสูญ
เติบโตอย่างบ้าคลั่ง
ทะลวงดุดัน
มังกรยักษ์พุ่งชน
จังหวะสังหาร
พลังงานถาโถม
ปิดฉากอย่างสมบูรณ์
เหี่ยวเฉา
สงบนิ่งมั่นคง
แล้วใช้กลอุบายเดิมอีกครั้ง
ใช้อุบายเดิมอีกครั้ง
อุบายเดิมอีกครั้ง…แต่ไม่อาจทำได้แล้ว
อาจเป็นเพราะสังหารศัตรูมามาก หรืออาจเพราะเหนื่อยล้าเกินไป
จ้าวอู่เจียงหลับใหลไปโดยไม่รู้ตัว
เขาเข้าสู่ห้วงฝัน เป็นความฝันที่ยาวนานและคุ้นเคยอยู่บ้าง
เขาฝันว่าตนเองได้แต่งงานกับฮ่องเต้หญิงเซวียนหยวนจิ้ง อย่างถูกต้องตามประเพณี
เกี้ยวแปดคนหาม ผู้คนนับพันมาต้อนรับ แขกเหรื่อมากมายนั่งเต็มงาน
ข้ารู้สึกเหมือนเคยเห็นทุกอย่างนี้มาก่อนที่ไหนสักแห่ง
จิ้งเอ๋อร์สวมชุดสีแดงสดดั่งแสงอาทิตย์ ผูกด้วยแถบผ้าไหมดูเหมือนว่าจะถึงคืนวิวาห์อีกครั้ง
จิ้งเอ๋อร์คลายผม เส้นผมดำสลวยไหลลงดั่งน้ำตก หญิงสาวผู้งดงามราวกับวิญญาณแห่งรัตติกาล ยามนี้ช่างดูประหนึ่งคลื่นน้ำที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่อง ทั้งงดงามและเร่าร้อน
อาภรณ์สีแดงเพลิงขับเน้นรูปร่างของจิ้งเอ๋อร์อย่างงดงาม เส้นสายโค้งเว้าอันเย้ายวนใจ วาดภาพงเงามยากจะบรรยาย แดงอาทิตย์อรุณสะท้อนหิมะ แดงดั่งแสงสนธยาสะท้อนผิวน้ำ แดงไปถ้วนทั่ว แดงจนแก้มของจิ้งเอ๋อร์ แดงจนดวงตาของทั้งสองคน
จ้าวอู่เจียงได้ยินเสียงคำนับครั้งแรก คำนับฟ้าดิน เขานึกถึงการพบกับฮ่องเต้หญิงครั้งแรก…เจ้าข่มขู่ข้า ข้าข่มขู่เจ้า
พอได้ยินเสียงคำนับครั้งที่สอง คำนับบิดามารดา ราวกับได้ยินเสียงถอนหายใจของอาสามที่สิ้นใจไปแล้วจากสวรรค์
ได้ยินเสียงคู่สามีภรรยากำลังคำนับกัน เขากับเซวียนหยวนจิ้งคุกเข่าอยู่ตรงหน้ากัน ดวงตาเต็มไปด้วยภาพของอีกฝ่าย ความรู้สึกอ่อนหวานละมุนละไม ความทรงจำในอดีตราวกับสายฝนที่โปรยปรายหนักหน่วงแล้วค่อย ๆ ซาลง
คนสองคนคำนับกัน หมอบกราบสาบานให้คำมั่นสัญญาตลอดชีวิต จนเหลือเพียงชายหญิงโดดเดี่ยวอยู่ในความกว้างใหญ่ของตำหนักหย่างซิน
เขากับจิ้งเอ๋อร์นั่งอยู่ขอบเตียง จับมือกัน ความอบอุ่นในฝ่ามือราวเผาไหม้ซึ่งกันและกัน ค่อย ๆ เร่าร้อนขึ้นเรื่อย ๆ
ชายหญิงไร้วาจาเอื้อนเอ่ย
เขารู้สึกว่าบางอย่างไม่ถูกต้อง ราวเคยเจอสถานการณ์คล้าย ๆ แบบนี้มาก่อน เขาพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกสับสนอยู่บ้างห้องหอขนาดเล็ก แสงเทียนเย็นชา จิ้งเอ๋อร์สวมชุดแต่งงานสีแดงสด เอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า
“อู่เจียง ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ราวกับว่าข้าได้ฝันถึงดอกไม้ใต้แสงจันทร์”
มือของเขาโอบเอวของจิ้งเอ๋อร์อย่างอ่อนโยน พูดอย่างเก้อเขินว่า
“ใช่แล้ว”
จิ้งเอ๋อร์เขินอายน่าเอ็นดู ทันใดประตูใหญ่ของตำหนักหย่างซินก็ถูกใครบางคนพังเข้ามา
ปัง!
ผู้บุกรุกสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า
จ้าวอู่เจียงมองไม่เห็นใบหน้าของผู้มาเยือนได้อย่างชัดเจน
ผู้มาเยือนสวมเสื้อคลุมสีดำ พอเข้ามาได้ก็แทงหอกยาวมาอย่างรวดเร็ว
หอกยาวทะลวงทรวงอกของเซวียนหยวนจิ้ง ชุดแต่งงานสีแดงสดเข้มขึ้นด้วยเลือดเหนียวข้น
“ไม่!”
จ้าวอู่เจียงสะดุ้งลืมตา หอบหายใจหนัก
ยังดีที่เป็นเพียงความฝัน
แต่ไม่นานเขาก็ตระหนักได้ ตอนนี้เขาบรรลุขั้นจักรพรรดิแล้ว โดยทั่วไปจะไม่ฝัน
การฝันอย่างกะทันหัน แน่นอนว่าต้องเป็นลางบอกเหตุ
เขาลุกพลันขึ้น สวมใส่อาภรณ์ กำชับกู้เหนียนหยวนและเสี่ยวไป๋ไม่กี่คำ แล้วมุ่งหน้าไปยังชั้นที่สิบสี่
หลี่ฉวนจวินกำลังฝึกกระบี่อยู่ที่นั่น
หลินหลางกับจิ้งเอ๋อร์ต่างก็อยู่ชั้นที่สิบสี่เช่นกัน