ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1046 ความจริงในวัดโบราณอันน่ากลัว
บทที่ 1046 ความจริงในวัดโบราณอันน่ากลัว
หน้าประตูใหญ่ของวัดโบราณแขวนโคมไฟขนาดใหญ่สองดวง โคมไฟมเรืองแสงสีเหลืองสลัว แม้แสงไม่พอ แต่ก็อาบไล้จนรอบ ๆ กลายเป็นสีเหลือง
“นายน้อย นี่ไม่ใช่วัดหรอกหรือ? ทำไมสถานที่ของพุทธศาสนาถึงมียันต์ของลัทธิเต๋าได้?” จูกัดเจี่ยเว่ยถามด้วยความสงสัย เขาเข้าไปใกล้เสาประตูเพื่อสังเกตอักขระยันต์ที่ซับซ้อนบนเสา
อักขระสีแดงสดน่าขนลุกภายใต้แสงโคม สีแดงเก่าคร่ำคร่าตามกาลเวลา
ดวงตาของจูกัดเซี่ยวไป๋ดำขาวชัดเจน ใสกระจ่างเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้เขายังไม่ได้เข้าใกล้วัดโบราณ แต่ก็รู้สึกถึงบรรยากาศอันน่าขนลุกที่ไม่ธรรมดาแล้ว
เขายิ้มอย่างอ่อนโยนและอธิบายอย่างใจเย็น “จูกัดเจี่ยเว่ย จงคิดดูว่าคาถาอาคมมีประโยชน์อะไรบ้าง แล้วลองนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน ดูว่าประโยชน์ใดมีความเป็นไปได้มากที่สุด เช่นนั้นก็จะสามารถคาดเดาได้ว่าอะไรอาจจะเกิดขึ้น”
จูกัดเจี่ยเว่ยสังเกตคาถาอาคมอย่างละเอียด ครุ่นคิดไม่หยุด แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า
“มีทั้งเพิ่มพลังให้ตัวเอง ให้ชีวิตแก่วัตถุภายนอก เผาไหม้เพื่อสร้างพลังปราณ ติดต่อกับวิญญาณแห่งฟ้าดิน หรือเผาทำลายบางสิ่ง…”
“มีพลังในการผนึก อืม…ยังมี อา ควบคุมบางสิ่ง?”
“อืม ข้าขอคิดดูก่อน…”
เขาประคองศีรษะเล็ก ๆ ด้วยมือทั้งสองข้าง ย่อตัวลงข้างประตูใหญ่ ครุ่นคิดอย่างจริงจัง
สิ่งที่แปลกคือ การมาถึงของนายบ่าวทั้งสอง แม้จะเสียงดัง แต่ภายในวัดกลับไม่มีใครออกมาตรวจสอบ และภายในก็ไม่มีเสียงสวดมนต์แม้แต่น้อย มีเพียงเสียงลมหวีดหวิว ราวกับเสียงร่ำไห้ของนกเค้าแมว
“ข้าเข้าใจแล้ว มันคือผนึก พวกลัทธิเต๋าได้ทิ้งผนึกไว้หน้าประตูวัด” เพียงชั่วลมหายใจง จูกัดเจี่ยเว่ยก็เข้าใจแล้ว เขายืนขึ้นอย่างตื่นเต้น
“นายน้อย ข้างในต้องมีปีศาจร้ายที่ทรงพลังมาก ๆ ถูกผนึกอยู่แน่เลยใช่ไหมขอรับ?”
จูกัดเซี่ยวไป๋พยักหน้าช้า ๆ แล้วอธิบายอย่างละเอียดว่า “ในโลกนี้ปีศาจและภูตผีที่บริสุทธิ์แท้นั้นมีอยู่น้อยนัก”
“ส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่พวกเราเรียกว่าปีศาจและภูตผีก็คือมนุษย์หรือสัตว์ที่มีจิตวิญญาณ ซึ่งเพราะเหตุการณ์บางอย่าง ทำให้พวกมันหลงผิดหรือละเมิดหลักศีลธรรมที่เคยยึดถือในใจ แล้วเดินสวนทาง ถูกกลืนกินด้วยความคิดจิตใจชั่วร้าย จนกลายเป็นเช่นนั้น”
“ปีศาจและภูตผีประเภทนี้ บางตนยังคงมีความดีงามหลงเหลืออยู่ในใจ บางตนสูญเสียความดีงามไปหมดสิ้น เหลือเพียงความดื้อรั้นและโหดร้าย บางตนน่าสงสาร บางตนน่าชัง”
“แล้วนายน้อย ปีศาจและภูตผีในวัดน่าสงสารหรือน่าชังขอรับ?” จูกัดเจี่ยเว่ยเงยหน้าน้อย ๆ ขึ้นมา
จูกัดเซี่ยวไป๋มองด้วยแววตาลึกล้ำ ส่ายหน้าพลางยิ้ม “มีทั้งหมด แต่ยังมีสิ่งที่น่าเสียดาย…”
จูกัดเจี่ยเว่ยไม่เข้าใจว่าสิ่งที่น่าเสียดายที่นายน้อยพูดถึงคืออะไร เขาเห็นเพียงนายน้อยเดินเข้าไปข้างใน จึงรีบก้าวตามไปติด ๆ
ในความมืดของราตรี แสงสว่างภายในวัดโบราณมีไม่มากนัก มีเพียงแสงไฟสลัวสีเหลืองอำพันที่ยังคงส่องสว่างให้กับดินแดนพุทธเล็ก ๆ แห่งนี้
ทันทีที่ก้าวเข้าประตูใหญ่ของวัด สิ่งที่เห็นคือศาลาหลายหลังและต้นไม้โบราณต้นหนึ่ง
ต้นไม้โบราณแข็งแรงมาก ในความมืดมองเห็นเพียงเงาร่างเลือนราง ลำต้นหนาใหญ่ คาดว่าต้องใช้คนอย่างน้อยหกเจ็ดคนงโอบจึงรอบ
กิ่งก้านยืดยาวขึ้นไปไม่สิ้นสุด ใบไม้เขียวชอุ่มโบกพลิ้วเบา ๆ ในความมืด หากจ้าวอู่เจียงอยู่ที่นี่ เขาจะต้องพบว่าเขาเคยมาที่นี่มาก่อน ภายใต้การชี้นำของนักบวชน้อยในตอนนั้น เขาถึงได้รู้ถึงสายเชิดหุ่น
จูกัดเซี่ยวไป๋พบว่า ที่ตำแหน่งประมาณสองจั้งเหนือพื้นดินของต้นไม้แห่งเรื่องราว มีเถาวัลย์จำนวนไม่น้อยพันอยู่
เถาวัลย์พันกันไปมาไม่หยุด และยืดยาวออกไปสองทิศทาง ดูคล้ายตาข่ายที่ถักทอจากเถาวัลย์สองเส้น เชื่อมต่อระหว่างหอประธานและหอข้าง ๆ
ในคืนที่มืดมิดไร้แสง ทุกสิ่งรอบข้างดูเหมือนจะบิดเบี้ยว ราวเป็นเงาผีวูบไหว รู้สึกเหมือนจะปีศาจไร้ศีรษะโผล่พรวดพราดออกมาจากทั่วทุกสารทิศ
ดังนั้น แม้จะมีนายน้อยอยู่ข้าง ๆ แต่จูกัดเจี่ยเว่ยก็กลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งที่ตัวเขาเองก็เป็นปีศาจ
วัดโบราณอันกว้างใหญ่กลับมีแสงไฟเพียงน้อยนิด ทั้งยังไร้เสียงสวดมนต์ มีเพียงเสียงใบไม้งสวบสาบ ทำให้ขนลุกขนพอง