ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1071 การต่อสู้ทางการเมือง
บทที่ 1071 การต่อสู้ทางการเมือง
เมื่อคำพูดที่เต็มไปด้วยความโกรธของจูกัดเซี่ยวไป๋ดังขึ้น ริมฝั่งแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดเสียงอึกทึกครึกโครม
ผู้คนทั้งหลายต่างมองไปที่จูกัดเซี่ยวไป๋และเยว่ปู้ฝานด้วยความตกตะลึง
พวกเขาเข้าใจดีถึงความหมายของคำพูดของจูกัดเซี่ยวไป๋
หากว่าหอสมบัติหมื่นวัตถุตัดขาดความร่วมมือทั้งหมดกับสำนักเมตตาธรรมจริง ๆ เพราะเยว่ปู้ฝาน เช่นนั้นเยว่ปู้ฝานก็จะกลายเป็นคนบาปมหันต์ของสำนักเมตตาธรรม และจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากสำนักเมตตาธรรมอีกต่อไป
หากคำพูดรุนแรงเช่นนี้เป็นคนอื่นพูดอาจจะไม่มีอิทธิพลอะไรมากนัก แต่ผู้ที่กล่าวคำพูดอันโหดร้ายเช่นนี้ก็คือจูกัดเซี่ยวไป๋
จูกัดเซี่ยวไป๋ ในฐานะทายาทคนหนึ่งของตระกูลจูกัดแห่งหอสมบัติหมื่นวัตถุ เขาย่อมมีอำนาจเช่นนี้
ทายาททั้งหมดของตระกูลจูกัดมีโอกาสชี้ตายสามครั้งในชีวิต สามารถสั่งให้หอสมบัติหมื่นวัตถุยุติความร่วมมือทางธุรกิจทั้งหมดกับบุคคลนั้นได้
แต่เงื่อนไขก็คือ ต้องไม่ใช่การกระทำโดยไร้เหตุผล จำเป็นต้องมีเหตุผลที่ได้รับการยอมรับจากคณะผู้ตัดสินใจของหอสมบัติหมื่นวัตถุ
เช่นในตอนนี้ เยว่ปู้ฝานเหมือนจะโกรธและอับอายจนลงมือใส่จูกัดเซี่ยวไป๋ถึงสองครั้ง จูกัดเซี่ยวไป๋สามารถใช้อำนาจของตนเองในการจัดการกับเยว่ปู้ฝานได้อย่างแน่นอน แต่ก็ยากที่จะทำให้หอสมบัติหมื่นวัตถุและสำนักเมตตาธรรมตัดขาดความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
แต่นี่ก็ยังคงทำให้เยว่ปู้ฝานรู้สึกอับอายอย่างที่สุด วันนี้หากไม่มีการพลิกสถานการณ์ เยว่ปู้ฝานจำเป็นต้องให้คำอธิบายแก่จูกัดเซี่ยวไป๋ มิฉะนั้นหลังจากกลับไป เขาจะต้องถูกลงโทษตามกฎของสำนักอย่างแน่นอน
ทุกคนต่างมีความคิดแตกต่างกันไป เยว่ปู้ฝานกำลังจะโกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยประกายเย็นชาและความมุ่งร้ายจนแทบจะกลายเป็นรูปธรรม กำปั้นที่เขากำแน่นอยู่ในแขนเสื้อสั่นไม่หยุด
เขาเอ่ยเสียงทุ้มว่า
“จูกัดเซี่ยวไป๋ เมื่อครู่ตั้งใจเข้ามาใกล้ข้า พูดคำหยาบคายน่ารังเกียจ ข้าถึงได้ลงมือกับเจ้า พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นผู้มีปัญญา พฤติกรรมจอมปลอมเช่นนี้ของเจ้า พวกเขาจะไม่เห็นได้อย่างไร?”
“แล้วการลงมือครั้งที่สองของเจ้าเล่า?” จูกัดเซี่ยวไป๋ผมเผ้ายุ่งเหยิง รอยเลือดที่มุมปากยังไม่ได้เช็ดออก เขาจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา
เยว่ปู้ฝานกล่าวเสียงเย็น
“นั่นคือการลงโทษที่เจ้าใส่ร้ายป้ายสีหวังซีซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
ผู้คนรอบข้างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ต่างหันไปมองจูกัดเซี่ยวไป๋
“ใส่ร้าย?” จูกัดเซี่ยวไป๋ล้วงม้วนกระดาษออกมา แล้วโบกมันเบา ๆ ให้ทุกคนดู
“เจ้ารู้ดีว่าหวังซีไม่ได้ชอบเจ้าเลยใช่หรือไม่?”
“การหมั้นหมายระหว่างเจ้ากับหวังซี ก็เป็นเพียงคำสั่งที่ถูกจัดการโดยพ่อแม่และแม่สื่อเท่านั้น”
“ไม่ใช่ทุกคนที่เต็มใจจะเป็นหุ่นเชิดให้ผู้อื่นชักใยชีวิตของตน” จูกัดเซี่ยวไป๋มองไปทางหวังซีผู้มีผมสีเงินเปล่งประกาย ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เขารู้ว่าหวังซีไม่ได้ชอบเยว่ปู้ฝาน อันที่จริงนางรู้สึกเบื่อหน่ายเขาด้วยซ้ำ แต่เขาเปิดปากก่อนหน้าหวังซีไปก้าวหนึ่งก็เพราะไม่ต้องการให้หวังซีได้อธิบาย
เพราะเขารู้ดีว่า สตรีที่เติบโตมาในตระกูลใหญ่อย่างหวังซีมีแนวคิดและความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังเข้าไปในตัวซึ่งสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด
ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้ว่าความจริงจะเป็นว่ามีความสัมพันธ์กันจริง หวังซีก็จะพูดแก้ต่างให้เยว่ปู้ฝาน และปฏิเสธจูกัดเซี่ยวไป๋ เพื่อรักษาหน้าตาของตระกูลหวัง
ตอนนี้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหวังซีคือไม่ต้องเอ่ยปาก เว้นแต่ว่านางจะกล้ายอมรับเรื่องนี้
คำพูดเรื่องหุ่นเชิดและอิสรภาพที่จูกัดเซี่ยวไป๋กล่าวก็เพื่อให้หวังซีลำบากใจจนไม่กล้าเอ่ยปากจุดสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่หวังซี หากหวังซียอมรับ สิ่งที่เยว่ปู้ฝานพูดในวันนี้ก็จะไร้ประโยชน์
แต่หากหวังซีพูดเข้าข้างตระกูลหวัง เรื่องในวันนี้ก็จะต้องยุติไว้ชั่วคราว หลังจากนี้ค่อยหาวิธีทำลายแขนซ้ายขวาของเยว่ปู้ฝานต่อไป
แต่จูกัดเซี่ยวไป๋ไม่อยากพลาดโอกาสนี้ ไม่อยากพลาดโอกาสที่จะทำให้เยว่ปู้ฝานอับอายต่อหน้าผู้คน กดดันเยว่ปู้ฝาน และลดทอนอิทธิพลของเยว่ปู้ฝานในสำนักเมตตาธรรมและตระกูลหวัง
เยว่ปู้ฝานก็รู้ดีว่าใครคือบุคคลสำคัญในเรื่องนี้ เขามองหวังซี จากนั้นจ้องจูกัดเซี่ยวไป๋แล้วพูดเสียงเข้ม
“ซีเอ๋อร์บริสุทธิ์ดั่งน้ำค้างและหยก เป็นธิดาผู้สูงศักดิ์ของตระกูลหวัง จูกัดเซี่ยวไป๋ การที่เจ้าใส่ร้ายนางครั้งแล้วครั้งเล่า นอกจากเป็นการดูหมิ่นนางแล้ว ยังเป็นการทำให้ตระกูลหวังต้องอับอายอีกด้วย! ศักดิ์ศรีของตระกูลหวังจะให้ตกต่ำลงเช่นนี้ได้อย่างไร!”
หวังซีก้มหน้าลงเล็กน้อย ร่างกายสั่นเทา
เสียงอึกทึกดังขึ้นรอบด้าน หลายคนต่างคิดในใจว่า…
หวังซี เจ้าพูดเร็วสิ
ท่ามกลางเสียงอึกทึกและสายตาคาดหวังของผู้คนมากมาย จีปอฉางก็เดินออกมาจากฝูงชน ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
“พูดถูกแล้ว!”