ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 131 รายชื่อ
บทที่ 131 รายชื่อ
ณ ย่านเจียงตู่ จวนซิงชิงหยวน
เจียงเมิ่งลี่หัวใจเต้นระรัวเร็ว แต่สุดท้ายนางก็ถอนหายใจ และไม่ได้พูดอะไรอีก
กระบี่มังกรฟ้ามีความลับความใหญ่หลวงและหนักหนามากเกินไป อีกทั้งความลับนั้นยังเกี่ยวพันถึงตระกูลเจียงอีกด้วย
มีคนไม่มากที่รู้เกี่ยวกับความลับของกระบี่มังกรฟ้า และยิ่งมีคนรู้ความลับน้อยเท่าไหร่ เจียงเมิ่งลี่ก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น ทั้งศิษย์พี่ของนางอย่างหลี่หยวนเจิ่ง คนในตระกูลของนาง หรือแม้แต่บุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าผู้ใดก็จะให้ล่วงรู้ความลับในเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ท่านอาจารย์ของนางอย่างหลี่ชางเฟิง ผู้เป็นถึงมือกระบี่อันดับสองของยุทธจักร ก็ต้องตายจากไป นั่นก็เพราะท่านล่วงรู้ความลับที่ทั้งหนักหนาและใหญ่หลวงของกระบี่มังกรฟ้าเข้านั่นแหละ
“ข้าจะซ่อนกระบี่มังกรฟ้าไว้ในวังหลวง จะได้ไม่มีผู้ใดแย่งชิงมันไปได้!” นั่นคือคำพูดประโยคสุดท้ายของจ้าวอู่เจียง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินออกไปจากจวนซิงชิงหยวน
เจียงเมิ่งลี่มองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มไปจนลับสายตา พลันนางทอดถอนหายใจออกมาแผ่วเบา รู้สึกโล่งอกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
…
ขณะนี้ในสำนักมังกรเกล็ดศิลามีผู้คนเดินเข้าออกกันให้วุ่นวาย และคนเหล่านี้ต่างก็เป็นสมาชิกของสำนักมังกรเงินทั้งสิ้น พวกเขาได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญมา นั่นคือการค้นหากระบี่มังกรฟ้าที่ซ่อนอยู่ในสำนักมังกรเกล็ดศิลาแห่งนี้
ส่วนสมาชิกทุกคนของสำนักมังกรเกล็ดศิลาต่างก็ถูกสังหารตายกันไปหมดสิ้นแล้ว มีเพียงผู้ที่ออกไปปฏิบัติภารกิจเท่านั้นที่ยังรอดพ้นไปได้
เวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา…
กระทั่งผ่านไปหนึ่งชั่วยาม…
และเมื่อเวลาผ่านไปได้หนึ่งชั่วยามครึ่ง สมาชิกของสำนักมังกรเงินก็รื้อค้นทุกซอกทุกมุมของสำนักมังกรเกล็ดศิลาจนหมดสิ้น แต่ไมว่าจะหาอย่างไรพวกเขาก็ไม่พบกระบี่มังกรฟ้าอยู่ที่ใดเลย
อันผิงผู้ได้รับบาดเจ็บยังไม่ฟื้นตัวดี การโจมตีของฉีหลินเกือบจะทำให้กระดูกหน้าอกของเขาแตกหักแล้ว เวลานี้ปราณกระบี่บางส่วนก็ยังฝังอยู่ในร่างกาย ทำให้บาดแผลไม่ยอมสมานตัว
หากเซวียนหยวนอวี้เหิงมิได้ช่วยขจัดปราณกระบี่ส่วนใหญ่ให้ ป่านนี้อันผิงก็คงจะยังลุกไม่ขึ้นเสียด้วยซ้ำ
เมื่อได้รับทราบข่าวจากบรรดาบริวาร อันผิงผู้ยังคงติดอยู่ในอาการตื่นกลัวก็รีบลากสังขารไปรายงานนายท่านทันที
…
“นายท่านขอรับ ไม่พบกระบี่มังกรฟ้าในสำนักมังกรเกล็ดศิลา!”
อันผิงโค้งตัวประสานมือ การเคลื่อนไหวทำให้บาดแผลขยับ ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วกาย
“กระบี่ไม่ได้อยู่ในห้องลับ แล้วก็ไม่ได้อยู่กับตัวเขา…” เซวียนหยวนอวี้เหิงพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ไปหาดูอีกครั้ง! ตรวจสอบดูว่าฉีหลินได้คบหาบุคคลใดที่น่าสงสัยบ้างหรือไม่! เมื่อพบแล้ว ก็จัดการสังหารทิ้งเสียอย่าได้มีความเมตตา!”
“รับทราบขอรับ!” อันผิงรับคำด้วยความเคารพ
…
จ้าวอู่เจียงกลับเข้าสู่วังหลวง ซ่อนมืออยู่ในแขนเสื้อ แววตาเย็นชาเล็กน้อย เขารู้สึกสังหรณ์ใจเหมือนจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่
หลังจากเดินลัดเลี้ยวไปตามทางเดินที่คดเคี้ยวอยู่หลายครั้ง ชายหนุ่มก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าตำหนักหย่างซินในที่สุด
บรรดาขันทีและนางกำนัลต่างก็โค้งตัวคำนับเขาตลอดทาง
“จ้าวอู่เจียง!” เสียงใสปานระฆังแก้วร้องเรียกชื่อตน
เจ้าของชื่อหันไปมอง เห็นชิงเอ๋อร์กำลังวิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้ามีความสุขระคนเขินอาย
หลังจากชิงเอ๋อร์กับจ้าวอู่เจียงรับประทานอาหารด้วยกัน*[1] นางก็จ้องมองอีกฝ่ายอย่างมีเลศนัย ก่อนที่จะเดินเยื้องย่าง ซ่อนมือไว้ด้านหลังเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าจ้าวอู่เจียง หญิงสาวเอียงศีรษะจ้องมองเขาเล็กน้อย จากนั้นจึงยื่นส่งจดหมายฉบับหนึ่งมาให้
“นี่เป็นจดหมายจากท่านประมุข ข้านำมาส่งให้ท่าน…”
นางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวอู่เจียงด้วยดวงตากลมโต มือเล็ก ๆ ยังคงไขว้อยู่ด้านหลัง บิดตัวไปมาอย่างเขินอาย ราวกับว่ากำลังรอคอยคำชื่นชมจากชายหนุุ่ม
จ้าวอู่เจียงเก็บซองจดหมายใส่ไว้ในแขนเสื้อ แล้วยกมือลูบผมของชิงเอ๋อร์พลางแย้มยิ้ม
“ทำได้ดีมาก”
ชิงเอ๋อร์กระโดดกอดแขนจ้าวอู่เจียงเอาไว้ ก่อนจะเขย่าไปมาเบา ๆ อย่างออดอ้อน
“หากคืนนี้ท่านพอมีเวลาว่าง…”
จ้างอู่เจียงส่ายศีรษะเบา ๆ
คืนนี้องค์หญิงแห่งแคว้นไป๋เยว่จะต้องถูกลงโทษ… จ้าวอู่เจียงเข้าใจดีว่าชิงเอ๋อร์มีความปรารถนาอยากเสพสุขกับตน แต่คู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามันอย่างฮ่องเต้กับองค์หญิงอวี้เซวียนสมควรผูกสัมพันธ์กันอย่างน้อยสามคืนต่อเนื่อง และในฐานะที่จ้าวอู่เจียงเป็น ‘ตัวแทน’ ของฮ่องเต้ เขาย่อมไม่มีทางเลือก และไม่มีเวลามายุ่งเกี่ยวกับชิงเอ๋อร์ได้อีก
“ก็ได้…” ชิงเอ๋อร์ทำปากยื่น แต่ดวงตากลมโตยังคงเป็นประกายระยิบระยับ
“ถ้าเช่นนั้นวันพรุ่งนี้… เป็นอย่างไร…”
จ้าวอู่เจียงส่ายศรีษะอีกครั้ง
ชิงเอ๋อร์ผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง นางใช้กำปั้นน้อย ๆ ทุบแขนของจ้าวอู่เจียงอย่างแง่งอน ก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีไปนางก็ได้พูดทิ้งท้ายไว้เบา ๆ
“ข้าจะไม่เล่นกับท่านแล้ว…”
…
ตำหนักหย่างซิน จ้าวอู่เจียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ พลางค่อย ๆ เปิดจดหมายที่ชิงเอ๋อร์ส่งมอบมาให้
จดหมายฉบับนี้เขียนโดยตู๋กูอี้เหอ
เนื้อหาในจดหมายระบุว่า จางทุยเสนาบดีกรมคลังจัดงานเลี้ยงในวันนี้ เพื่อรวบรวมพรรคพวกมาเล่นงานจ้าวอู่เจียง ขุนนางจำนวนไม่น้อยตกลงกันว่าจะเขียนจดหมายยื่นร้องเรียนชายหนุ่มโดยตรงแก่องค์ฮ่องเต้ในการเข้าเฝ้าพรุ่งนี้เช้า
จดหมายฉบับนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการอธิบายเรื่องราว และอีกส่วนเป็นรายชื่อของขุนนางเหล่านั้น
ขุนนางที่ไปเข้าร่วมงานเลี้ยงของเสนาบดีกรมคลัง
นับว่าตระกูลตู๋กูมีหูตากว้างไกลจริง ๆ… จ้าวอู่เจียงได้แต่คิดเช่นนั้นเมื่ออ่านรายชื่อขุนนางในจดหมายจบลง
ช่างบังเอิญเหลือเกินที่จ้าวอู่เจียงกำลังวางแผนกำจัดเสนาบดีกรมคลังอยู่พอดี เพราะเขาอยากจะหาทางตัดแขนตัดขาของเซียวเหยาอ๋องอยู่ก่อนแล้ว
ถ้าสามารถปลดเสนาบดีกรมคลังคนเก่าออกไปได้สำเร็จ และแต่งตั้งคนใหม่ที่สามารถเชื่อใจได้มากกว่าขึ้นมา สถานการณ์ทางการเงินของบ้านเมืองก็จะกลับมาอยู่ในทิศทางอย่างที่สมควรจะเป็นอีกครั้ง
จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมือของตน ผู้คนที่อยู่ในรายชื่อมีทั้งคนที่เขารู้จักและไม่รู้จัก
หลายคนไม่เคยพบเจอกันมาก่อน แต่ก็ไม่น้อยที่เคยพบเจอมาแล้ว เพียงแต่ไม่ใช่การพบเจอในวังหลวง แต่เป็นการเจอ…ในสมุดบันทึกของเฉินอันปัง
[1] รับประทานอาหารด้วยกัน (对食) คือ ความรักในฝ่ายใน แปลตรง ๆ ว่า กินอาหารด้วยกัน คำนี้เกิดจากพฤติกรรมของคนสองคน ซึ่งแทนที่จะกินข้าวร่วมกับนางกำนัลหรือขันทีคนอื่น กลับไปกินข้าวด้วยกันสองคนเงียบ ๆ