ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 132 หลักฐาน
บทที่ 132 หลักฐาน
ตรงหน้าของจ้าวอู่เจียงเป็นกล่องไม้ขนาดเท่ากับศีรษะมนุษย์แปดใบ
กล่องไม้ทั้งหมดเหล่านี้ต่างก็ถูกเคลื่อนย้ายออกมาจากจวนที่พักของเฉินอันปังด้วยฝีมือเจี๋ยเอ้อร์ซาน สิ่งที่บรรจุอยู่ด้านในเป็นเอกสารที่ระบุถึงความผิดของเหล่าบรรดาขุนนางในแคว้นต้าเซี่ยตลอดห้าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ การโกงกินทรัพย์สินของบ้านเมือง…
ขุนนางที่จะต้องถูกเอาผิดมีถึงหกในสิบของขุนนางทั้งหมด!
จ้าวอู่เจียงได้แต่หวังว่าตนเองจะสามารถหาคนที่เชื่อใจได้… เขานำรายชื่อทั้งหมดมาเทียบเคียงกับรายชื่อในจดหมายจากตู๋กูอี้เหอ
หลังจากนั้นจึงสั่งให้เจี๋ยเอ้อร์ซานนำเอกสารที่ได้รับการคัดแยกแล้วส่งไปที่หอคัมภีร์หลวง และกำชับให้เหล่าเสมียนในหอคัมภีร์ทำการคัดลอกเอกสารเหล่านี้ขึ้นมา
จ้าวอู่เจียงไม่ห่วงว่าความลับจะถูกเปิดเผยออกไป เพราะบรรดาเจ้าหน้าที่ของหอคัมภีร์หลวงต่างก็ยึดมั่นในกฎระเบียบยิ่งชีวิต ต่อให้พบเห็นเอกสารสำคัญอย่างไร พวกเขาก็ไม่มีทางเปิดเผยให้บุคคลอื่นรู้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากผู้ที่กระทำผิดกฎจะถูกสั่งประหารชีวิตทั้งตระกูลเก้าชั่วโคตรเลยทีเดียว
และอีกหนึ่งเหตุผลก็คือ ต่อให้มีข้อมูลหลุดรั่วออกไป แต่มันก็เป็นเพียงข้อมูลปากเปล่า ไม่ใช่หลักฐานสำคัญ
ครึ่งชั่วยามให้หลัง เจี๋ยเอ้อร์ซานก็กลับมาพร้อมเอกสารฉบับคัดลอกเหล่านั้นในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน
“เจี๋ยเอ้อร์ซาน ท่านมีวิชาตัวเบาเป็นเลิศ ช่วยนำจดหมายเหล่านี้ไปส่งให้ข้าหน่อยเถอะ”
จ้าวอู่เจียงนำเอกสารเหล่านั้นพับใส่ซองจดหมาย หน้าซองแต่ละซองต่างก็เขียนชื่อและตำแหน่งของขุนนางเอาไว้อย่างชัดเจน
เจี๋ยเอ้อร์ซานรับคำด้วยความเคารพ เมื่อเทียบกับผู้คนในหน่วยองครักษ์มังกรคนอื่น ๆ ที่ต้องทำภารกิจฆ่าคนตลอดทั้งวัน การมารับใช้จ้าวอู่เจียงจึงกลายเป็นงานที่สะดวกสบายยิ่ง
และเขาก็รู้ดีว่าจ้าวอู่เจียงมีความเชื่อใจตนเองเป็นอย่างสูง ถึงได้กล้าให้นำจดหมายเหล่านี้ไปส่งมอบ
เจี๋ยเอ้อร์ซานพอจะคาดเดาได้ว่าเนื้อหาในจดหมายเหล่านี้คือสิ่งใด พวกมันย่อมต้องเป็นหลักฐานการฉ้อราษฎร์บังหลวงของเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ หากจ้าวอู่เจียงไม่เชื่อใจเขา ก็คงไม่เรียกให้มารับหน้าที่นี้อย่างแน่นอน
…
ย่านเจียงตู่ จวนที่พักของขุนนางเส้าชิง
เส้าชิงเป็นขุนนางขั้นสี่ถือเป็นหนึ่งในยศขุนนางระดับสูง
เขาเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงที่จวนของเสนาบดีกรมคลัง ในขณะนี้กำลังนั่งอยู่ในห้องตำรา เตรียมตัวที่จะเขียนจดหมายร้องเรียนจ้าวอู่เจียง
ได้เวลาที่เขาจะแสดงพรสวรรค์ด้านการแต่งวรรณกรรมแล้ว… ขุนนางเส้าชิงฝนหมึกด้วยตนเอง ก่อนจะเริ่มใช้พู่กันตวัดตัวอักษรอย่างรวดเร็ว
“นายท่านขอรับ มีจดหมาย…” ได้ยินเสียงพ่อบ้านร้องเรียกจากหน้าประตูห้อง
ความคิดสร้างสรรค์ของขุนนางเส้าชิงถูกขัดจังหวะ หัวสมองว่างเปล่า พูดอย่างไม่พอใจ
“จดหมายของผู้ใด?”
“ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ แต่บ่าวที่มาส่งแก่ชรามากแล้ว เขาบอกว่านายของตนแซ่จ้าว ต้องการให้นายท่านอ่านจดหมายฉบับนี้โดยละเอียด มิฉะนั้นแล้ว… มิฉะนั้น…” พ่อบ้านเกิดอาการลังเล
ขุนนางเส้าชิงวางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึก ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องด้วยความเกรี้ยวกราด
“มิฉะนั้นจะทำไม?”
เขาแย่งจดหมายมาจากมือของพ่อบ้าน พบว่าหน้าซองจดหมายมีชื่อและตำแหน่งของตนเขียนอยู่อย่างชัดเจน ในใจพลันรู้สึกโกรธแค้น ผู้ใดกันที่กล้าเขียนจดหมายหยาบคายถึงเพียงนี้!
“บ่าวชราคนนั้นพูดว่า มิฉะนั้นแล้ว นายท่านจะรับผลที่ตามมาไม่ไหวขอรับ…” พ่อบ้านก้มหน้าลง ไม่กล้าพูดออกมาเสียงดัง
ขุนนางเส้าชิงหรี่ตา หัวเราะเยาะอยู่ในใจ เขาเป็นขุนนางขั้นสี่ยังจะต้องหวาดกลัวอะไรอีก?
อยากรู้จริงว่ามันเป็นผู้ใด… เขาค่อย ๆ เปิดซองจดหมาย นำจดหมายออกมากาง ก่อนจะอ่านด้วยความพิศวง
บัดซบ… ขุนนางเส้าชิงกระแทกประตูปิดดังปัง! มือที่ถือจดหมายสั่นเทา เขาไม่เคยคิดเลยว่าจดหมายฉบับนี้จะเป็นหลักฐานเกี่ยวกับการทุจริตและการทำผิดกฎหมายของเขาเอง
คนที่ส่งจดหมายฉบับนี้มาแซ่จ้าว หรือว่า… หรือว่าจะเป็นจ้าวอู่เจียง?
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ แข้งขาพลันอ่อนแรงจนต้องทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ จ้องมองจดหมายร้องเรียนจ้าวอู่เจียงที่เขียนค้างไว้อยู่บนโต๊ะ หลังจากนั้น ขุนนางเส้าชิงก็รีบหยิบจดหมายร้องเรียนฉบับนั้นมาขยำทิ้งด้วยความร้อนรนใจ
…
ย่านเจียงตู่ จวนที่พักของขุนนางต้าหลี่เจิ้ง
ขุนนางตำแหน่งต้าหลี่เจิ้งเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลต้าหลี่ มียศเป็นขุนนางขั้นห้า วันนี้ เขาได้รับเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนของเสนาบดีกรมคลัง และดื่มสุราไปหลายจอก จึงกำลังรู้สึกมีความสุขยิ่งนัก
ในขณะนี้ เขากำลังนั่งเล่นอยู่ในสนามหญ้าหน้าจวนที่พัก ร้องฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี
เมื่อเขาได้เป็นสหายกับเสนาบดีกรมคลัง สักวันหนึ่ง เขาก็จะต้องเหยียบหัวอวี้ฉือเจิ้นอู๋ก้าวขึ้นไปเป็นขุนนางเส้าชิงคนใหม่ได้อย่างแน่นอน เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้… ขุนนางต้าหลี่เจิ้งก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่ง
“นายท่านขอรับ นายท่าน มีจดหมายมาจากสหายเก่าของนายท่านขอรับ” ข้ารับใช้รีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ขัดจังหวะห้วงอารมณ์แห่งความสุขของขุนนางต้าหลี่เจิ้ง
ขุนนางต้าหลี่เจิ้งพูดด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“เหตุใดถึงต้องตื่นตกใจเช่นนี้!”
“นายท่านขอรับ บุคคลที่มาส่งจดหมายฉบับนี้บอกว่า นายท่านสมควรเปิดอ่านโดยทันที มิฉะนั้นแล้ว นายท่านจะรับผลที่ตามมาไม่ไหวขอรับ!” ข้ารับใช้หอบหายใจ
ขุนนางต้าหลี่เจิ้งหัวเราะในลำคอ รับผลที่ตามมาไม่ไหวอย่างนั้นหรือ? ในชีวิตนี้ เขาไม่เคยได้ยินคำพูดที่ยโสโอหังเช่นนี้มาก่อน!
“สหายเก่าของข้าผู้นั้นเป็นใครกัน?” ขุนนางต้าหลี่เจิ้งยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน
ข้ารับใช้ยกมือเกาหัว
“เห็นว่า… แซ่จ้าวนะขอรับ…”
แซ่จ้าวอย่างนั้นหรือ? หรือว่า… ในจังหวะที่ข้ารับใช้ยังคงมึนงงสับสน ขุนนางต้าหลี่เจิ้งก็พูดด้วยเสียงเย็นชา
“อ่านจดหมายให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้!”
“นายท่านขอรับ คนผู้นั้น… คนผู้นั้นบอกให้นายท่านอ่านจดหมายด้วยตนเอง…”
“แล้วเจ้าต้องทำตามทุกอย่างที่มันสั่งเลยหรืออย่างไร?” ขุนนางต้าหลี่เจิ้งพูดเสียงทุ้มต่ำ
ข้ารับใช้รีบเปิดซองจดหมายออกโดยทันที เมื่อสายตาของเขากวาดผ่านไปบนตัวอักษร ร่างกายก็พลันแข็งทื่อขึ้นมา มือที่ถือจดหมายสั่นเทามากขึ้นและมากขึ้น ทำให้จดหมายฉบับนั้นสั่นไหวไม่หยุด
“มีอะไร ทำไมยังไม่อ่านออกมาอีก?” ขุนนางต้าหลี่เจิ้งชักสีหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์
“ถ้าเจ้าไม่อ่าน ข้าจะเฆี่ยนเจ้า!”
ข้ารับใช้มีสีหน้าเศร้าสลด เขาจะกล้าอ่านเนื้อหาในจดหมายออกมาได้อย่างไร?
ริมฝีปากข้ารับใช้สั่นระริก
“นายท่านขอรับ… คือว่า… ข้าน้อย…”