ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1403 การได้รับสมบัติล้ำค่า
บทที่ 1403 การได้รับสมบัติล้ำค่า
บนหอชมดาว
ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าเฉียนองค์ปัจจุบัน อวิ๋นเหวิน กำลังคุกเข่าก้มกราบจ้าวอู่เจียงด้วยทั้งห้าส่วนของร่างกาย
การตอบสนองของเขาเรียกได้ว่ารวดเร็วเหนือใคร เมื่อบรรพชนของตระกูลปรากฏตัวและคำนับจ้าวอู่เจียง พร้อมทั้งเรียกด้วยคำเรียกอันเคารพว่าเทพปีศาจ เขาก็คุกเข่าลงทันที
บัดนี้หน้าผากเหี่ยว ๆ ได้แนบกับแผ่นหยกสีเขียวอมฟ้าอันเยียบเย็นบนหอชมดาว แต่ดวงตาของเขาเบิกกว้างและจ้องมองแผ่นหินตรงหน้าอย่างแน่วแน่ ทว่าในใจเขาก็ตกตะลึงจนไม่อาจบรรยายได้
อิ้นอ๋องแห่งราชวงศ์เซียนต้าโจวผู้นี้เป็นเทพปีศาจหรือ?!
น่าแปลกใจ…
น่าแปลกใจที่รัชทายาทองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์เซียนต้าโจวผู้นี้ไม่เหมือนกับที่บันทึกไว้ในอดีตเลย เพราะเขาช่างแข็งแกร่งเกินใคร แม้แต่เวินปู๋เซิ่งที่อาศัยพลังจากคำสาปต้องห้ามก็ยังพ่ายแพ้ในมือของเขา…
น่าแปลกใจที่เกราะเทพปีศาจที่เชิญมาจากวิหารเทพปีศาจถูกอิ้นอ๋องฉกชิงไปโดยตรง…
น่าแปลกใจที่เกราะเทพปีศาจที่อิ้นอ๋องสวมใส่ยังสามารถยืดขยายออกมาเป็นเกราะแขนได้อีก…
ที่แท้ก็เป็นเทพปีศาจมาเยือนด้วยตนเอง!
เอ๋?
นี่ไม่ถูกต้อง!
ท่านเทพปีศาจมิได้สิ้นชีพไปแล้วในยุคโบราณหรอกหรือ? ไฉนจึงยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้เล่า?
ท่านบรรพชนมีเรื่องที่ไม่ได้บอกเขาอีกมากเพียงใด?
แม้ว่าเขาอยากจะถาม แต่กลับไม่กล้าเอ่ยปากออกไป…
อวิ๋นเหวินรู้สึกว่าความคิดของตนกำลังสับสนวุ่นวายจนศีรษะเหมือนจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ จากนั้นเขาก็นึกถึงคำขู่ที่เพิ่งพูดกับเทพปีศาจ และนึกถึงคำที่ตนเองเรียกอีกฝ่ายว่า ‘หลานรัก’ จนเขาอยากจะคุกเข่าลงและไม่ลุกขึ้นอีกเลย
ตอนนี้อวิ๋นเหวินได้คุกเข่าราบกับพื้นอยู่ข้างบรรพชน และหันหน้าไปทางจ้าวอู่เจียง ทว่าความสง่าผ่าเผยที่มีในยามปกติได้สลายหายไปหมดสิ้น กลับเหลือเพียงความตกตะลึงและความนอบน้อมเพียงเท่านั้น
“ข้าน้อยขอคารวะ ท่านเทพปีศาจ ขอคารวะบรรพชน”
ขันทีอาวุโสเวินปู๋เซิ่งก็ไม่ได้แกล้ง ‘สลบ’ อีกต่อไป เขากลิ้งตัวสองรอบเพื่อเข้าใกล้เจ้านายก่อนจะคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม
จนอวิ๋นเหวินแอบด่าเวินปู๋เซิ่งในใจ ‘ตอนนี้ไม่แกล้งตายแล้วรึ?’
“วันนี้ข้าจะนำกระจกทองสัมฤทธิ์ไปด้วย” จ้าวอู่เจียงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่หวั่นไหวต่อเกียรติยศหรือความอัปยศ แต่เขายังย้ำความต้องการของตนอีกครั้ง
ทว่า…ครานี้กลับไม่มีผู้ใดคัดค้าน
เอาไปเถอะ! เอาไปเร็ว ๆ!
อวิ๋นเหวินตะโกนตอบอยู่ในใจ เพราะหากรู้แต่แรกว่าเป็นเทพปีศาจ เขาคงไม่ขัดขวางเลย
กระจกทองสัมฤทธิ์เป็นอาวุธวิเศษที่แตกหัก เขาได้บำรุงรักษามันมาหลายปีและสิ้นเปลืองทรัพย์สมบัติของต้าเฉียนไปไม่น้อย แต่เมื่อรักษาไว้ไม่ได้ก็ควรให้ผู้อื่นนำไปเร็ว ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี
ยิ่งไปกว่านั้น…นี่ยังเป็นสิ่งที่เทพปีศาจเอ่ยปากขอหลายครั้ง
“เกราะนี้…” จ้าวอู่เจียงเอ่ยปากอีกครั้ง
พลังของเกราะนี้ทำให้เขาหวาดไหวจริง ๆ เพราะพลังเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่สามารถเสริมกำลังให้ร่างกายได้ อีกทั้งเขายังรู้สึกว่าแม้ตอนนี้เขาจะไม่ใช่ผู้สูงส่ง แต่เมื่อสวมเกราะนี้ เช่นนั้นพลังของเขาก็ไม่ด้อยไปกว่าผู้สูงส่งเลย
เพราะเกราะนี้คงจะทำให้เขา…มีพลังเทียบเท่ากับจางซวีคุน!
แม้ว่าเขาจะรู้สึกสนใจ แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องเกราะนี้อย่างชัดเจน
อันที่จริงเกราะนี้เป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ซึ่งน่าจะได้รับความทุ่มเทและความพยายามมากมายนับไม่ถ้วนในการบำรุงรักษา โดยราชวงศ์ต้าเฉียนมาหลายปี
แต่คนที่มีคุณธรรมไม่ควรแย่งชิงสิ่งที่ผู้อื่นรัก โดยเฉพาะสิ่งที่ผู้อื่นทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้น
เช่นนั้นเกราะเทพปีศาจที่ถูกตั้งชื่อตามเขา และแม้ว่าเขาจะรู้สึกคุ้นเคยกับมันบ้าง แต่ในท้ายที่สุดแล้วตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา มันก็ไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไป
“ข้า…ข้า…” ฮ่องเต้อวิ๋นเหวินตั้งท่าจะเอ่ยบางอย่างแต่ก็หยุดชะงักไป จากนั้นสีหน้าของเขาเริ่มมีแววซับซ้อน มีทั้งความไม่ยอมรับ ความน้อยใจ ความอดทน ความดิ้นรน และอื่น ๆ อีกมากมาย
หากกระจกทองสัมฤทธิ์ถูกเทพปีศาจนำไป เขาสามารถทนความเจ็บปวดได้ เพราะอย่างน้อยกระจกนี้เป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่แตกหัก แต่เกราะเทพปีศาจเป็นสิ่งที่บรรพชนหลายรุ่นทุ่มเทความพยายามมากมายในการซ่อมแซม แล้วนำไปบูชาไว้ในวิหารเทพปีศาจ
วิหารเป็นของเทพปีศาจ แต่เกราะไม่ใช่เกราะที่เทพปีศาจเคยครอบครอง
เมื่อเกราะเดิมได้ถูกทำลายไปนานแล้ว เช่นนั้นเกราะเทพปีศาจในปัจจุบันเป็นเพียงเศษชิ้นส่วนบวกกับความพยายามของคนรุ่นหลังที่ซ่อมแซมและสร้างขึ้นมาใหม่
มันถูกประทับด้วยพลังของตระกูลอวิ๋นมานานแล้ว และเป็นหนึ่งในสองสมบัติล้ำค่าที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลอีกด้วย