ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1404 ที่สวรรค์สร้างเขามาย่อมมีประโยชน์
บทที่ 1404 ที่สวรรค์สร้างเขามาย่อมมีประโยชน์
เมื่อเห็นทายาทของตระกูลไม่อยากจากลา และตกอยู่ในความลำบากใจ คิ้วขาวบรรพชนตระกูลอวิ๋นสั่นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างเมตตา
“แต่เดิมเกราะนี้เป็นของท่านเทพปีศาจอยู่แล้ว ตระกูลอวิ๋นเพียงแค่ช่วยเก็บรักษาไว้ บัดนี้ก็เพียงแค่คืนของให้เจ้าของเดิมเท่านั้น”
“ท่านบรรพชน!” อวิ๋นเหวินรู้สึกร้อนใจจนร้องเรียกออกไป แต่สุดท้ายก็ก้มหน้าลง
ชายชราคิ้วขาวที่มีใบหน้าเมตตา พลันมองฮ่องเต้อวิ๋นเหวินด้วยดวงตาอ่อนโยน
“พอเถอะ เหวินเอ๋อร์”
เพราะดูเหมือนฮ่องเต้อวิ๋นเหวินจะหมดหนทางแล้ว
แม้ว่าเขาจะเป็นฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าเฉียน แต่ทั้งสองคนตรงหน้านี้…คนหนึ่งคือบรรพชนที่เขาเคารพ ส่วนอีกคนคือเทพปีศาจ
“ขอบคุณ” จ้าวอู่เจียงประสานมือคำนับ พลางเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงจริงใจ
ทว่าชายชราชุดขาวพลิ้วไหว พลางเอ่ยตอบออกมา “ท่านเทพปีศาจเกรงใจเกินไปแล้ว”
“ไม่ทราบว่าข้าจะเรียกท่านว่าอย่างไร?” จ้าวอู่เจียงเอ่ยปากถาม
เพราะเกราะเทพปีศาจนี้และกระจกทองสัมฤทธิ์ที่มีวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์หลงเหลืออยู่เป็นของขวัญที่ราชวงศ์ต้าเฉียนมอบให้เขา
แม้ว่ามารยาทสำคัญจะสำคัญยิ่ง แต่น้ำใจกลับสำคัญยิ่งกว่า เช่นนั้นเขาจึงอยากจดจำทุกคนที่เคยช่วยเหลือเขาระหว่างทาง
“ข้ามีนามว่า อวิ๋นเทียนชิง” ชายชราโค้งตัวตอบคำนับ
“ในอดีต ข้าเคยได้ชื่นชมบารมีของท่าน”
สิ่งที่อวิ๋นเทียนชิงเรียกว่าบารมีนั้น แท้จริงคือร่างไร้วิญญาณของเทพปีศาจในยุคโบราณ แต่เพราะตอนนั้นเขายังเล็ก เดินโซเซ และพูดจาติดอ่าง
บิดาของเขาได้อุ้มเขาไว้ อีกทั้งตอนนั้นยังมีผู้คนมากมายล้อมรอบโลงศพไม้ด้วยความโศกเศร้าและร่ำไห้ออกมา
แม้ในตอนนั้นเขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงร้องไห้อย่างเจ็บปวดเช่นนั้น ส่วนเขาเพียงแค่อยากรู้อยากเห็น จึงมองไปยังชายในโลงศพ
ช่างหล่อเหลา ดูชั่วร้าย แม้ตายไปแล้วก็ยังมีบารมีที่น่าเกรงขาม จนกระทั่งในภายหลังที่เขาถึงได้ยินเรื่องราวของเทพปีศาจ
……
ท้องฟ้ายามค่ำคืนแจ่มใสเพียงชั่วเวลาดื่มชาหนึ่งถ้วย จากนั้นก็เริ่มมีหิมะโปรยปรายลงมาอีกครั้ง
อาณาจักรเซียนตงหลิง
บริเวณนอกเทือกเขาถูซานที่แม่น้ำอวี่หวังกลับมีคนเดินอยู่บนผิวน้ำ
ชายหนุ่มผู้นั้นรูปงาม สวมรองเท้าและเสื้อคลุมสีขาว สวมมงกุฎหยก ใบหน้างดงามดั่งหยก รูปโฉมหล่อเหลา ท่วงท่าสง่างาม อีกทั้งยังแขวนป้ายประจำตระกูลลู่ที่เอว และมีขลุ่ยหยกเหน็บไว้ที่หลังเอวเสียด้วยซ้ำ
เขาเดินย่ำเบา ๆ บนผิวแม่น้ำ ก่อนจะลงจอดอย่างสง่างามที่ริมฝั่ง
แม่น้ำสายนี้เชื่อมกับแม่น้ำหวัง แม้แต่ลู่เสี่ยวจิ่นและเจียงหน่ายจวินจากตระกูลเจียงยังต้องนั่งเรือสำราญข้ามแม่น้ำ แต่เขากลับไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น
ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งถึงขั้นเทียบเท่าผู้สูงส่ง แต่เป็นเพราะเขายืนอยู่บนเต่าเฒ่าตัวหนึ่ง
เต่าเฒ่าตัวนั้นกระเพื่อมขึ้นมาจากผิวน้ำและคลานขึ้นฝั่ง ดวงตาเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียวของมันหม่นแสง ก่อนจะเปล่งเสียงพูดออกมา
“คุณชายลู่เฟิง ครั้งหน้าท่านจะเหยียบเพียงกระดองของข้าได้หรือไม่ อย่าเหยียบหัวข้าอีกเลย”
“ท่านเหยียบหัวข้าหลายครั้งเช่นนี้ เมื่อครู่ข้าถึงกับมึนงงจนเกือบจะเบี่ยงเส้นทางไปแล้ว”
“อะแฮ่ม…” ลู่เฟิงกระแอมเบา ๆ
“ไปกันเถอะ ไปพบพี่สาว ทำภารกิจที่บรรพชนมอบหมายให้เสร็จ”
ดวงตาเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียวของเต่าเฒ่าสั่นระริก มันหดตัวจนกลายเป็นกระดองเต่าขนาดใหญ่ จากนั้นกระดองก็กลิ้งตกลงไปในแม่น้ำด้วยเสียงดัง ‘ตูม’ จนผิวน้ำเกิดฟองอากาศ พร้อมกับเสียงอู้อี้ลอยขึ้นมา
“ข้ารออยู่ที่นี่จะดีกว่า”
เมื่อได้ยินว่าต้องไปพบลู่เสี่ยวจิ่น เต่าเฒ่าก็กลัวขึ้นมาทันที
เหตุเพราะในอดีตมันเคยเป็นสัตว์คุ้มครองของลู่เสี่ยวจิ่น แต่ถูกนางต่อยกระดองแตกในยามโกรธ แน่นอนว่าภาพความดุร้ายในครั้งนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำ จนทำให้มันหวาดกลัวจนถึงทุกวันนี้
“ดี” ลู่เฟิงพยักหน้าพลางเอ่ย
บัดนี้เขาขึ้นฝั่งแล้ว และไม่จำเป็นต้องข้ามแม่น้ำอีกต่อไป หลังจากนั้นจะมีหรือไม่มีเต่าเฒ่าตัวนั้นก็เหมือนกัน
เขาเดินขึ้นบันไดหินท่ามกลางความมืดของราตรี และมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางของเขาถูซาน
หากนับตั้งแต่กลับจากดินแดนลับเต๋อเหลียนมาสู่ตระกูล เขาก็พบว่าพี่สาวของเขาเปลี่ยนไป
แต่ก่อนแม้พี่สาวของเขาจะอารมณ์ร้อน หรือชอบตีเขาอยู่เสมอ แต่นางก็ไม่เคยมีความกังวลใด ๆ หรือต่อให้ถึงจะมีบ้าง แต่ก็เพียงแค่ต่อยผู้อาวุโสในตระกูล เตะน้องชาย น้องสาวในตระกูลสักยกก็หายแล้ว
ทว่าหลังจากกลับมาที่ตระกูลอีกครั้ง นางถึงระงับนิสัยดุดันที่เคยมีลงบ้างโดยไม่รู้เพราะเหตุใด และพยายามเรียนรู้ความสุภาพอ่อนโยนแบบกุลสตรีตระกูลใหญ่ ซึ่งผลลัพธ์เป็นอย่างที่คาดเดาได้ว่ามันล้มเหลวทั้งหมด
แต่ในขณะเดียวกัน นางก็มีความกังวลมากขึ้นราวกับมีเรื่องอยู่ในใจตลอด
แม้ว่าพี่สาวแทบไม่เคยเอ่ยถึงชื่อของพี่เขย แต่เขารู้ดีว่านางคงคิดถึงพี่เขยเป็นแน่
แต่เพราะพี่เขยของเขาได้หายไปไร้ร่องรอย แล้วจะไปตามหาที่ไหนได้?
ถ้าพี่สาวจะตีเขาสักยกก็คงดี…บางทีอาจช่วยคลายความกังวลได้
ดังนั้นในครั้งนี้ เมื่อบรรพชนมอบหมายภารกิจมาให้ ทว่าคนรุ่นเดียวกันในตระกูลต่างปฏิเสธ แต่มีเพียงเขาที่อาสาด้วยความเต็มใจ
เหตุเพราะคนรุ่นเดียวกันในตระกูลเกือบทั้งหมดล้วนเกรงกลัวลู่เสี่ยวจิ่น แต่ลู่เฟิงผู้นี้กลับไม่กลัว เพียงแค่โดนตีเท่านั้นเอง
เขาชินเสียแล้ว
ที่สวรรค์สร้างเขามาย่อมมีประโยชน์ และถึงพี่สาวจะตีเขาอย่างไร แต่เขาก็ไม่เจ็บ