ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1405 มีการสละถึงมีการได้
บทที่ 1405 มีการสละถึงมีการได้
“เหวินเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวอักษร ‘คน’ เขียนอย่างไร?”
ภายในท้องพระโรงเทพปีศาจของเมืองหลวง ณ ราชวงศ์ต้าเฉียน อวิ๋นเทียนชิงผู้มีกลิ่นอายเซียนในชุดคลุมขาวที่พลิ้วไหว เงยหน้ามองรูปปั้นทองของเทพปีศาจ และเอ่ยถามไปยังฮ่องเต้อวิ๋นเหวินที่คุกเข่านั่งอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นทองของเทพปีศาจ
ตอนนี้ในต้าเทียนเหลือเพียงปู่หลานสองคนเท่านั้น
จ้าวอู่เจียงพูดคุยกับพวกเขาบนหอชมดาวสักพัก และไม่ได้อยู่นาน ก่อนจะเอ่ยลาจากไปในราตรีอันมืดมิดและพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำ
แน่นอนว่าเขายังนำกระจกทองสัมฤทธิ์และเกราะเทพปีศาจไปด้วย
“เรียนท่านบรรพชน” อวิ๋นเหวินนั่งตัวตรงทื่อราวกับเด็กที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเคร่งครัด
“หนึ่งเส้นทแยง หนึ่งเส้นตรง”
“คำว่า ‘คน’ ประกอบขึ้นจากเส้นทแยงและเส้นตรง” อวิ๋นเทียนชิงพยักหน้าด้วยดวงตาเปี่ยมไปด้วยความเมตตา
“คนเราก็ควรเรียนรู้การขีดเส้นซ้ายและเส้นขวา!”
อวิ๋นเหวินแสดงสีหน้าสงสัย
“เส้นแรกคือขีดเฉียงหรือเส้นทแยง ซึ่งขีดเฉียงคือความเอียง ความลาด ความดูแคลน แสดงความไม่พอใจ ส่วนขีดลงหรือเส้นตรงคือการอดทนต่อความไม่พอใจเหล่านั้น”
อวิ๋นเทียนชิงประสานมือไว้ด้านหลัง พลางโค้งตัวเล็กน้อย พลันให้เคราที่ยาวห้อยลงมาเกือบขนานกับคาง
“เรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของตัวเอง นี่คือครึ่งแรกของขีดเฉียงและขีดตรง ส่วนครึ่งหลังก็คล้ายกัน..ขีดเฉียงหมายถึงการทิ้ง การปล่อยวาง การไม่สนใจ ขีดตรงหมายถึงการได้รับ การยอมรับ”
“ขีดเฉียงและขีดตรง คือการเรียนรู้ที่จะทิ้งสิ่งที่ควรทิ้ง จึงจะสามารถยอมรับ..และจึงจะได้รับสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น”
“มีการสละ..จึงจะมีการได้”
“หลักการที่แฝงอยู่ในตัวอักษร ‘คน’ นี้ เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจบ้างแล้ว” อวิ๋นเหวินพยักหน้าพลางก้มลง
“ท่านบรรพชนต้องการบอกข้าว่า มีเพียงการยอมสละอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ข้าจึงจะได้รับความโปรดปรานจากเทพปีศาจใช่หรือไม่?”
อวิ๋นเทียนชิงไม่ได้ตอบโดยตรง แต่ก็ถือว่ายอมรับ เขาจ้องมองใบหน้าของรูปปั้นทองของเทพปีศาจที่ไม่มีรายละเอียดการแกะสลัก ก่อนจะถอนหายใจ
“ที่ท่านเทพปีศาจได้รับความช่วยเหลือมากมายเช่นนี้ เพราะในอดีตท่านสูญเสียมากเกินไป…”
“เพียงแต่สวรรค์ไม่เป็นใจ…”
……
ใครกล่าวว่าสวรรค์ไม่ต้อนรับแขก หรือหิมะโปรยปรายทั่วฟ้าเพียงเพื่อส่งให้ผู้หนึ่ง
ทว่าโลกสีเงินอันบริสุทธิ์ และทั้งราตรีดำผืนพสุธาขาว แต่กลับมีผู้หนึ่งก้าวเดินไปตามลำพังจนแม้แต่รองเท้ายังจมลึกในหิมะที่ทับถม
จ้าวอู่เจียงก้าวเดินไปทีละก้าวอย่างหนักแน่น และมุ่งหน้าไปยังสุดขอบฟ้า
การเดินทางมายังราชวงศ์ต้าเฉียนครั้งนี้ ทำให้เขาได้รับข้อมูลมากมาย และได้รับสมบัติล้ำค่าบางอย่าง
ประการแรก ภัยพิบัติทางธรรมชาติจะทวีความรุนแรงขึ้น และในวันข้างหน้าหลายพื้นที่ในโลกนี้จะไม่ปลอดภัย เช่นนั้นราชวงศ์เซียนต้าโจวจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่ยังปลอดภัย
ประการที่สอง ปีหน้า หรือก็คือปีที่หนึ่งหมื่นสี่พันสี่ร้อยหกสิบเอ็ดตามปฏิทิน ซึ่งเป็นปีอี้โฉ่ว
ในวันที่สองเดือนหนึ่งของปีอี้โฉ่ว เขาจะต้องจากโลกปัจจุบันนี้ไปเพราะปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และกลับไปยังยุคโบราณอันห่างไกล
ประการที่สาม ผู้ที่ตายในยุคโบราณไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น แต่ยังมีจิ้งเอ๋อร์ด้วย…
เขายังไม่รู้ว่าจิ้งเอ๋อร์ตายอย่างไร แต่เขาไม่กล้าคิด เพราะไม่อยากคิดถึงเรื่องนั้น
เขารู้ว่าตัวเขาในยุคโบราณไม่สามารถปกป้องจิ้งเอ๋อร์ได้ และเพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา
ประการที่สี่ วิถีแห่งมวลชนของเขาไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ตามที่เขาเคยคิดไว้ ทว่ายังมีข้อบกพร่องบางประการ ดังนั้นแม้ว่าพลังบำเพ็ญของเขาจะเพียงพอแล้ว แต่เขาก็ยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นสูงสุดได้
ส่วนสิ่งที่เขาได้รับเป็นรูปธรรมมีเพียงสามอย่าง
ทั้งพลังบำเพ็ญขั้นสูงสุดของเก้าภัยพิบัติ กระจกทองสัมฤทธิ์ และเกราะเทพปีศาจ
กระจกทองสัมฤทธิ์ถูกเขาเก็บไว้ที่อก หลังจากกลับไปแล้วนำมารวมกับกระจกทองสัมฤทธิ์อีกอันที่อยู่ในราชวงศ์เซียนต้าโจว คาดว่าคงจะเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์ของตระกูลเซวียนหยวน
แม้ว่าเกราะเทพปีศาจจะถูกเขาสวมใส่ไว้บนร่าง แต่กลับได้ซ่อนเร้นไว้จนหายไป
มิเช่นนั้นหากเขาสวมเกราะที่เปล่งประกายเจิดจ้าเดินไปตามถนน ย่อมจะดึงดูดความสนใจที่ไม่จำเป็นมากมาย
ตอนนี้ เขากำลังเดินอยู่ใต้ท้องฟ้ายามราตรี และจุดหมายปลายทางมีเพียงที่เดียว
ภูเขาสู่เต๋า!
บนภูเขาสู่เต๋ามีคนผู้หนึ่งนามว่าจางซวีไป๋ที่น่าจะกำลังรออยู่ และเขามีจุดประสงค์อีกอย่างในการไปยังภูเขาสู่เต๋า
เหตุใดเพียงแค่เอ่ยคำว่า ‘ภูเขาสู่เต๋าของเล่าจื๊อ’ จึงสามารถเพิ่มพลังลึกลับในร่างกายเพื่อยับยั้งศัตรูที่รุกรานได้
อันที่จริงเหตุผลนั้น…เขาก็พอจะรู้อยู่บ้างในส่วนลึกของจิตใจ แต่เขาก็ยังคงต้องการแสวงหาคำตอบที่ถูกต้องตามหลักการ และยังต้องการฟังว่าผู้บำเพ็ญบนภูเขาสู่เต๋าจะกล่าวว่าอย่างไร