ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1462 การต่อสู้ที่ธรรมดาสามัญ
บทที่ 1462 การต่อสู้ที่ธรรมดาสามัญ
เยว่ปู้ฝานดิ้นรนอย่างสุดแรงกำลัง แต่โซ่ล่ามวิญญาณพันธนาการเขาไว้ ร่างกายถูกตรึงด้วยหมุดสะกดวิญญาณสี่เล่ม เขาไม่อาจดิ้นหลุดได้
จูกัดเสี่ยวไป๋ยกค้อนใหญ่ขึ้น ตอกลงบนหน้าผากของเยว่ปู้ฝาน โดยไม่ได้ใช้หมุดสะกดวิญญาณ
แรงสะท้อนจากวิญญาณทำให้มือที่กำค้อนของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาแค่นหัวเราะพลางเอ่ยว่า
“ตามที่คาดไว้จริง ๆ ตีเจ้าให้ตายแบบนี้แหละ สะใจข้ายิ่งนัก”
เขาตอกค้อนลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า ตอกมันเพื่อระบายอารมณ์โกรธแค้น
ยิ่งตอกค้อนลงไปมากเท่าไหร่ วิญญาณของเยว่ปู้ฝานยิ่งจางลงทุกขณะ
หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้จ้าวอู่เจียงมีจิตในอันเมตตาในฐานะหมอ ตอนนี้วิญญาณของเยว่ปู้ฝานคงสลายไปแล้ว
เหตุที่ต้องใช้หมุดสะกดวิญญาณตอกให้เยว่ปู้ฝานไว้ เพราะจูกัดเสี่ยวไป๋และคนอื่น ๆ ต้องการให้เยว่ปู้ฝานไม่ได้ผุดได้เกิดอีกครั้งชาติหน้า และในชาติถัด ๆ ไป
ให้วิญญาณสลายไปในห้วงจักรวาลตลอดกาล ไม่ให้มีอารมณ์ยึดติด หรือกลายเป็นวิญญาณอาฆาตได้อีก ให้ตายสิ้นไปตลอดกาล!
จูกัดเสี่ยวไป๋ตอกค้อนจนหอบแฮ่ก ๆ มือของเขาเปรอะเปื้อนด้วยโลหิต ถึงแบบนั้นเขาก็หัวเราะลั่นด้วยความสะใจและเจ็บปวด
ในตอนนี้จ้าวอู่เจียงกลับดูเหมือนจูกัดเสี่ยวไป๋คนก่อนที่สงบนิ่งและเย็นชา เขาถือหมุดสะกดวิญญาณ ใช้มือเป็นค้อน
ตอกหมุดลงบนหัวใจของเยว่ปู้ฝานด้วยหมัดเดียว จากนั้นจึงประกบฝ่ามือ กดหมุดสะกดวิญญาณลงไปอย่างแรง
“ฮู่ว…”
เขาค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ มือออกแรงกดหนักขึ้นเรื่อย ๆ เสียงวิญญาณถูกที่ถูกทะลวง กรีดร้องออกมาไม่ขาดสาย
แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บปวดที่ฝ่ามือ แต่สีหน้ายังคงสงบนิ่งไม่เผยสิ่งใดออกมาแม้แต่น้อย ทำเพียงกัดฟันครางในลำคอ แล้วกดหมุดสะกดวิญญาณทั้งเล่มลงในวิญญาณของเยว่ปู้ฝาน
โซ่ล่ามวิญญาณที่หัวใจของเยว่ปู้ฝานคลายออก เซี่ยซินอันเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา ดวงตาเขาร้อนผ่าว ยกมือขึ้นเรียกบางสิ่งให้ออกมาร
กระบี่ใหญ่ในมือของเยี่ยเชี่ยนชุนที่กลายเป็นวิญญาณของต่งหนิงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แล้วลอยเข้ามาในมือเขา
เขาจ่อปลายกระบี่ที่หน้าผากของเยว่ปู้ฝาน มือที่จับกระบี่ยังคงสั่นเทาดด้วยความโกรธ เขารอเวลานี้มานาน ในที่สุดก็รอจนถึงวันนี้ และรอจนถึงช่วงเวลานี้
ในที่สุดชายผู้เรียกตนเองว่าเซี่ยซินอันก็ได้ใช้มือทั้งสองข้างกำกระบี่สังหารวิญญาณเล่มนี้แน่น
แทงเข้าที่กลางหน้าผากดวงวิญญาณของเยว่ปู้ฝาน
กระบี่ที่หายจากใจเขาไปนานหลายปี ในที่สุดก็ได้กลับคืนมา เขาคือเซี่ยปี้อัน
ดวงวิญญาณของเยว่ปู้ฝานเลือนรางจนแทบจะสลายหายไป ทันใดนั้นก็บุคคลหนึ่งที่เพิ่งมาถึงอย่างรีบร้อน เมื่อมาถึงเขากลับค่อย ๆ เดินเข้าไปในฝูงชนอย่างช้า ๆ
คนผู้มาเยือนนั้นงดงามเหนือใครในใต้หล้า โฉมงามดั่งภาพวาด
“ข้าขอประทานให้เจ้า ตกนรกชั่วกัปชั่วกัลป์”
นางโบกมือที่ห้อยลงเบา ๆ ไปทางเยว่ปู้ฝาน กระบี่วายุแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่น้ำแข็ง ฟาดฟันดวงวิญญาณที่เหลืออยู่ของเยว่ปู้ฝานจนแหลกสลาย
ดวงวิญญาณแตกเป็นประกายเล็ก ๆ พวกมันพยายามแตกกระเจิงหนีออกไป แต่ดวงวิญญาณที่ถูกตรึงด้วยหมุดสะกดวิญญาณ ต่อให้แตกสลายก็หนีไปไม่ได้
พวกมันได้แต่ลอยพล่านไปมาราวกับแมลงวันไร้หัว
ยิ่งพยายามหนีมากเท่าไร วิญญาณก็ยิ่งจางลง จนในที่สุดก็มลายหายสิ้นจนไม่เหลือร่องรอย บริเวณโดยรอบส่องแสงสว่างไสว
เยว่ปู้ฝานสูญสลายทั้งร่างและวิญญาณ ไร้เศษเสี่้ยวของร่องรอยที่จะคงเหลือ
เมื่อเยว่ปู้ฝานสูญสลายหายไปจากโลกนี้
หวังอ่ายอาจารย์ของเยว่ปู้ฝานและบรรพบุรุษเยว่ซาน ต่างพากันหนีอย่างทุลักทุเลในโลกม้วนภาพของลู่จ้ง
ความทุลักทุเลของสองจอมจักรพรรดิดูเหมือนจะปรากฏหนทาง แต่แท้จริงทั้งสองไม่มีทางรอดชีวิตออกไปได้
เมื่อจอมจักรพรรดิแปดคนร่วมมือกัน หวังอ่ายและเยว่ซานย่อมไม่เหลือหนทางให้สู้หรือหนีรอดได้อีก
การต่อสู้ของจอมจักรพรรดิดูทั้งงดงามตระการตาและเรียบง่าย ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ดั่งตุ๊กตาแม่ลูกดก
พิภพลับแต่ละพิภพล้อมรอบหวังอ่ายและเยว่ซาน ถึงแม้จอมจักรพรรดิทั้งสองจะทำลายพิภพลับชั้นหนึ่งได้ แต่รออยู่ก็ยังมีอีกชั้นที่ล้อมรอบพวกเขาอยู่
พิภพแห่งเขตลี้ลับที่ทอดยาวไม่สิ้นสุดได้กักขังพวกเขาไว้ในนั้น การโจมตีของจอมจักรพรรดิยิ่งทำให้พวกเขามิอาจไม่อาจต้านทานได้
ลู่จ้งคือหนึ่งในจอมจักรพรรดิที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า พลังของเขากำลังจะก้าวไปถึงขั้นสูงสุด
ส่วนเมิ่งอวี่ที่รวมร่างกับหญิงเก็บบัวและราชาปีศาจ ยิ่งทำให้พวกเขาสิ้นหวัง นางเรียกคนโน้นคนนี้ว่าพี่ชาย แต่ของวิเศษที่นางหยิบออกมาล้วนเป็นของเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นขลุ่ยโบราณ กระบี่ยาว หรือแม้กระทั่งก้านบัว
ทุกสิ่งล้วนแฝงไว้ด้วยพลังอันน่าเกรงขามของเทพอสูร
เจียงไฉ่เหอราวกับมีความแค้นฝังหุ่นกับจอมจักรพรรดิทั้งสอง เขายืนอยู่บนหัวของไล่เค่อเป๋าที่มีขนาดเท่าภูเขาลูกเล็ก เรียกลมเรียกฝนออกมา
จอมจักพรรดิทั้งสองต้องเผชิญกับสายลมและสายฝน ราวกับว่ามู่เชียนเชียนศิษย์ของเจียงไฉ่เหอถูกพวกเขาทั้งสองสังหารไป
ส่วนนักกระบี่หัวโล้นที่มาจากทางตะวันตกของดินแดนเพลิงสวรรค์ คนผู้นี้เคยมีความแค้นร่วมกันกับพวกเขา การต่อสู้ครั้งนี้แทบไม่ต้องเอ่ยถึงการอยู่รอด เพราะมันคือการสู้ถึงตาย
ทุก ๆ ปราณกระบี่อันแหลมคมล้วนแฝงไว้ด้วยความอำมหิต ราวกับกลัวว่าพวกเขาจะรอดชีวิต
ส่วนคนที่รับมือยากที่สุดและทำให้พวกเขารำคาญที่สุดคือเว่ยหุน ขอทานเทพผู้พิทักษ์กลางวันแห่งเมืองผี ร่างกายของเขาพลิ้วไหวจับต้องไม่ได้
เขาชอบลูบคลำร่างของจอมจักรพรรดิทั้งสอง หาจังหวะลูบคลำไปมา อ้างว่าดูกระดูกทำนายชะตา แท้จริงแล้วทุกครั้งที่ลูบคลำนั้น
เขาเกือบจะดูดสามจิต
เจ็ดวิญญาณของพวกเขาออกไป
จูกัดอู๋หว่อที่มาจากตระกูลจูกัด ดูเหตุการณ์ตรงหน้าสบายอารมณ์และไร้ยางอายที่สุด พอมาถึงก็พูดประโยคหนึ่งว่า
“ข้าพนันว่าวันนี้พวกเจ้าต้องตายสถานเดียว”
เมื่อสิ้นเสียง กระแสพลังของพวกเขาก็เปลี่ยนไป อ่อนแรงลงไปไม่น้อย
ตรงกันข้ามกับจูกัดอู๋หว่อที่กลับมีพลังเพิ่มขึ้นมากมาย
และทุกการโจมตีที่สร้างความเสียหายให้พวกเขาหนักที่สุดนอกจากเมิ่งอวี่ ก็คือกิเลนตนนั้น
มันถือเจดีย์เก่าเก้าชั้นฟาดลงบนศีรษะของทั้งสองจอมจักรพรรดิ จนเลือดออกมาก้อนใหญ่
ทุกครั้งที่ฟาดลงไป หากจะหลบก็หลบไม่พ้น หากจะต้านก็ต้านไม่อยู่