ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1463 ชีวิตของปวงประชาไม่ควรสิ้นสุด
บทที่ 1463 ชีวิตของปวงประชาไม่ควรสิ้นสุด
“ช่างน่ารำคาญนัก!”
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เยว่ซานพูดในโลกมนุษย์
หลังจากนั้นร่างของเขาก็ถูกกระบี่ฟันจนแหลกละเอียด และถูกเทพยามกลางวันดูดเอาสามจิต เจ็ดวิญญาณไป จากนั้นก็ถูกกิเลนใช้หอผนึกปีศาจกดทับไว้ใต้หอคอย
จบสิ้นชีวิตและวิถีเต๋า
หวังอ่ายรู้ว่าวันนี้สถานการณ์เขาไม่มีทางหนีรอดไปได้ จึงเลือกที่จะหยุดการโจมตี และพยายามดิ้นรนอย่างหนักในเฮือกสุดท้าย พลางเอ่ยว่า
“ท่านสหายทั้งหลาย ข้ายินดีที่จะยอมจำนนต่อพวกท่าน”
“ไม่จำเป็น” ลู่จ้งส่ายหน้า พลางวาดมือหนึ่งที ท้องฟ้ากลับกลายเป็นสีดำทมิฬ พร่างพราวด้วยหมู่มวลดารา ภายใต้แสงดาราที่ส่องสว่าง หวังอ่ายไม่มีที่ให้หลบหนี และไม่อาจซ่อนกายได้อีกต่อไป
แม้ภายนอกหวังอ่ายจะดูเหมือนยอมแพ้โดยสิ้นเชิง แต่แท้จริงแล้วเขายังคงพยายามส่งข่าวออกไปอย่างต่อเนื่อง เขากวาดตามองลู่จ้งและคนอื่น ๆ
“ท่านผู้นำของพวกเรายังให้โอกาสแก่พวกท่าน เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพวกท่านจึงไม่ยอมให้โอกาสแก่ข้าแก่บ้าง?”
เมิ่งอวี่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ได้ย่างก้าวมาบนแสงดารา
“หมื่นปีที่ผ่านมา เจ้ามีโอกาสมากมายนับไม่ถ้วน แต่เจ้าก็ยังไม่ยอมกลับใจ บัดนี้สายเกินไปเสียแล้ว”
“เจ้ากับข้าไม่ใช่ผู้ที่เดินทางเดียวกัน เจ้ากับพวกข้า มีวิถีที่ต่างกัน” จูกัดอู๋หว่อประสานมือไพล่หลัง นิ้วมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อหมุนลูกเต๋าไปมาไม่หยุด
“อยากได้โอกาสหรือ? เจ้าไปถามคนที่เจ้าเคยสังหารดูสิว่าพวกเขาจะยินยอมหรือไม่” นักดาบหัวโล้นลูบศีรษะของตน
ร่างของเทพยามวันพลิ้วไหว
“ข้าได้สัมผัสกระดูกและคำนวณชะตาชีวิตของเจ้าแล้ว เจ้าไม่มีโอกาสอีกต่อไป ยามนี้เจ้าต้องจบชีวิต ร่างดับจิตสลาย แม้แต่ลงสู่ยมโลกก็ไม่คู่ควร”
ฉีหลินแสร้งอุทานราวกับตกใจ “โอ้สวรรค์!”
หวังอ่ายส่ายหน้าถอนหายใจ เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ทั้งร่างดูอ่อนระโหยเหมือนคนชราใกล้ตาย
“สังหารข้าแล้วจะได้อะไรขึ้นมา?”
“เมื่อนายท่านตื่นขึ้น ภัยพิบัติจะถาโถมสู่โลกมนุษย์ เทพปีศาจสิ้นชีพตั้งแต่ยุคโบราณ ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยพวกเจ้าได้ ผู้ที่ไม่รู้จักกลับใจที่แท้จริงคือพวกเจ้าต่างหาก”
“ญาติมิตร และคนในตระกูลของพวกเจ้า จะต้องล้วนแล้วแต่ต้องจบชีวิตลง และสูญสลายไปในสายธารแห่งกาลเวลา เพราะการเลือกของพวกเจ้า”
“แม้ข้าจะตาย แต่คนในตระกูลยังอยู่ เปลวเพลิงแห่งชีวิตจะไม่มอดดับ”
“ก็แค่ประทังชีวิตอย่างต่ำต้อยเท่านั้น” ลู่จ้งเอ่ยเสียงเย็นชา
“ผู้คนตระกูลลู่ ขอตายอย่างมีศักดิ์ศรีดีกว่า!”
‘ฟิ้ว…’
ปราณกระบี่พวยพุ่งออกมา ก่อนจะฟันไปที่หวังอ่าย
“ฮะ ๆ ๆ…” หวังอ่ายไม่หลบหลีกปราณกระบี่อีกต่อไป เขาครางเบา ๆ แล้ว ส่ายหน้าพลางยิ้ม
“คุณชายลู่ ตระกูลลู่ของท่านขอตายอย่างมีศักดิ์ศรี แล้วตระกูลหลี่เล่า? ตระกูลหวังเล่า? ตระกูลเจียงเล่า? แล้วตระกูลใหญ่มากมายเหล่านั้นเล่า? สำนักใหญ่ทั้งหลายเล่า?”
“จะยอมตายกันหมดหรือ?”
“ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่ พวกเจ้าที่อวดอ้างตนว่าเป็นผู้เที่ยงธรรม มิใช่กำลังริบสิทธิ์ในการดำรงชีวิตของพวกเขาอยู่หรอกหรือ?”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” เมิ่งอวี่ค่อย ๆ เคลื่อนกายเข้าใกล้ แล้วแบ่งร่างออกเป็นสองร่าง กลายเป็นหญิงสาวเก็บดอกบัวและสาวน้อยในชุดโบราณ
“พี่ชายเคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่สรรพชีวิตต้องการมิใช่สิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ แต่เป็นสิทธิ์ในการเลือกว่าจะมีชีวิตอยู่เช่นไรต่างหาก”
“ฮ่า ๆ ดังนั้น นี่จึงเป็นวิถีที่ข้าเลือกที่จะมีชีวิตอยู่” หวังอ่ายกระตุกคิ้วเล็กน้อยพลางหัวเราะ
“ดังนั้นเจ้าจึงพ่ายแพ้” หญิงสาวเก็บดอกบัวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ พลางโบกก้านบัวในมือ
“น้ำสามารถพยุงเรือและพลิกคว่ำเรือได้ฉันใด ประชาราษฎร์ก็เป็นเช่นนั้น พวกเจ้าเดินสวนทางกับประชาราษฎร์ ย่อมถูกโค่นล้มอย่างแน่นอน!”
หวังอ่ายถูกก้านบัวฟาดเข้า วิญญาณค่อย ๆ สลายไป จากนั้นเขาจึงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่า ๆ ๆ ช่างโง่เขลานัก หรือพวกเจ้าคิดว่าจะสามารถช่วยเหลือทุกคนได้?”
“แม้จะกล่าวถึงวิถีของน้ำที่พยุงเรือและพลิกคว่ำเรือ ทว่าสายน้ำแห่งประชาราษฎร์นี้ ไม่อาจแบกรับพวกเจ้าได้! และพวกเจ้าก็ไม่มีทางแบกรับพวกเขาได้เช่นกัน!
“ทุกอย่างถูกชะตากำหนดไว้แล้ว นี่คือโชคชะตาของพวกเขา พวกเขาสมควรตาย! พวกเจ้ากำลังดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์เท่านั้น!”
‘ฉึก!’
เทพยามกลางวันใช้หมุดตอกวิญญาณขนาดมหึมาแทงทะลุหัวใจของหวังอ่าย
ดวงตาขุ่นมัวของชายชราจ้องมองอย่างไม่วางตา
“เหตุใดเจ้าจึงต้องพยายามโน้มน้าวเป็นครั้งสุดท้าย แลต้องดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเล่า?”
“แต่โบราณกาลมา ชีวิตล้วนเป็นเช่นนี้ วันนี้ข้าได้เห็นแล้วก็ยังไม่อาจเชื่อ! ข้าได้สัมผัสกระดูกชะตาชีวิตมานับไม่ถ้วน คำนวณชะตากรรมมามากมาย ชีวิตของสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีลักษณะพิเศษหนึ่ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าคืออะไร?”
ไดยินเช่นนั้นหวังอ่ายก็พลันเบิกตากว้าง วิญญาณของเขากำลังสลายไปทีละน้อย แต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดยังทำให้เขาดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย
เขาจับหมุดสะกดวิญญาณแน่น ไม่ยอมให้มันถูกดึงออก และในห้วงเวลาใกล้ดับสูญ เขาก็ได้ยินเสียงกระซิบข้างหูจากขอทานเว่ย เทพยามกลางวัน
“สรรพชีวิตในใต้หล้าล้วนต้องตาย แต่ชะตากรรมกลับพลิกผัน เพราะมันยังไม่ถึงเวลาตาย!”