ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1464 ธุลีดิน ชะตาลิขิตไร้เดียงสา
บทที่ 1464 ธุลีดิน ชะตาลิขิตไร้เดียงสา
เศษเสี้ยวของดวงวิญญาณที่ส่องแสงวูบวาบได้หายไปจากห้วงสวรรค์และพิภพ เมื่อแก้แค้นสำเร็จ
จูกัดเสี่ยวไป๋ก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นราวกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม เขากอดเข่าตัวเอง แล้ววางศีรษะบนหัวเข่าอย่างอ่อนระโหย
การแก้แค้นชำระความแค้น ในขณะที่สำเร็จนั้นย่อมรู้สึกสะใจ แต่ยามที่ความสะใจค่อย ๆ จางลง
สิ่งที่คืบคลานขึ้นมาในร่างกายและจิตใจกลับเป็นความเหนื่อยล้าและโศกเศร้าอันหนักหนาสาหัส
เซวียนหยวนจิ้งมาช้าเกินไป นางเพียงแค่ฟันดาบเพียงครั้งเดียว แต่ดาบนี้ดูเหมือนจะดูดกลืนพลังทั้งหมดของนางไป
นางเซถอยหลังไปหลายก้าวอย่างโงนเงน แต่จ้าวอู่เจียงโอบประคองนางไว้อย่างนุ่มนวล
บรรยากาศความเงียบงันไร้ซึ่งคำพูด
รอบด้านมีเพียงหมอกสีเทาจาง ๆ หมอกสีเทาม้วนตัวโดยไม่มีเสียงอึกทึกแม้แต่น้อย
ฟ่านอู๋จิ้วในชุดขาวโอบไหล่ของเซี่ยปี้อันแล้วกระซิบบางอย่างข้างหูของเซี่ยปี้อัน
เซี่ยเฉินซู่ร้องไห้จนใบหน้าเลอะเปรอะเปื้อนไปหมด นางล้มลงกับพื้นด้วยสีหน้าสงบ ในที่สุดเศษเสี้ยวดวงวิญญาณของนางก็ได้พบกับความสงบ
เยี่ยเชี่ยนชุนจ้องมองมือของตนที่ค่อย ๆ พร่าเลือนกลายเป็นหมอก คล้ายว่าเขาจะเข้าใจบางอย่าง จากนั้นทั้งร่างของเขาก็กลายเป็นหมอกสีเทา
เคลื่อนไปหาบัณฑิตที่แบกตำราไว้บนหลัง
ดวงตาที่เคยมึนงงของบัณฑิตต่งหนิงก็ค่อย ๆ จางหาย กลับมาแจ่มชัดอีกครา
รอบข้างปกคลุมด้วยด้วยหมอกบาง และค่อย ๆ จมลงอย่างช้า ๆ
ทุกอย่างจบสิ้นจริง ๆ แล้วกระมัง
ถุงเก็บของบนร่างไร้ศีรษะของเยว่ปู้ฟานลอยขึ้นกลางอากาศ และตกลงในมือของจ้าวอู่เจียง
จ้าวอู่เจียงรู้สึกถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่หนักอึ้ง
เขาทำลายถุงเก็บของที่ไร้เจ้าของอย่างรุนแรง
กระดูกจอมจักรพรรดิที่เปล่งประกายดั่งอัญมณีกลายเป็นของเหลวสีหยกที่ไหลเข้าสู่ปลายนิ้วของเขา จากนั้นก็ไต่ขึ้นไปตามฝ่ามือ
ไหลไปตามเส้นลมปราณบนแขนของเขา จนกระทั่งค่อย ๆ จางหายไป
กระดูกจอมจักรพรรดิสมบูรณ์แล้ว จ้าวอู่เจียงรู้สึกได้ถึงวิชากำลังภายในที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในร่างเต็มไปด้วยพลังอันมหาศาลที่กำลังเอ่อท้น
แต่ถึงวิชากำลังภายในของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าขั้นจอมจักรพรรดิกลับยังคงไม่อาจสั่นคลอน ไม่สามารถก้าวข้ามได้
เขายังไม่อาจถึงขั้นจอมจักรพรรดิ
เขาคาดการณ์สถานการณ์เช่นนี้ไว้แล้ว จึงไม่รู้สึกท้อแท้แต่อย่างใด
เพราะวิถีเต๋ายังคงบกพร่อง
————
ในขณะที่วิชากำลังภายในของจ้าวอู่เจียงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความเข้มข้นของพลังวิเศษภายในพื้นที่ลับในม้วนภาพของจิตรกรเทพลู่จ้งก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
ความวิบัติของจอมจักรพรรดิสองท่าน ทำให้พลังวิเศษที่แผ่กระจายออกมานั้นมหาศาลยิ่งนัก ค่อย ๆ แพร่กระจายไปทั่วดินแดนลับ
หากเป็นในโลกภายนอก การล่มสลายของจอมจักรพรรดิสองท่าน แม้จะไม่ถึงกับทำให้ฟ้าดินร่ำไห้ แต่อย่างน้อยก็ต้องเกิดปรากฏการณ์ผิดปกติ
ลมพายุโหมกระหน่ำ ฝนตกถาโถม อสนีบาตคำรามเป็นแน่
“ผู้เฒ่าเว่ย ประโยคสุดท้ายที่ท่านพูดกับหวังอ่ายนั้นหมายความว่าอันใด” เจียงไฉ่เหอสวมชุดหลากสี ในมือถือคางคกตัวเล็กที่เบิกตาโตกลมโต
อวิ๋นเทียนชิงในชุดคลุมขาวค่อย ๆ ปรากฏตัว เขาสวมชุดเกราะเทพปีศาจ ก่อนหน้านี้ซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่า
เพื่อตัดเส้นทางการส่งข่าวสารออกไปภายนอกของหวังอ่ายและเยว่ซาน
“ก็ตามความหมายตรงตัวนั่นแหละ” เทพยามกลางวันที่เนื้อตัวมอมแมมทรุดตัวลงนั่งบนร่างของหวังอ่าย กวาดตามองกลุ่มคนของลู่จ้งที่ค่อย ๆ
เข้ามาใกล้ แล้วถอนหายใจพลางกล่าว
“เมืองผีมีดวงวิญญาณที่ไม่สมบูรณ์ล่องลอยอยู่มากมาย
“การจับกระดูกนั้น ไม่จำเป็นต้องจับเฉพาะกระดูกของคนเป็นเท่านั้น”
“ไม่ว่าจะเป็นกระดูก วิญญาณ หรือดวงจิต ในสายตาของข้าผู้แก่ชรา
ล้วนเป็นเพียงการแสดงออกที่เป็นรูปธรรมของชะตากรรมอันเลื่อนลอยในโลกนี้เท่านั้น”
“ตลอดหลายปีมานี้ กระดูกที่ข้าได้จับมา มีมากกว่าสิ่งอ่อนนุ่มที่พวกเจ้าเคยจับมาแล้วเสียอีก”
“ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด มีชะตาชีวิตเช่นไร เพียงข้าจับดู ก็รู้แจ้งแจ่มชัด”
“แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ขณะที่จับอยู่นั้น ข้าก็พบเรื่องประหลาดบางอย่าง…”
“พวกเจ้าลองเดาดูสิว่าเป็นเยี่ยงไร?”
เทพยามกลางวันหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
เจียงไฉ่เหอโยนคางคกน้อยใส่เทพยามกลางวันพลางกล่าวว่า “อย่ามัวแต่ทำให้พวกข้าลุ้นสิ! พูดมา!”
เทพยามกลางวันเอียงศีรษะเพื่อหลบการโจมตีครั้งนี้ แต่เพิ่งจะหัวเราะได้ไม่ทันไร ศีรษะก็ถูกตบเข้าให้ดังป้าบ
เขาเหลือบมองด้วยสีหน้าทั้งสงสัยและน้อยใจ:
“คุณชายลู่จ้ง ท่านตีข้าหรือ?”
ลู่จ้งกระแอมเบา ๆ “พวกเราไม่ได้มาฟังเจ้าเล่านิทานนะ”
เทพขอทานยามกลางวันลูบศีรษะของตน ดวงตาอันชราภาพหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“พวกเจ้าเข้าใจกฎเกณฑ์หรือไม่?
อย่างเช่น น้ำหนักของกระดูกที่มีกี่ตำลึงกี่สลึง โดยทั่วไปแล้วล้วนมีชะตาชีวิตที่กำหนดไว้แน่นอน แม้จะมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย
แต่สุดท้ายก็ไม่แตกต่างกันมากนัก นี่ก็คือกฎเกณฑ์อย่างหนึ่ง
เพียงแค่ได้ดูวันเดือนปีเกิดแปดตัวอักษร ก็สามารถล่วงรู้ชะตาชีวิตคร่าว ๆ ของผู้นั้นได้ ว่าจะมีอายุขัยเท่าใด และจะดำเนินชีวิตอย่างไร
แต่ทว่า ในช่วงหลายปีมานี้ ข้าได้พบผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ชะตาชีวิตของพวกเขาสุดท้ายแล้ว ล้วนชี้ไปที่สองคำว่า…
นิรันดร์!”