ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1483 ในวันที่มิอาจลืมตา
บทที่ 1483 ในวันที่มิอาจลืมตา
เดือนสิบสอง วันที่ยี่สิบสี่
วันที่เหมาะแก่การเซ่นไหว้
การทำพิธีสวดมนต์
และการจัดการศพ
หมอชราหวังชิวซู่แห่งเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ได้สิ้นใจลง
ช่างไม้ทั้งหลายถือโอกาสในวันที่เหมาะสมเช่นนี้ ขึงเชือก และเลื่อยไม้
บรรดาสตรีทั้งหลายต่างพากันออกมาจากบ้านเรือน เพื่อช่วยจัดการงานศพของท่านหมอหวังชิวซู่
เมื่อสตรีทั้งหลายมารวมตัวกัน พวกนางก็มักจะชอบสนทนาเรื่องชาวบ้าน สายตาของพวกนางจับจ้องไปที่หญิงชราตระกูลเฉิน เฉินชุนเยว่ ที่กำลังเช็ดโต๊ะด้วยสีหน้าเหม่อลอย พลางพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีต
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวความรักระหว่างเพื่อนวัยเด็ก บัณฑิตยากจน ธิดาเศรษฐี ที่มีฐานะต่างกัน รักที่ไม่สมหวัง ล้วนเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยอุปสรรค
เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ผู้คนในเมืองต่างก็เคยได้ยินมามาก เช่นเดียวกับหวังชิวซู่ที่จากไปในวันนี้ แม้ทุกคนจะเคารพนับถือเขา ทว่าการตายของเขาก็มิใช่เรื่องประหลาดอะไรนัก
ความเป็นความตายเป็นสิ่งไม่แน่นอน ยิ่งเมื่อคนแก่ชราถึงเวลาที่ควรตาย วันหนึ่งก็ไม่อาจลืมตาขึ้นมาได้อีก นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด
หม้อใบใหญ่ถูกตั้งขึ้น ฟืนถูกกองสุม ผู้คนมากมายมาช่วยเหลือ พูดคุยหัวเราะกัน แม้จะรู้สึกเสียดาย แต่ก็ไม่ได้เศร้าโศกมากนัก
หวังฟู่กุ้ยคร่ำครวญจนใบหน้าบวมเต่ง ดูราวกับลูกสุนัขสีเทาที่ถูกผึ้งป่าต่อยจนศีรษะเป็นตุ่ม นั่งขดตัวอยู่ตรงมุมห้อง เป็นครั้งคราวก็ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา ปากพึมพำบางสิ่งไม่หยุด
วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งในเมืองเล็ก ๆ
ส่วนนอกเมือง หลี่ฉวนจวินใช้วิชายุทธ์ แบกร่างคนรักไว้ ขี่ปราณกระบี่มุ่งหน้าสู่ดินแดนเทพศักดิ์สิทธิ์ตอนกลาง
เมืองนี้เล็กนัก เป็นเพียงหนึ่งในหมื่นพันนคร
การเดินทางจากดินแดนน้ำศักดิ์สิทธิ์ทางใต้ไปยังดินแดนเทพศักดิ์สิทธิ์ตอนกลาง ต้องใช้เวลาไม่น้อย หากเดินทางด้วยปราณกระบี่เช่นนี้ คงต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าวัน
หลี่ฉวนจวินห่างหายจากยุทธภพมานาน เขาเพิ่งพบว่ายุทธภพในยามนี้แปรเปลี่ยนไปมากแล้ว
อากาศหนาวเหน็บ ความเย็นยะเยือกกำลังกลืนกินพลังวิเศษในหล้า พลังวิเศษล้วนเจือจางลงอย่างรวดเร็ว
แม้แต่พลังวิเศษในกระบี่คู่กายของเขาก็พลันถูกดูดกลืนไปด้วย
เมื่อเขาเดินทางมาถึงเมืองที่มีแท่นลายอาคมส่งตัว กลับพบว่าแท่นลายอาคมส่งนี้ถูกผนึกไว้
ประสิทธิภาพของแท่นลายอาคมส่งตัวลดลงอย่างมาก มิต้องพูดถึงการข้ามแคว้น แม้แต่การเดินทางพันลี้ที่เคยง่ายดายในอดีต บัดนี้กลับยากเย็นยิ่งนัก
การจะข้ามไปได้ ต้องใช้หินวิญญาณมากกว่าเดิมหลายร้อยถึงหลายพันเท่า
และในยามนี้ หินวิญญาณก็มีค่ามากกว่าแต่ก่อนนัก เมื่อเทียบกันแล้วหากไม่ใช่เรื่องสำคัญถึงชีวิต แท่นลายอาคมส่งตัวมิอาจเปิดผนึกออกได้
ในขณะเดียวกัน การต่อสู้แย่งชิงในเมืองของยอดฝีมือก็ดุเดือดกว่าแต่ก่อน ราวกับว่ากฎเกณฑ์เก่า ๆ กลายเป็นเพียงของประดับประดา
อีกทั้งผู้คนที่ละทิ้งบ้านเกิดมุ่งหน้าสู่ดินแดนหลิงซีก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ภายใต้การสอบถาม หลี่ฉวนจวินจึงได้รู้ว่า มีสำนักใหญ่และตระกูลใหญ่เปิดเผยความลับสวรรค์ ประกาศว่าอนาคตใต้หล้านี้จะมืดมนและมีสถานที่ปลอดภัยไม่มากนัก
อย่างดินแดนน้ำศักดิ์สิทธิ์ทางใต้ นอกเหนือจากดินแดนหลิงซีแล้ว ในวันข้างหน้าพื้นที่ส่วนใหญ่อาจต้องกลายเป็นซากปรักหักพัง ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จะต้องล้มตายทั้งหมด
ใต้หล้านี้ยังคงมีสถานที่ปลอดภัยอีกมากมาย เพียงแต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำทั่วไปรู้จักสถานที่เหล่านั้นไม่มากนัก จึงได้แต่พยายามมุ่งหน้าไปยังสถานที่ปลอดภัยที่ผู้คนส่วนใหญ่จะไปอาศัยอยู่
ส่วนสามัญชนทั่วไป ส่วนใหญ่พวกเขาไม่รู้เรื่องนี้
ถึงแม้จะรู้ก็ไม่อาจมีกำลังเพียงพอที่จะหนีรอด
หากต้องตายระหว่างทาง หรือตายในแดนไกล ไม่สู้ฝังร่างพวกเขาในภูเขาเขียวขจีบนผืนแผ่นดินเกิดนี้เสียดีกว่า
หลี่ฉวนจวินรู้ดีว่าการตายของซิ่วเหนียงจะต้องมีเงื่อนงำ ความรู้สึกถึงไอเย็นอันน่าพิศวงนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าไอเย็นที่กลืนกินพลังวิเศษของฟ้าดินในยามนี้เสียอีก เขามิอาจต้านทานมันได้เลย
เช่นนั้นแล้วเขาต้องรีบไปให้ถึงดินแดนเทพศักดิ์สิทธิ์ตอนกลางโดยเร็ว เพื่อไปพบจ้าวอู่เจียง ให้จ้าวอู่เจียงคิดหาหนทาง
ยามนี้แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกใช้แท่นลายอาคมส่งตัวได้ เขาจึงต้องพึ่งปราณกระบี่อันทรงพลังบินไปอย่างต่อเนื่อง
ยังดีที่ปราณกระบี่เป็นพลังที่เขาบ่มเพาะขึ้นเอง จึงไม่ถูกไอเย็นนี้กลืนกิน
แม้วรยุทธ์ของเขาจะเสื่อมถอยลง แต่ตราบใดที่ยังมีปราณกระบี่ เขาก็ยังสามารถปกป้องตนเองจากความโลภ หรือภยันตรายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทางได้
ปราณกระบี่คือรากฐานของนักดาบตลอดกาล
หลี่ฉวนจวินเหยียบย่ำปราณกระบี่พุ่งทะยานฝ่าสายลมอันหนาวเหน็บ
เดิมทีเขาตั้งใจจะเดินทางไม่หยุดพัก แต่ในขณะที่กำลังจะบินผ่านพื้นที่เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ไป เขาก็เห็นร่างหนึ่งค่อย ๆ เดินเข้ามาหาเขา ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมา
ร่างในอาภรณ์สีดำ เส้นผมดำขลับดุจน้ำหมึกแผ่สยายราวสายน้ำตก กลิ่นอายอำมหิตผสานความเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาไร้ผู้ใดเทียบเทียม
เมื่อเห็นร่างคุ้นตานั้น ดวงตาของหลี่ฉวนจวินพลันร้อนผ่าว เขารู้สึกปลื้มปีติเหลือล้น ก่อนจะรีบควบคุมกระบี่บินเข้าไปใกล้คนผู้นั้นอย่างรวดเร็ว
“จ้าวอู่เจียง”