ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1484 หากต้องรักเจ้าเช่นนั้น ข้าทำมิได้
บทที่ 1484 หากต้องรักเจ้าเช่นนั้น ข้าทำมิได้
บนขุนเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
สายลมหนาวพัดปะทะใบหน้า
เจียงหน่ายจวินยืนนิ่งอยู่ริมหน้าผา กางแขนทั้งสองข้าง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังรับรู้ถึงฟ้าดิน
ไม่ไกลจากด้านหลังของเขา มีลู่เสี่ยวจิ่นที่กำลังกอดกระบี่ และถูซานซูซูที่กำลังม้วนเส้นผมดำขลับไปมา
เจียงหน่ายจวินกล่าวว่า “ความหนาวเหน็บนี้กลืนกินพลังวิเศษของฟ้าดิน กลืนกินวรยุทธ์ของพวกเรา เหมือนว่าภัยพิบัติในยุคโบราณกาลกำลังหวนกลับมาอีกครั้ง”
เจียงหน่ายจวินยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางมองไปยังขุนเขาเบื้องหน้า ไม่มีท่าทีตื่นตระหนก หรือความรู้สึกด้านลบแม้แต่น้อย
เช้าวันนี้ เขาได้รับรู้ว่าตระกูลเจียงได้ปล่อยข่าวออกมา ใจความสำคัญคือ แม้จะเผชิญหน้ากับการคุกคามจากศัตรูมากมาย ตระกูลเจียงก็จะมิมีการประนีประนอมใด ๆ ผู้มีพรสวรรค์ของตระกูลเจียงล้วนเป็นผู้กล้าหาญ ไม่เกรงกลัวความตาย และญาติสนิทของผู้มีพรสวรรค์เหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรและการคุ้มครองจากตระกูลเจียงมากขึ้น
ทว่าในข่าวกลับมิได้กล่าวถึงการช่วยเหลือผู้มีพรสวรรค์ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน แลมิได้กล่าวถึงการทอดทิ้งพวกเขาเช่นกัน
แต่พวกเขาล้วนเข้าใจดีกว่า นี่ไม่เพียงเป็นการข่มขู่ผู้ที่เป็นศัตรูกับตระกูลเจียง แต่ยังเป็นการข่มขู่ผู้มีพรสวรรค์ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน
สิ่งที่ควรพูด สิ่งที่ควรทำ ไม่จำเป็นต้องกล่าวก็เข้าใจได้
หากผู้มีพรสวรรค์ที่เป็นตัวประกันยอมตายเพื่อปกป้องความลับของตระกูลเจียง ญาติสนิทของพวกเขาจะได้รับผลประโยชน์ และพวกเขาก็จะได้รับชื่อเสียงอันดีงาม
แต่หากกล้าทำสิ่งที่เป็นภัยต่อตระกูลเจียง ญาติสนิทเหล่านั้นก็จะได้รับผลร้าย และพวกเขาจะถูกตราหน้าข้อหาทรยศตระกูล
ลู่เสี่ยวจิ่นมองแผ่นหลังอันสงบนิ่งที่แม้ฟ้าถล่มก็ไม่หวั่นไหวของเจียงหน่ายจวิน ทำให้นางนึกถึงจ้าวอู่เจียงอีกครั้ง
นางจึงเอ่ยเกลี้ยกล่อม
“หากเจ้าเต็มใจที่จะละทิ้งความมืดมน แล้วหันมาเข้าร่วมกับพวกเรา พวกเราสามารถปล่อยข่าวลวงว่าเจ้ายอมตายอย่างกล้าหาญ”
ถูซานซูซูมองเจียงหน่ายจวินด้วยแววตาเปี่ยมด้วยอารมณ์ซับซ้อน
“พี่ฉางอวี่เห็นแก่ตัวสักครั้งเถิด…”
“ฮะ ๆ ขอบคุณสองหญิงงามที่มีน้ำใจ” เจียงหน่ายจวินค่อย ๆ หันกาย แล้วจึงยิ้มอย่างอ่อนโยน
“น่าเสียดายนัก แม้ตระกูลเจียงจะมีอำนาจด้อยกว่าตระกูลลู่และภูเขาถูซาน แต่ก็นับเป็นตระกูลใหญ่ แผ่นป้ายชีวิตของตระกูลเจียงนี้ มิใช่สิ่งที่คนนอกจะมาแทรกแซงได้
ข้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เพียงประมุขตระกูลดูที่แผ่นป้ายชีวิต เขาย่อมรู้
พี่ชายพี่สาวรักข้า บิดามารดาทะนุถนอมข้า น้องสาวก็มักจะติดตามข้าอยู่เสมอ หากในยามนี้ข้าไม่ตาย ผู้ที่จะต้องเดือดร้อนก็คือพวกเขา ข้าไม่อาจทำเช่นนั้นได้…”
“แล้วเจ้าทำใจทิ้งชีวิตของตัวเองได้หรือ?” นัยน์ตาของถูซานซูซูสั่นไหวเล็กน้อย
เจียงหน่ายจวินสบตากับซูซู เขามองนางด้วยแววตาอ่อนโยน
“คนเราย่อมต้องตาย ขอเพียงได้ตายอย่างสมควร นั่นก็เพียงพอแล้ว”
ลู่เสี่ยวจิ่นสังเกตเห็นว่าเท้าทั้งสองข้างของเจียงหน่ายจวินยื่นออกไปนอกหน้าผาครึ่งหนึ่งแล้ว นางหรี่ดวงตางามดั่งสายธารยามสารทฤดู
ถูซานซูซูค่อย ๆ ถอนหายใจ ดวงตาจิ้งจอกอันเย้ายวนสั่นไหว
“แล้วข้าเล่า? ฉางอวี่ เจ้ามิได้ชอบข้ามาตลอดหรอกหรือ?
เจ้าจะทิ้งข้าไปจริง ๆ หรือ?”
เจียงหน่ายจวินยิ้มอย่างอ่อนโยน ปลายจมูกก็พลันร้อนผ่าว
“ซูซู ข้าฉางอวี่ชอบเจ้าจริง ๆ ชอบมาก ชอบมากจริง ๆ…”
น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาของถูซานซูซู พลังปีศาจของนางสะสมกระแสพลังพร้อมปลดปล่อย หวังจะช่วยบุรุษผู้ที่มีใจให้นางผู้นี้
“แต่ว่า หากชอบเจ้าแล้วต้องทิ้งครอบครัวของข้า ข้าฉางอวี่ ทำเช่นนั้นมิได้”
เจียงหน่ายจวินกางมือออก ราวกับจะโอบกอดถูซานซูซู แต่ทว่าเขากลับถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
บัดนี้ คุณชายตระกุลเจียงร่วงลงสู่เหวเบื้องหลัง
“ฉางอวี่!”
“เจียงหน่ายจวิน!”
ถูซานซูซูปล่อยพลังปีศาจพุ่งออกไป หวังจะยับยั้งฉางอวี่ แต่ยามนี้ไม่เหมือนในอดีต พลังวิเศษของฟ้าดินเบาบางนัก ลำแสงพลังปีศาจไม่อาจพุ่งไปได้ไกล นางไม่อาจคว้าตัวฉางอวี่ไว้ได้
ลู่เสี่ยวจิ่นเหยียบปราณกระบี่พุ่งทะยานดั่งสายฟ้าฟาด หมายจะคว้าจับมือของเจียงหน่ายจวินเอาไว้ แต่ก็ยังช้าไปครึ่งก้าว
ถูซานซูซูกระโดดตามลงไป แต่สายลมแรงพัดพานางลอยขึ้นจากเหวลึก
พวกนางได้แต่มองดูฉางอวี่ที่ร่วงหล่น แลค่อย ๆ แตกสลายกลายเป็นแสงหิ่งห้อยสีเหลืองนวล
บรรดาตระกูลใหญ่มีวิชาลับที่สามารถบังคับให้ตนเองจบชีวิตได้ในยามคับขัน เพื่อรักษาความบริสุทธิ์และความลับของตระกูล
ยามนี้เจียงหน่ายจวินได้ใช้วิชานี้ไปแล้ว
ตั้งแต่คืนก่อน เจียงหน่ายจวินก็ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ที่จะยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องคนที่รักยิ่ง
ถูซานซูซูคุกเข่านั่งนิ่งอยู่ริมหน้าผา นางรู้สึกแน่นในอกอย่างน่าประหลาดใจ นางมิเข้าใจตนเอง ทั้งที่นางมิได้ชมชอบบุรุษผู้เจ้าสำราญผู้นี้ แต่เหตุใดยามนี้ นางจึงรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก