ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1490 ขึ้นมิได้ ลงมิได้
บทที่ 1490 ขึ้นมิได้ ลงมิได้
ทหารยามที่ดูแลแท่นลายอาคมส่งตัวต่างล้มลงในกองโลหิต
ยามหมดสิ้นใจลมหายใจพวกเขาก็ยังมิเข้าใจ เหตุใดพวกเขาที่ทุ่มเทดูแลแท่นลายอาคมส่งตัวมาหลายปีปี ยามนี้กลับถูกทหารองครักษ์สังหารอย่างโหดเหี้ยม
สิ่งที่พวกเขาไม่มีวันได้รู้คือ ความตายของพวกเขานั้นเป็นเพราะพวกเขาบังเอิญเห็นอวี้ไท่ซุ่ย
อวี้ไท่ซุ่ยเป็นขุนนางระดับสูงแห่งดินแดนเขตตะวันตกเฉียงใต้ของราชวงศ์ต้าฉิน หลังจากรู้ว่าสวรรค์และพิภพเกิดความผันผวน เขาคือคนแรกที่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงรีบใช้ความสัมพันธ์ของตนสืบข่าวจากหลายแหล่ง
เขาได้รับข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติจากสวรรค์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ประกอบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา หิมะตกลงมาไม่หยุดหย่อนอย่างน่าประหลาด แม้ว่าในช่วงสองวันนี้หิมะจะหยุดตกไปแล้ว แต่พลังวิญญาณในสวรรค์และพิภพกลับเจือจางลงอย่างน่าพิศวง ราวกับว่าความหนาวเย็นและพลังวิญญาณในสวรรค์และพิภพขัดแย้งกัน ความหนาวเย็นจึงกลืนกินพลังวิญญาณจนหมดสิ้น
ด้วยเหตุนี้แล้ว เขาจึงยิ่งมั่นใจในเรื่องภัยพิบัติจากสวรรค์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ในฐานะขุนนางในราชสำนัก เขารู้ดีว่าภายใต้ภัยพิบัติ หากภายนอกราชสำนักดูเหมือนสงบนิ่ง เบื้องหลังจะต้องมีการเตรียมการต่าง ๆ อย่างเร่งรีบแน่นอน
และแล้ว ภายใต้การสืบข่าวจากหลายทาง ก็ทำให้เขาได้รับข่าวจากปากของสหายเก่าที่มีตำแหน่งเป็นขุนนางจิ่วชิง และมีความสัมพันธ์กับราชวงศ์ว่า
“ราชวงศ์ต้าฉินจะเดินทางไปยังราชวงศ์เซียนต้าโจวเพื่อหลบหนีภัยพิบัติในเร็ว ๆ นี้ และสิทธิ์ในการหลบหนีภัยพิบัตินั้นมีไม่มากนัก เหตุเพราะราชวงศ์เซียนต้าโจวที่จะเป็นหนึ่งในที่พักพิงที่ปลอดภัยในวันข้างหน้านั้น หากมีผู้คนอพยพไปมากเกินไป ต้าโจวไม่อาจรับทุกคนได้
ว่ากันว่าสิทธิ์นี้เป็นผลจากการเจรจาระหว่างบรรพบุรุษตระกูลอวิ๋นแห่งราชวงศ์เซียนต้าโจว และฝ่าบาทกับจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เซียนต้าโจว
และสิทธิ์ที่มีอยู่น้อยนิดนั้น ยามนี้ได้ถูกจองไว้เกือบหมดแล้ว โดยตระกูลอวิ๋นและพระญาติของฝ่าบาท ดังนั้นคนอื่น ๆ จึงได้แต่รอความตาย
แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อความวุ่นวาย เรื่องนี้ภัยพิบัตินี้จึงไม่ได้ประกาศให้ประชาชนรับรู้ และมันจะถูกเก็บเป็นความลับ”
หลังจากที่อวี้ไท่ซุ่ยได้รับข่าวนี้ เขาก็รีบออกเดินทางกลับเรือนทันที เตรียมพร้อมที่จะหลบหนีไปยังราชวงศ์เซียนต้าโจว ในขณะที่แท่นลายอาคมส่งตัวยังคงใช้งานได้ตามปกติ
แต่ใครจะล่วงรู้ว่าเพียงแค่เขาเตรียมจะออกเดินทางไป ราชสำนักที่มีสายลับอยู่ทั่วทุกหนแห่งก็รับรู้เรื่องนี้แล้ว จึงส่งหัวหน้ากองทหารองครักษ์แห่งดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ให้มาจับกุมเขาที่แท่นลายอาคมส่งตัว
หากเป็นตระกูลใหญ่ทั่วไปหรือขุนนางที่ไล่ล่าเขา อวี้ไท่ซุ่ยอาจจะต่อต้านบ้าง แต่เมื่อเป็นถึงกองทหารองครักษ์ชุดเกราะดำ เขาจึงมิคิดที่จะต่อต้านแม้แต่น้อย
หัวหน้ากองทหารองครักษ์ชุดเกราะดำเป็นถึงองค์ชาย ผู้มีพลังอำนาจที่โหดเหี้ยมชอบการเข่นฆ่าอย่างไร้ความปรานี
เขาไม่สามารถต่อต้านหรือหลบหนีได้เลย สู้ยอมให้องค์ชายจับตัวไปดีกว่า
มิเช่นนั้นหากเขาหนีไปจริง ๆ องค์ชายผู้นี้จะต้องส่งทหารตามไล่ล่าสังหารเขาตลอดทาง เมื่อถึงเวลานั้นลูกสาวของเขาก็จะตกอยู่ในอันตราย
และเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารยามที่อยู่ใกล้แท่นลายอาคมส่งตัวสืบค้นหรือค้นพบข้อมูลบางอย่าง องค์ชายผู้นี้จึงสังหารทหารยามเหล่านี้ให้สิ้นเสีย
เมื่อภัยพิบัติจากสวรรค์ลงมา ผู้มีเงินทองและอำนาจย่อมรู้ข่าวก่อนและหนีไปก่อน ส่วนผู้ที่ไม่รู้ก็ยังคงใช้ชีวิตเหมือนวันปกติ เรียบง่ายและบริสุทธิ์ จนกระทั่งสิ้นลมหายใจท่ามกลางภัยพิบัติ
ผู้ที่น่าสงสารที่สุดคือนักฝึกบำเพ็ญที่ระดับกลาง แม้จะรู้เรื่องรู้ราวบ้างแต่ก็มิมากนัก พวกเขามักตายด้วยความสิ้นหวังที่มิอาจทำอันใดได้
ผู้คนต่างรู้สึกสังเวช การเป็นคนนั้น ต้องไม่รู้อะไรเลย หรือไม่ก็รู้ทุกอย่าง ต้องไร้ความสามารถ หรือไม่ก็มีความสามารถทุกอย่างเสีย
เปรียบเหมือนชายสามคนที่เบียดกันอยู่บนเตียงเล็ก ๆ ในเหมันต์ฤดู คนซ้ายและคนขวายังมิลำบากนัก มีเพียงคนตรงกลางที่ทนทุกข์ทรมานที่สุด
————
พลังวิเศษโหมกระหน่ำ เจิดจรัสเป็นแสง
แสงและเงาพัดผ่าน ฟ้าดินแปรเปลี่ยน
มิรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดกลุ่มของว่านจื่อและสามคนจากตระกูลอวี้ก็มาถึงดินแดนชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของราชวงศ์เซียนต้าโจว มณฑลฟางเฉ่า เมืองอิงอู่
เมื่อมาถึงเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของราชวงศ์เซียนต้าโจวแห่งนี้ ความรู้สึกแรกของทุกคนคือความหนาวเย็น ที่นี่หนาวกว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของราชวงศ์ต้าเฉียนมากมายนัก
ต่อมา ความรู้สึกที่สองของพวกนางคือ พลังวิเศษแห่งฟ้าดินของราชวงศ์เซียนต้าโจวเมื่อเทียบกับราชวงศ์ต้าเฉียน แม้จะเบาบางลงไปไม่น้อย แต่ก็ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่
เมืองชายแดนเล็ก ๆ แห่งนี้ ก็คึกคักกว่าดินแดนชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้อย่างเมืองสุ่ยเจินไม่น้อย
สตรีน้อยว่านจื่อค่อย ๆ คลายคิ้วที่ขมวดอยู่ ความกังวลเกี่ยวกับอาจารย์ก็จางหายไปบ้างในชั่วขณะ
เมื่อมาถึงราชวงศ์เซียนต้าโจว นางเพียงแค่ต้องเดินทางอีกหนึ่งหรือสองวัน หรืออาจจะไม่ถึงด้วยซ้ำ นางก็จะได้พบกับจ้าวอู่เจียงอีกครั้ง
มิรู้ว่าจ้าวอู่เจียงจะรู้หรือไม่ว่านางกำลังจะมาถึง แลหากรู้แล้ว เขาจะมารับนางหรือไม่
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็อดมิได้ที่จะเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสดใสดั่งบุปผาแรกแย้มและเจือด้วยความเขินอายออกมา