ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1491 หนิงเยี่ย
บทที่ 1491 หนิงเยี่ย
ยามพลบค่ำใกล้มาถึง
ตามถนนใหญ่น้อยในเมืองอิงอู่ มณฑลฟางเฉ่านั้น มีเด็ก ๆ ที่ไม่กลัวความหนาวเย็นพากันเล่นวิ่งไล่กัน ก่อตุ๊กตาหิมะ และเล่นขว้างปาหิมะใส่กัน
ท่ามกลางเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน มีเด็กสองคนที่ดูแปลกแยกจากภาพเหตุการณ์นี้
เด็กทั้งสองมีรูปร่างผอมบาง เด็กที่สูงกว่า หรือหากพูดให้ถูกก็คือเขาเป็นเด็กหนุ่มแล้ว เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้ามอมแมม เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรก
เขาสวมเสื้อนวมที่บางเฉียบสามตัวซ้อนกัน ประกอบกับอากาศหนาวเหน็บภายนอกนั้น ทำให้เสื้อนวมไม่เพียงพอที่จะให้ความอบอุ่นแกเขา ตอนนี้ร่างกายของเด็กหนุ่มกำลังสั่นเทาเล็กน้อย
เด็กที่เตี้ยกว่าสองศีรษะสวมหมวกขนสัตว์ที่สกปรกและเปื้อนคราบมัน ตัวเขาสวมเสื้อนวมสองตัว แต่คุณภาพของเสื้อนวมดีกว่าเสื้อของเด็กหนุ่มข้าง ๆ อย่างเห็นได้ชัดจึงมิรู้สึกหนาวอันใด แต่กลับอบอุ่นจนใบหน้าเล็ก ๆ แดงระเรื่อ
เด็กทั้งสองไม่ได้หัวเราะเล่นหยอกล้อกันเช่นเด็กคนอื่น ๆ แต่เดินไปตามถนนน้อยใหญ่ พลางสังเกตอะไรบางอย่างอยู่
พวกเขาเดินไปเรื่อย ๆ สายตาส่วนใหญ่จับจ้องอยู่ที่ผู้ใหญ่ที่เดินผ่านไปมา
เด็กหนุ่มจูงมือเด็กชายตัวเล็ก ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ บางครั้งขมวดคิ้ว บางครั้งส่ายหน้า
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเมือง
โรงเตี๊ยมขนาดไม่ใหญ่ ด้านนอกแขวนป้ายที่เขียนตัวอักษรสี่ตัวว่า ‘โรงเตี๊ยมเวยอู่’
พวกเขามิได้เลือกที่จะเข้าไปข้างใน เหตุที่มิเข้าไปนั้น มิใช่ว่าพวกเขามิเคยเข้าไปข้างใน เพียงแต่สุดท้ายก็พวกเขาถูกเด็กรับใช้ในร้านไล่ออกมาเท่านั้นเอง
ทั้งสองพิงกำแพงด้านนอกโรงเตี๊ยม แล้วย่อตัวลงตามแนวกำแพง เด็กหนุ่มเขี่ยหิมะขาวที่อยู่ใต้เท้า ส่วนเด็กชายตัวน้อยกำลังแทะอาหารชิ้นหนึ่งที่มองไม่ออกว่ามีรูปร่างอย่างไร เห็นเพียงแต่สีน้ำตาลอมเหลือง อาจเป็นมันฝรั่ง หรืออาจเป็นชิ้นขิง หรืออาจเป็นอาหารที่ทำจากแป้งผสมน้ำด่าง…
เด็กหนุ่มกวาดสายตาไปทางซ้ายพลางขวาพลาง สำรวจผู้คนที่เดินผ่านหรือเข้าไปในโรงเตี๊ยม
พวกเขารอจนกระทั่งท้องฟ้าเกือบมืดสนิท เด็กรับใช้ในร้านที่กำลังแขวนโคมไฟที่หน้าโรงเตี๊ยม จ้องเด็กทั้งสองด้วยสายตาดุดัน เด็กทั้งสองจึงเตรียมตัวลุกขึ้นจากไป
มิมีใครรู้ว่าพวกเขากำลังทำอันใด ดูราวกับว่าพวกเขากำลังมองหาใครบางคน
‘บางทีอาจกำลังมองหาเป้าหมายที่จะขโมย…’
เด็กรับใช้คิดในใจหลังจากแขวนโคมไฟเสร็จ
ในเมืองที่ทั้งผู้บำเพ็ญและปุถุชนธรรมดาอาศัยอยู่ร่วมกันนี้ มีขโมยวัยเยาว์เช่นนี้มากมายนับไม่ถ้วน
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มที่กำลังจูงเด็กชายเตรียมจากไป ก็หยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน จากนั้นเขาก็รีบดึงเด็กชายวิ่งอ้อมกำแพงไปอย่างรวดเร็ว แล้วซ่อนตัวอยู่ที่มุมหนึ่ง
ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังอีกทิศทางหนึ่ง ที่มีกลุ่มคนกำลังเดินมาทางโรงเตี๊ยม
กลุ่มคนเหล่านี้แท้จริงแล้วแบ่งเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งมีสามคน ประกอบด้วยชายชรา ชายหนุ่มที่ดูเหมือนนักปราชญ์ และเด็กสาวที่ขมวดคิ้วเม้มปาก เผยสีหน้าราวกับกำลังไม่พอใจบางสิ่ง
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง นอกจากแมวดำขาวร่างใหญ่โตมหึมาที่มีขนาดเทียบเท่ากับบ้านหลังเล็กแล้ว คนอื่น ๆ ทั้งห้าคนล้วนเป็นผู้หญิงและเด็ก มีหญิงงาม เด็กสาว เด็กหญิง และเด็กชายอีกสองคน
เห็นเช่นนั้นแล้ว สายตาของเด็กหนุ่มที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดก็พลันเปล่งประกายวาบขึ้นมา เขาตบมือเด็กชายเบา ๆ แล้วกระซิบว่า
“เชวียเอ๋อร์…”
เด็กชายที่ถูกเรียกว่าเชวียเอ๋อร์เบ้ปาก มิได้รู้สึกยินดีเหมือนเด็กหนุ่มผู้พี่แม้แต่น้อย แต่กลับเบ้ปากออกมา
“พี่ชายหนิงเยี่ย พวกเราจะต้องทำเช่นนี้จริง ๆ หรือ?”
สายลมหนาวพัดผ่าน พัดเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของเด็กหนุ่ม เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามมากขึ้น หากจ้าวอู่เจียงอยู่ที่นี่ เขาจะต้องจดจำได้แน่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือใคร
หนิงเยี่ย
จ้าวอู่เจียงเคยพบเขาที่เมืองอวิ๋นเจียน เมืองหลวงของเมืองอวิ๋นโจว หนึ่งในสิบสามแคว้นของราชวงศ์เซียนต้าโจว
ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บนั้น เด็กหนุ่มที่กำลังอ้อนวอนขออาหารถูกเขาช่วยไว้ และก่อนจากกัน เด็กหนุ่มก็แนะนำตนเองนามว่าหนิงเยี่ย
หนิงเยี่ยออกจากเมืองอวิ๋นเจียนเดินทางไปทั่ว ท่องเที่ยวไปตามเส้นทาง จนมาถึงที่แห่งนี้