ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1501 นางมาเพื่อรักษาคำสัญญา
บทที่ 1501 นางมาเพื่อรักษาคำสัญญา
“จูกัดชิงชิง?”
หนิงเยี่ยรีบเสาะแสวงหาภาพของทุกคนที่เคยพบเจอในความทรงจำอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับไม่มีหน้าของผู้ใดที่ตรงกับหญิงสาวตรงหน้า
เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ กุมแผ่นยันต์ที่ท่านผู้มีพระคุณมอบให้ไว้แน่น แล้วเอ่ยเสียงทุ้มว่า
“เจ้ารู้ชื่อข้าได้เยี่ยงไร?”
จูกัดชิงชิงควงกระบี่เบา ๆ กำไลข้อมือของนางก็พลางแกว่งไกว ส่งเสียงกระทบกันอย่างแผ่วเบา
“แผนลวงระหว่างเจ้ากับอู๋เชวีย ข้าเห็นหมดแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ลมหายใจทั้งหมดของหนิงเยี่ยก็พลันสงบลง เงียบสงัดดั่งราตรี พลังของยันต์ค่อย ๆ แผ่ซ่านออกจากร่างของเขา
“เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไปแจ้งความลับหรือ?”
จูกัดชิงชิงรู้สึกถึงพลังของยันต์ที่ดูธรรมดาและไร้พลังนั้น นางส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า
“วางใจเถิด ข้าเพียงแต่สงสัยในบางเรื่องเท่านั้น”
“เจ้าแสร้งทำตัวให้น่ารังเกียจเช่นนั้น มิได้ข่มขู่ศิษย์ของจางซวีไป๋ให้พาอู๋เชวียไปตรง ๆ อีกทั้งไม่ได้ให้เขาเอ่ยปากขอร้องเอง แต่กลับปล่อยให้หญิงสาวผู้นั้นคิดไปเอง แลตัดสินไปใจเองตามที่นางคิดว่าถูกต้อง”
“ความคิดเช่นนี้ นับว่ามิธรรมดา”
“เจ้ามีความสามารถพอที่จะทำให้หญิงสาวผู้นั้นพาเจ้าไปด้วยได้ แต่เหตุใดเจ้าจึงมิไปกับอู๋เชวียเล่า?”
หนิงเยี่ยดูเหมือนจะผ่อนคลาย แต่ทั้งร่างกลับระแวดระวังจูกัดชิงชิงอย่างยิ่ง เขายิ้มบาง ๆ พลางกล่าวว่า
“ใครบอกท่านว่าความน่ารังเกียจของข้าเป็นการแสร้งทำ?
ข้ามีโรคร้ายติดตัวแต่กำเนิด เป็นที่รังเกียจของทั้งคนและสุนัข จึงมิจำเป็นต้องไปกับเชวียเอ๋อร์…”
จูกัดชิงชิงค่อย ๆ ชักกระบี่ยาวออกมา ปลายกระบี่ชี้ไปที่หนิงเยี่ย
“หากเจ้าเป็นที่รังเกียจของทั้งคนและสุนัขจริง แล้วยันต์ในเสื้อของเจ้านั่นล่ะ มาจากที่ใดกัน? มิใช่ของที่ปล้นมาใช่หรือไม่?”
“เจ้ารู้จักยันต์นี้ด้วยหรือ?” หนิงเยี่ยขมวดคิ้ว
จูกัดชิงชิงตอบ
“ข้าพอจะรู้จักเจ้าของยันต์นี้อยู่บ้าง”
“เป็นผู้ใด?” หนิงเยี่ยเอ่ยเสียงทุ้ม
“เจ้ามิรู้หรือ?” จูกัดชิงชิงรู้สึกสงสัยเล็กน้อย
หนิงเยี่ยหัวเราะเยาะ
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้ใด แล้วยังคิดจะหลอกข้าอีก!”
ปราณกระบี่ของจูกัดชิงชิงค่อย ๆ รวมตัว
“อย่ามาลองดีกับข้า เมื่อเขามิได้บอกนามของเขากับเจ้า ข้าจูกัดชิงชิงก็จะมิยุ่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง บอกนามของเขากับเจ้าเช่นกัน!
ข้าเพียงแค่อยากทดสอบดูว่ายันต์ของเขา จะวิเศษสุดยอดอย่างที่เสี่ยวไป๋ชมไว้หรือไม่!”
แสงกระบี่พุ่งผ่าน กวาดมาตรงหน้า
หนิงเยี่ยยื่นมือขวาออกไป ในมือมีแสงสีเหลืองกระดาษ เขาใช้มือเดียวจับปราณกระบี่ไว้ ถอยหลังโซเซไปสิบกว่าก้าว จนกระแทกกำแพงอีกด้านอย่างแรง
“แม้พลังยันต์จะไม่เลว แต่เจ้าใช้ไม่ได้!”
จูกัดชิงชิงงอข้อมือเรียวสวยเก็บกระบี่ยาวเข้าฝัก แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“เมื่อเจ้าได้รับยันต์จากเขา นั่นคือโชคของเจ้า แม้คนธรรมดาอยากได้ ก็ยังมิมีโอกาส เช่นนั้นแล้วเจ้าอย่าได้ทำให้เขาผิดหวัง”
มือขวาของหนิงเยี่ยที่รวมพลังยันต์สั่นเทาไม่หยุด เลือดลมในร่างก็ปั่นป่วนเช่นกัน เขาจ้องจูกัดชิงชิงดวงตาเขม็ง
“เจ้ามาที่นี่เพียงเพื่อลองกระบี่เพียงคราเดียว?”
จูกัดชิงชิงไม่ตอบ นางหมุนตัวอย่างสง่างาม แล้วหายจากไป
จูกัดชิงชิง นางไม่ได้มาเพียงเพื่อลองกระบี่คราเดียวอย่างแน่นอน นางเพียงแค่บังเอิญรู้สึกถึงกลิ่นอายของจ้าวอู่เจียงจึงตามมาถึงที่นี่ และก็พบว่าเป็นเพียงยันต์ของเขา
นางอยากลองทดสอบดูว่ายันต์ของจ้าวอู่เจียงที่ถูกเสี่ยวไป๋หวงแหน และเรียกมันว่าเป็นเพื่อนเพียงครึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของจ้าวอู่เจียง จะมีพลังมากมายอย่างที่ว่าจริงหรือไม่
หากมันทรงพลังจริง แลหากนางยังมีโอกาสอีกครั้ง นางจะต้องไปขอมันมาสักสองสามแผ่นให้เสี่ยวไป๋ เพื่อคุ้มครองให้เขาปลอดภัยและราบรื่นตลอดไป
การเดินทางครั้งนี้ นางมาเพื่อทำตามคำมั่นสัญญา
คำมั่นสัญญาที่อาจารย์จางซวีไป๋เรียกร้องมีสามข้อ
“ข้อแรก รออยู่ที่ชายแดนของต้าโจวตามเวลาที่นัดหมาย คอยคุ้มกันญาติของเขาให้เดินทางไปถึงย่านเจียงตู่ในแคว้นต้าโจวอย่างปลอดภัย
ข้อสอง คุ้มกันญาติให้เดินทางไปถึงย่านเจียงตู่ในแคว้นต้าโจวอย่างปลอดภัย!
ข้อสาม ก็ยังคงเป็นการคุ้มกันญาติให้เดินทางไปถึงย่านเจียงตู่ในแคว้นต้าโจวอย่างปลอดภัย!”
ในตอนนั้นนางตอบกลับไปว่า
“ง่ายดายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
จางซวีไป๋กล่าวว่า
“เจ้าอาจจะตาย”
“เป็นเรื่องแน่นอนใช่หรือไม่?” นางจำได้ว่าจางซวีไป๋เคยพูดถึงเรื่องการแลกชีวิตด้วยชีวิต
จางซวีไป๋ตอบนางว่า
“กลไกสวรรค์ที่ปรากฏ มิจำเป็นต้องเป็นบทสรุปของอนาคต อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้…”
“เช่นนั้น ข้าตกลง”
“เจ้าคิดดีแล้วหรือ?”
“ข้าคิดดีแล้ว มิจำเป็นต้องคิดให้มากความ”
“คุ้มค่าหรือ?”
“…ข้ายินดี”