ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1503 กระบี่ของหลี่ฉวนจวิน
บทที่ 1503 กระบี่ของหลี่ฉวนจวิน
หลี่ฉวนจวินนั่งนิ่งอยู่หน้าโลงน้ำแข็งของซิ่วเหนียง
ยามนี้ความคิดมากมายรบกวนจิตใจของเขา
ผมขาวของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้น ทว่าทั้งร่างกลับเหี่ยวเฉาลงเรื่อย ๆ อย่างน่าใจหาย บัดนี้เขาดูแก่ชรา ราวกับกระบี่โลหะเก่าที่เต็มไปด้วยสนิม
เขาจมอยู่ในห้วงความคิดตั้งแต่ยามทิวาจนถึงยามราตรี ทั้งกลุ้มใจและดิ้นรนต่อสู้กับความรู้สึก
จนกระทั่งเขารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับว่าพื้นดินกำลังสั่นไหว เขาจึงสะดุ้งตื่นขึ้นมา รีบปกป้องโลงน้ำแข็งทันที
ผ่านไปสักพัก แรงสั่นสะเทือนก็ค่อย ๆ หายไป
เขาไม่ได้ลุกขึ้นไปตรวจสอบต้นตอของมัน แต่กลับก้มตัวลงต่ำ ราวกับกำลังพูดอะไรบางอย่างกับซิ่วเหนียงที่หลับใหล
ไม่นานนัก แผ่นดินไหวก็ตามมาอีกครั้ง เขากดโลงน้ำแข็งแน่นอีกครั้ง ไม่ให้โลงสั่นไหว เพื่อไม่ให้มันรบกวนคนรักที่หลับใหล
จนกระทั่งแผ่นดินไหวสงบลง เขาจึงลุกขึ้นในที่สุด ถอนหายใจยาว ยกมือขึ้น พลันใดนั้นถุงเก็บของวิเศษอันงดงามก็ปรากฏในมือของเขา
เขาวางคนรักของตนลงในถุงเก็บของวิเศษ
ในหมู่ผู้บำเพ็ญมีกฎว่าคนเป็นและสิ่งมีชีวิตไม่สามารถเข้าไปในถุงเก็บของวิเศษได้ เพราะพื้นที่ภายในถุงเก็บของวิเศษไม่สามารถรองรับได้ เพราะมันจะพังทลาย และทำให้สิ่งที่เก็บไว้ในนั้นติดอยู่ และยากที่จะนำออกมาได้อีก
ก่อนหน้านี้หลี่ฉวนจวินไม่เคยวางคนรักของตนในถุงเก็บของวิเศษ แต่เลือกวางไว้ในโลงน้ำแข็ง เพราะเขายังมิสามารถยอมรับการจากไปของนางได้
ในใจของเขา ซิ่วเหนียงเพียงแค่หลับใหลไปเท่านั้น นางมิได้ตาย เช่นนั้นแล้วจึงมิสามารถวางนางลงในถุงเก็บของวิเศษได้
แต่บัดนี้ เขาได้ตัดสินใจแล้ว
เขาต้องการเดินทางไปยังต้าโจวแห่งอาณาจักรเซียนที่ย่านเจียงตู่ เพื่อไปพบกับจ้าวอู่เจียง เขามิสามารถปล่อยให้คนรักของตนอยู่เพียงลำพังในโลงน้ำแข็งอันเย็นเยียบเช่นนี้ได้ เขาต้องพานางไปด้วยกัน
ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร เขาจะอยู่เคียงข้างนางเสมอ
หลี่ฉวนจวินค่อย ๆ เดินออกมาด้านนอก ท้องฟ้ายามราตรีพร่างพราวด้วยดวงดาราระยิบระยับ ไกลออกไปเป็นเงาทมิฬประหลาดที่ทอดยาว ฃ
เขาออกเดินทางอีกครั้งเพื่อแสวงหาความช่วยเหลือจากจ้าวอู่เจียง
ดูเหมือนว่าเขาไม่เคยเปลี่ยนเป้าหมายแรกเริ่ม แต่แรกเขาก็ต้องการไปหาจ้าวอู่เจียงเพื่อขอความช่วยเหลืออยู่แล้ว
แต่จิตใจของเขามิเหมือนกับตอนที่ซิ่วเหนียงเพิ่งประสบเคราะห์กรรมอีกต่อไป
ยามนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว
หลี่ฉวนจวินค่อย ๆ ย่างก้าวเข้าสู่ความมืดมิด ระหว่างทางเขาเห็นพื้นดินปรากฏรอยแยกมากมาย รอยแตกร้าวทอดยาวไปจนสุดสายตา
เขาเห็นเทือกเขาอันสูงตระหง่านพังทลายลงบางส่วน โดยมิรู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อใด โคลนสีเหลืองพัดพาหญ้าและต้นไม้ไหลบ่ามารวมกันกลายเป็นยอดเขาอีกลูกหนึ่ง
เขาเห็นแม่น้ำที่หยุดไหล บ้านเรือนที่พังทลาย และสรรพชีวิตที่วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวในความมืด
เขาไม่ได้ตั้งใจจะหยุดพัก เพราะต้องการมุ่งตรงไปยังต้าโจวย่านเจียงตู่
แต่ความสงสารและความอยากรู้อยากเห็นในใจนั้น กลับผลักดันให้เขาลงมือช่วยเหลือ
เช่นนั้นแล้วเขาก็ตื่นตระหนกที่ต้องพบว่า
ใต้หล้าไม่มีพลังวิเศษอีกต่อไป
พลังวิเศษราวกับหายไปในชั่วข้ามคืน อาจเป็นในช่วงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้ มันหายไป มิเหลือร่องรอยแม้แต่น้อย
ในขณะที่เขากำลังสงสัย แสงไฟสิบกว่าดวงก็สว่างขึ้นในความมืด มันพุ่งตรงมาทางเขา
เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นเรื่อย ๆ เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
ผู้ขี่ม้าสิบห้าคนที่ปิดบังใบหน้า ถือกระบี่หรือขวานในมือ ล้อมเขาไว้รอบด้าน
“จับตัวไว้!”
หลี่ฉวนจวินมิรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น และมิรู้ว่าทำไมคนพวกนี้ถึงได้ฟาดกระบี่และขวานใส่เขาหลังจากที่ตะโกนว่า “จับตัวไว้”
เขาดูเหมือนลูกแกะที่รอถูกสังหารหรืออย่างไร?
โลกใบนี้เป็นอะไรไปกันแน่?
ผู้ฝึกบำเพ็ญสิบกว่าคนขี่ม้าเพื่อปล้น?
ในใจเขาที่มีความคับแค้นอยู่แล้วนั้น แต่หลังจากที่เอ่ยถามคนพวกนี้แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ เขาจึงชักกระบี่ออกมา แสงเย็นวาบผ่าน กระบี่เดียวตัดศีรษะสิบสี่คนลงในคราวเดียว
ผู้ที่เหลืออยู่คนสุดท้ายตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พลัดตกจากหลังม้า ในที่สุดก็มิปกปิดพลังวิชาอีกต่อไป ทว่ากลับระดมพลังทั้งหมดเพื่อหนีจากเขา
เขาขว้างกระบี่ไป ตรึงคนผู้นั้นไว้กับพื้น ใบกระบี่สั่นไหว
คนผู้นั้นร้องขอความเมตตาอย่างน่าเวทนา ขอให้เขาไว้ชีวิต
เขาเหยียบลงบนหน้าอกของมัน แล้วถามซ้ำอีกครั้ง
และในที่สุด เขาก็ได้รับคำตอบ
วันที่ยี่สิบหกเดือนสิบสอง ช่วงปลายยามบ่ายก่อนพลบค่ำ ฟ้าดินแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ความหนาวเย็นแผ่ซ่านอย่างบ้าคลั่ง พลังวิเศษทั้งปวงสูญสิ้น พลังวิเศษในสมบัติล้ำค่าและหินวิเศษต่าง ๆ ในโลกนี้ก็กำลังสูญสลายหายไปอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานมันก็จะกลายเป็นของไร้ค่า ไม่ต่างจากวัตถุธรรมดาทั่วไป
ทว่าย่อมมีข้อยกเว้น
สิ่งมีชีวิตในโลกที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่อุดมไปด้วยพลังวิเศษมาเนิ่นนาน ร่างกายของพวกมันคือภาชนะเก็บพลังวิเศษที่ดีที่สุด
ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของฟ้าดินครั้งนี้ บางคนค้นพบโดยบังเอิญว่า พลังวิเศษในร่างของสิ่งมีชีวิตมิได้สูญหายไป ตราบใดที่พลังไม่ถูกใช้ มันก็จะคงอยู่ตลอดไป
ดังนั้น คนเหล่านี้จึงเริ่มแย่งชิงผู้คน
ทั้งเพื่อขยายอำนาจให้อยู่รอดได้ดีขึ้น และเพื่อใช้สิ่งมีชีวิตที่แย่งชิงมาเหล่านี้เป็น “ยุ้งฉาง” ของตน ที่พร้อมกลืนกินได้ทุกเมื่อ และเติมเต็มการสูญเสียของตนเองได้ทุกเวลา
และหลี่ฉวนจวิน เขาก็คืออาหารที่ถูกกลุ่มคนเหล่านี้จับตามอง