ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1520 ย่อมมีคนที่ไม่ถามถึงการจากลา (สอง)
บทที่ 1520 ย่อมมีคนที่ไม่ถามถึงการจากลา (สอง)
ปฏิทินของมวลมนุษย์ ปีที่หนึ่งหมื่นสี่พันสี่ร้อยหกสิบเอ็ด ปีฉลู
วันที่หนึ่ง เดือนหนึ่ง
ปีใหม่ บรรยากาศใหม่ ทุกปีมิเหมือนกัน
ดินแดนตะวันออกของเซียนหลิงที่เคยสงบสุขและราบรื่น บัดนี้กลับเกิดภัยพิบัติจากทั้งสี่ทิศ
เนื่องจากการจากไปของประมุขสำนักเติมฟ้าและวิญญาณสองดวง พยัคฆ์ขาว และนกเสวียนเหนี่ยว พวกโจรที่แฝงตัวซ่อนเร้นมานานนับมิถ้วนต่างก็ปรากฏกายออกมา ก่อความเดือดร้อนทั่วหล้า
สำนักเติมฟ้าถูกโจมตี เกิดความวุ่นวายภายใน ศัตรูภายนอกรุกราน
เผ่าถูซานก็เช่นเดียวกัน และตระกูลลู่ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักเพราะเรื่องนี้
มิอาจล่วงรู้ได้ว่าสายลับแฝงตัวเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร มีสมาชิกในตระกูลทรยศ ก่อให้เกิดความวุ่นวายภายใน
ลู่เสี่ยวจิ่นถือพู่กันพิพากษาที่บรรพบุรุษมอบให้ สังหารศัตรูทั้งสี่ทิศ แม้ว่าจะสามารถปราบพวกทรยศภายในได้บ้าง ทว่าก็มิอาจต้านทานกองกำลังรุกรานจากภายนอกทั้งหมดได้
ลู่เสี่ยวจิ่นถูกคนสิบกว่าคนล้อมจะสังหาร พวกมันมิได้ปะทะกับนางโดยตรง แต่คอยสูบพลังวิญญาณของนางอย่างต่อเนื่อง
หากลู่เสี่ยวจิ่นหมดพลังวิญญาณ ก็จะเป็นราวกับปลาบนเขียงที่ให้ผู้อื่นสังหารได้ตามใจ
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งถ้วยชา ลู่เสี่ยวจิ่นราวกับสัตว์ที่ถูกขังอยู่ นางสวมเสื้อคลุมสีดำที่พลิ้วไหว ท่วงท่ายังคงดุดันเฉียบคม ทว่าพลังวิญญาณที่นางสามารถเรียกใช้กลับน้อยลงเรื่อย ๆ จนค่อย ๆ เหือดแห้งไป
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งถ้วยชา ยามนี้ลู่เสี่ยวจิ่นมีโลหิตเปรอะเปื้อนไปทั่วร่าง ทั้งโลหิตของศัตรูและโลหิตของตนเอง ร่างของนางเริ่มโซเซ ดวงตามองไปรอบ ๆ ที่มีผู้คนล้อมอยู่
การโจมตีเริ่มขึ้นอีกครั้งจากทุกทิศทาง นางมิอาจหลบหลีกได้อีกต่อไป
พลันใดนั้นก็มีคนบุกเข้ามาในกลุ่มคนที่กำลังล้อมสังหารนาง แล้วปกป้องนางไว้ข้างหลัง
การโจมตีอันมหาศาลของพวกมันถูกคนผู้นี้รับเอาไว้ทั้งหมด ก่อนที่เขาจะล้มลงในกองโลหิต
“เฟิงเอ๋อร์!”
ลู่เสี่ยวจิ่นตะโกนด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น นางพยายามจะพยุงลู่เฟิงที่ล้มลงในกองโลหิต
“ท่านพี่…” ลู่เฟิงใช้กำลังสุดท้ายที่เหลืออยู่ โยนยันต์แผ่นหนึ่งออกไป หวังจะช่วยให้พี่สาวของตนถอยหนีไปได้
ทว่ายันต์นั้นกลับถูกทำลายในพริบตาด้วยการโจมตีที่ถาโถมเข้ามา
ลู่เฟิงกระอักเลือดออกมาจากลำคอมิหยุด เขาทั้งโกรธและสิ้นหวัง
ลู่เสี่ยวจิ่นคุกเข่าลงข้างน้องชายของตน ในยามใกล้ตาย นางกลับรู้สึกสงบขึ้นมาอย่างประหลาด
ทั้งคนที่เป็นกบฏในตระกูลลู่และศัตรูที่โจมตีเข้ามา ดูเหมือนว่าพวกมันจะมิได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดินเลย พวกมันยังคงสามารถใช้พลังวิชาได้อย่างอิสระ
คงเป็นเพราะวิถีสวรรค์คุ้มครองพวกเขากระมัง…
แล้วนางจะเอาชนะวิถีสวรรค์ได้เช่นไร?
บรรพบุรุษไปแห่งหนใดกันแน่? หรือว่าพวกเขาจะทอดทิ้งตระกูลลู่ไว้เช่นนี้?
จ้าวอู่เจียงเล่า? เขาปลอดภัยหรือไม่? เขายังสบายดีหรือไม่? เขาถูกลักพาตัวไปหรือเปล่า?
ลู่เสี่ยวจิ่นกุมมือของน้องชายลู่เฟิงแน่น ยิ้มให้เขาอย่างงดงาม รอยยิ้มอ่อนโยนดั่งสายน้ำ
ลู่เฟิงตายตาไม่หลับ หยาดน้ำตาของเขาไหลออกมาจากหางตา
“วันนี้พวกเราจะได้ลิ้มลองรสชาติของลู่เสี่ยวจิ่นแห่งตระกูลลู่กันเสียที”
ผู้ที่ล้อมสังหารไม่ได้โจมตีเพื่อสังหารลู่เสี่ยวจิ่นโดยตรง แต่ค่อย ๆ เข้าใกล้ หลายคนมีแววตาหื่นกระหาย
“รสชาติของหญิงสาวผู้ทรงอำนาจเช่นนี้ คงจะสนุกมากที่จะพิชิตนาง”
แล้วในชั่วขณะถัดมา พวกเขาเหล่านั้นก็ตายอย่างสาสม
น้ำแข็งแตกกระจายออกมาจากอ้อมอกของลู่เฟิงแผ่ขยายไปทั่วทุกทิศในชั่วพริบตา แช่แข็งผู้ที่ล้อมสังหารให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง แล้วแตกสลายเป็นเศษน้ำแข็ง
ลู่เสี่ยวจิ่นเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ นางเห็นร่างงดงามในชุดขาวดั่งหิมะปรากฏตัวขึ้น
“ฮัวอี…”
ซูฮัวอีมีแววตาเย็นชาอย่างยิ่ง นางพยักหน้าเล็กน้อย คลื่นน้ำแข็งแผ่ขยายออกไปทั่วตระกูลลู่ ทำให้ผู้บุกรุกทั้งปวงแตกสลายเป็นเศษน้ำแข็ง
ในชั่วขณะถัดมา ร่างงดงามของซูฮัวอีหายไปอย่างไร้ร่องรอย มิอาจรู้ได้ว่าไปแห่งหนใด
ม้วนภาพหนึ่งกลิ้งออกมาจากอ้อมอกของลู่เฟิง กระดาษภาพคลี่ออก ข้างในเป็นภาพหญิงสาวผู้เย็นชากำลังหัวเราะพูดคุยกับพี่น้องหญิงจากสำนักเติมฟ้า
ตัวละครเอกในภาพวาดที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มคือซูฮัวอี ทว่าตอนนี้ใบหน้าของนางมิปรากฏรอยยิ้มอีกแล้ว
ผู้ที่แอบลอบวาดภาพนี้คือลู่เฟิง ในยามนี้เขากลับได้ตายไปเสียแล้ว
ลู่เสี่ยวจิ่นหยิบม้วนภาพขึ้นมา ลมหายใจของนางสะดุด พลันใดนั้นน้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมาอย่างมิขาดสาย
—
ในม่านฝนนอกย่านเจียงตู่แห่งต้าโจว แม้การต่อสู้จะจบลงแล้ว ทว่าปราณกระบี่ยังคงกรีดร้องอยู่ในสายฝน ม่านฝนแตกกระจายเป็นละอองไปเรื่อย ๆ
หลี่จัวคุกเข่าข้างหนึ่งลงในโคลน พิงกระบี่ที่หักพัง เขาก้มหน้าพลางหลับตา โลหิตไหลออกจากปากและจมูกไม่หยุดหย่อน หยดลงสู่น้ำฝน จากสีแดงสดเป็นสีแดงเข้ม จนในที่สุดสีแดงของโลหิตก็จางหายไป แปรเปลี่ยนเป็นไร้สี
หลี่จัวผู้คุ้มกันขบวนสินค้า แต่เดิมก็เป็นเพียงวิญญาณที่แตกสลาย บัดนี้ชีวิตและวิญญาณได้กระจัดกระจาย เฉกเช่นป้ายคู่หน้าประตูใหญ่จวนอิ้นอ๋อง ที่หมึกแดงจางและหมึกดำเลือน แล้วถูกคนค่อย ๆ ดึงลง โยนมันลงในสายฝน
“เหตุใดมิติดป้ายใหม่เล่า?”
หลี่ฉวนจวินที่ยืนอยู่หน้าประตูใหญ่จวนอิ้นอ๋อง พยายามแกะกาวที่ยังติดอยู่ออกให้หมด
บานประตูเปิดจนเผยให้เห็นร่างของจ้าวอู่เจียงที่ยืนอยู่หลังประตู เขามองไปยังเจ้าของกระบี่ในชุดสีฟ้า และกล่าวว่า
“ทิ้งของเก่า ต้อนรับสิ่งใหม่ เพียงแต่ข้านั้นเป็นผู้ที่หวงแหนอดีต”
“อู่เจียง…” หลี่ฉวนจวินแกะสิ่งที่เหลืออยู่ออกจนหมด จากนั้นจึงรอบตัวจึงมีควันสีดำพวยพุ่ง
“ข้าต้องการโลหิตจากหัวใจเจ้าหนึ่งหยด เจ้าจะให้ข้าได้หรือไม่?”