ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1523 เกิดเพราะเจ้า มาเพราะเจ้า
บทที่ 1523 เกิดเพราะเจ้า มาเพราะเจ้า
ความเคลื่อนไหวในจวนอิ้นอ๋องได้ดึงดูดความสนใจมิน้อย ทว่าผู้คนที่เหลือในเมืองหลวงต่างมิได้ใส่ใจมากนัก
จางซวีคุนจ้องมองยาลูกกลอนที่กำลังจะก่อร่างในเตาหลอมด้วยแววตาลึกล้ำ
เซวียนหยวนจิ้งได้ยินความเคลื่อนไหว จึง รีบมุ่งหน้ามาอย่างรวดเร็ว
จ้าวอู่เจียงเงียบงันมิยอมตอบคำถามของปีศาจในใจ จนถึงตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่าวิญญาณสามดวงของจิ้งเอ๋อร์อยู่ที่ใดบ้าง
หนึ่งดวงอยู่กับตัวเขา เขาได้มาจากกระจกทองแดงแห่งราชวงศ์ต้าเฉียน อีกดวงอยู่กับปีศาจในใจ และอีกดวงหนึ่ง ปีศาจในใจบอกว่าถูกเขาซ่อนเอาไว้
ปีศาจในใจมองผ่านม่านฝนหลายชั้นเห็นจิ้งเอ๋อร์ที่กำลังรีบมา ดวงตาของมันอ่อนโยนอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน นัยต์ตาเปี่ยมด้วยความรัก
มันยิ้มพลางกล่าวว่า
“มิเป็นอันใด หากยามนี้เจ้ายังมิยอมบอกข้า ข้าก็รอได้ รอให้ทุกคนตายหมด แล้วข้าจึงค่อย ๆ ตามหาเอง
อีกอย่าง ข้าจะบอกความลับอย่างหนึ่งแก่เจ้า
ภัยพิบัติก็คือเทพมรรคาที่มิสมบูรณ์ เหตุที่เขาต้องสังหารสรรพชีวิต สาเหตุนั้นล้วนอยู่ที่ตัวเจ้า
ผู้คนพวกนี้ควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นจนสิ้นอายุขัย แต่เพราะการมาของเจ้า ทำให้ภัยพิบัตินั่นตามเจ้ามาก่อนกำหนด
เจ้าต่อต้านภัยพิบัติ ผู้คนจึงยกย่องเจ้าเป็นเทพปีศาจ แต่แท้จริงแล้ว เจ้าต่างหากที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด”
จ้าวอู่เจียงได้ยินดังนั้น จึงถอยหลังไปสองก้าวอย่างตะลึงงัน ดวงตาของเขาสั่นระริก จากนั้นพลังปีศาจรอบกายจึงเพิ่มขึ้นหลายสาย
ปีศาจในใจโบกมือ แล้วย่อตัวลง และกระซิบข้างหูของหลี่ฉวนจวินที่กำลังจะสิ้นใจ ความทรงจำผ่านวูบไปในสมอง
“ท่านหลี่ เจ้าคงรู้แล้วสินะว่าเรื่องที่ข้าบอกว่าสามารถช่วยซิ่วเหนียงให้ฟื้นคืนชีพได้นั้น เป็นเพียงคำลวง
แต่เจ้ารู้หรือไม่? ที่จริงแล้ว การตายของซิ่วเหนียงและลูกในท้องที่ต้องพลัดพรากจากเจ้าไปนั้น ล้วนเป็นฝีมือของข้าทั้งสิ้น!”
ดวงตาของหลี่ฉวนจวินสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนจะดับวูบลง
ปีศาจในใจย่อตัวอยู่ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย มันหัวเราะอย่างสะใจ ก่อนที่ร่างกายจะค่อย ๆ จางหายไป ทว่าก่อนจากไปนั้น มันมองไปที่จ้าวอู่เจียงเป็นครั้งสุดท้าย
“พรุ่งนี้ ข้าจะมาส่งเจ้าด้วยตนเอง!”
หลังจากนั้นไม่นาน เซวียนหยวนจิ้งก็ปรากฏกายมาถึง นางขมวดคิ้วเมื่อเห็นหลี่ฉวนจวินนอนจมกองเลือด และจ้าวอู่เจียงที่ดูเหมือนวิญญาณจะหลุดลอย
นางกระโดดลงมา ตรวจดูลมหายใจของหลี่ฉวนจวินก่อน รู้สึกหนาวเหน็บก็พลันเกิดขึ้นในใจ จากนั้นนางจึงโผเข้ากอดจ้าวอู่เจียง
“อู่เจียง เกิดอันใดขึ้น? เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
จ้าวอู่เจียงจิตใจสั่นสะท้าน เขาคว้ามือของจิ้งเอ๋อร์อย่างร้อนรน น้ำเสียงหนักอึ้งแฝงไปด้วยความวิงวอนที่บรรยายไม่ถูก
“ออกไปจากที่นี่ อยู่ในบรรพสถาน อย่าได้ออกไปที่ใด ได้… หรือไม่…”
—
ว่านจื่อพาเด็ก ๆ วิ่งหนีอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางสายฝน ยามนี้นางเข้าใกล้ย่านเจียงตู่มากขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าอันตรายก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ในห้วงความคิดของนางเต็มไปด้วยภาพของจูกัดชิงชิงที่ยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะร้องขอก่อนจากลา
“คุณหนูว่านจื่อ ข้าขอร้องเจ้าสักเรื่อง หากเจ้าเดินทางถึงย่านเจียงตู่อย่างปลอดภัย และได้พบจ้าวอู่เจียงช่วยขอยันต์จากเขาสักไม่กี่แผ่นแทนข้าด้วย บอกว่าเป็นของจูกัดเสี่ยวไป๋”
น้ำตาร้อนผสมกับสายฝนเย็นเฉียบไหลอาบแก้มของว่านจื่อไม่หยุด นางพยายามวิ่งหนีสุดกำลัง
ความหวังใกล้เข้ามาทุกที แต่ความสิ้นหวังก็แอบย่องมาถึงอย่างเงียบงัน
บุคคลผู้ปิดบังใบหน้าสิบเจ็ดร่างขวางทางพวกนางไว้ เสียงเยาะหยันอันนุ่มนวลดังขึ้น
“โอ้ คุณหนูกับเด็ก ๆ พวกเจ้ากำลังจะไปหาญาติกันหรือ?”
ที่นี่อยู่ใกล้ย่านเจียงตู่ แต่ในยามบ้านเมืองวุ่นวาย บริเวณรอบนอกของสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด มักจะเป็นที่ที่อันตรายที่สุด
“จางซวีคุน ราชครูแห่งต้าโจวคืออาจารย์อาของข้า!” ว่านจื่อกางแขนป้องกันเด็ก ๆ ไว้ด้านหลัง
“ฮะ ๆ ๆ ๆ…” เสียงหัวเราะเยาะหยันดังมาจากร่างที่สวมหน้ากาก
“คนที่อยากจะเข้าย่านเจียงตู่เพื่อขอที่พักพิง ในสิบคนมีห้าคนอ้างว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ตระกูลจี อีกหกคนก็บอกว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับราชครู ไม่ว่าจะเป็นหลานศิษย์ ญาติพี่น้อง หรือลูกนอกสมรส ก็ล้วนมีให้เห็นมากมาย”
“ข้ามีของวิเศษ!”
ว่านจื่อเริ่มรวบรวมพลังวิชาในร่าง หากสถานการณ์ไม่ดี นางจะต้องสู้ตายเพื่อปกป้องพวกเด็ก ๆ ให้หนีรอด
ผู้นำกลุ่มโบกมือสั่งพลางเอ่ยเยาะเย้ย
“จับพวกนางไว้”
“ของวิเศษบ้าบออะไร แค่ยันต์ ยาลูกกลอน หรือเสื้อคลุมนักพรต ก็อ้างว่าเป็นของวิเศษอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าน่ะ มีของวิเศษมากมาย! ล้วนแต่ปล้นมาจากพวกเจ้านี่แหละ”
ว่านจื่อรู้ว่าพวกโจรเหล่า่นี้คงจะต้องจับพวกนางไว้แน่ นางจ้องมองด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว ล้วงกล่องไม้เล็ก ๆ จากอกเสื้อยัดใส่มือจางกั่วกั่วเอ๋อร์
“รอข้าตะโกนให้วิ่ง แล้วพวกเจ้าก็วิ่งหนีไปทันที เข้าใจหรือไม่?”
จางกั่วกั่วเอ๋อร์สะอื้น เช็ดน้ำตาบนใบหน้าเล็ก ๆ พลางพยักหน้ารับ
โจรสิบเจ็ดคนล้อมโจมตีเข้ามา ว่านจื่อปล่อยยันต์จากแขนเสื้อ
ยันต์พุ่งใส่โจรเหล่านั้น จากนั้นนางจึงตะโกนเสียงแหลม
“วิ่ง!”