ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1525 ชายชราสูบยาสูบ
บทที่ 1525 ชายชราสูบยาสูบ
ปีอี้โฉ่ว เดือนหนึ่ง วันที่สอง
ยามสิ้นสุดของยามจื่อ ราตรีนั้นหนาวเหน็บเป็นพิเศษ
จ้าวอู่เจียงรู้สึกถึงวิชากำลังภายในอันมหาศาลของตน ทว่าเขากลับไม่รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย เอาแต่พึมพำถึงวันที่สองอย่างแผ่วเบาด้วยความรู้สึกเศร้าที่มิอาจบรรยาย
กระจกทองแดงแตกร้าวสองบานลอยวนรอบกายเขา ในกระจกสะท้อนเงาของเขาซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ราวกับมีตัวเขาอยู่นับมิถ้วน
เขาถอนหายใจยาว วันนี้ต้องจากลา แต่ยังมีหลายสิ่งที่เขายังมิได้ทำมัน
นอกจากไม่มีเวลาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเพราะเขาถูกเทพปีศาจจากยุคโบราณกักขังไว้ที่นี่
เขาเข้าใจวิถีแห่งสรรพชีวิตแล้วอย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้วจึงไม่จำเป็นต้องถูกกักขังอีก หรือว่าในช่วงสุดท้ายนี้จะต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้จิตใจเขาสั่นคลอนจนต้องลงมือทำ?
แต่ถึงอย่างไร สิ่งเหล่านั้นเขาก็มิอาจทำได้?
ความไม่รู้รบกวนจิตใจเขา แรงกดดันด้านเวลาจาก ‘การย้อนกลับไปในอดีต’ ที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ผลกระทบนั้นบีบคั้นจิตใจเขาไม่หยุด รวมถึงการตายของหลี่ฉวนจวินและปีศาจในใจ
บัดนี้จิตใจของจ้าวอู่เจียงอ่อนล้าลง สายใยแห่งจิตที่ตึงเครียดดูราวกับจะขาดได้ทุกเมื่อ
“ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง” เขาพึมพำในความมืดมิด
“ข้าจะทำอันใดได้บ้าง?”
ราวกับได้ยินเสียงพึมพำของจ้าวอู่เจียง รอบด้านค่อย ๆ ปรากฏแสงสว่าง ทิวทัศน์ภายในจวนอิ้นอ๋องแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
เขาเห็นเงาร่างสตรีที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า กำลังต่อสู้กับเหล่าผู้บำเพ็ญ
จะเรียกว่าต่อสู้ก็ไม่เชิง เพราะมันดูเหมือนการสังหารฝ่ายเดียวเสียมากกว่า
“อินเถาเอ๋อร์?” จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ว่าเหตุใดเขาถึงได้เห็นสตรีผู้นี้
นางสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อน ทั้งร่างไม่ได้งดงามเย้ายวนดั่งแต่ก่อน ยามนี้นางเยือกเย็นดั่งเซียนและอ่อนโยนดั่งสายวารี
รากฐานธาตุน้ำของอินเถาเอ๋อร์แสดงพลังอันทรงอานุภาพในยุคที่สวรรค์และพิภพเสื่อมถอย ผู้บำเพ็ญที่ถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้มิมีทางต้านทานได้
เบื้องหลังของอินเถาเอ๋อร์คือหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีสามัญชนอาศัยอยู่
จ้าวอู่เจียงเพ่งมองด้วยแววตาจริงจัง เขาเห็นชายชราผู้หนึ่งในฝูงชน
ชายชราผู้มีใบหน้าเมตตา บนใบหน้าที่เหี่ยวย่นมีริ้วรอยลึกดุจร่องเหว เขากำลังสูบยาเงียบ ๆ รอบข้างมีชาวบ้านและลูกหลาน
จ้าวอู่เจียงจำชายชราได้ เขาชื่อจ้าวฟู่กุ้ย ตอนที่เขามาถึงโลกอันกว้างใหญ่นี้ครั้งแรก จ้าวฟู่กุ้ยเป็นผู้ช่วยชีวิตเขาไว้
ชายชราผู้นี้เคยตั้งชื่อให้เขาว่า ‘จ้าวอู่หยาง’ หวังให้เขาปลอดภัยไร้ภยันตราย
อินเถาเอ๋อร์สังหารศัตรูที่ต้องการกลืนกินชาวบ้าน มิมีผู้ใดล่วงรู้ว่าเหตุใดนางถึงมาที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ แทนที่จะหนีไปยังดินแดนหลิงซีพร้อมสำนักเทียนเหอ
ชาวบ้านตระกูลจ้าวได้ยินเพียงว่า อินเถาเอ๋อร์แนะนำตนว่าเป็นสหายของจ้าวอู่หยาง หัวหน้าหมู่บ้านจึงยินดีต้อนรับนางไว้
จ้าวอู่เจียงในฐานะผู้สังเกตการณ์ไม่รู้เรื่องราวภายในเหล่านี้ เพียงแต่เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เหล่านี้ จิตใจที่ตึงเครียดของเขาจึงผ่อนคลายลง และแววตาก็พลันอ่อนโยนลงมิน้อย
เงาร่างอันงดงามของอินเถาเอ๋อร์เคลื่อนไหวท่ามกลางศัตรู ทุกที่ที่กระบี่ยาวของนางฟันผ่าน ร่างไร้วิญญาณก็ล้มลงทีละศพ
ในวันที่ภัยพิบัติแผ่ไปทั่วฟ้า ชาวบ้านกลับไม่ตื่นตระหนกนัก พวกเขารวมตัวกันเป็นวง ผู้ใหญ่ล้อมรอบคนชรา คนชราล้อมรอบเด็ก ๆ
จ้าวอู่เจียงถอนหายใจ นับแต่วันที่จากมา เขาไม่เคยกลับไปเยี่ยมหมู่บ้านตระกูลจ้าวอีกเลย เพียงแต่บังเอิญได้พบชายผู้หนึ่งที่เคยได้รับการช่วยเหลือจากจ้าวฟู่กุ้ยในดินแดนลับเต๋อเหลียน ชายผู้นั้นมีนามว่าจ้าวชีหลาง
วันนั้น เขาได้แต่ฝากจ้าวชีหลางกลับไปดูที่หมู่บ้าน และช่วยถามไถ่ว่าท่านผู้เฒ่ายังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่แทนเขา
บัดนี้ในหมู่ผู้คน เขาก็เห็นจ้าวชีหลางอยู่ด้วย ทำให้จ้าวอู่เจียงรู้สึกสะท้อนใจและรู้สึกผิดอยู่บ้าง
เขามีความรู้สึกว่าเมื่อความตายเริ่มย่างกรายเข้ามา เขาอยากจะทำอันใดให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ต้องเสียใจภายหลัง
ทว่าเขากลับมิอาจทำอันใดได้เลยแม้แต่น้อย ได้แต่เพียงโค้งคำนับจ้าวฟู่กุ้ยจากที่ไกล
ในภาพ จ้าวฟู่กุ้ยดูเหมือนจะรู้สึกได้ ดวงตาเปี่ยมด้วยความเมตตา ริ้วรอยบนใบหน้าซ้อนทับกัน ราวกับเนินเขาที่ถูกสายลมพัดจนย่น เขาเคาะกล้องยาสูบ แล้วพ่นควันออกมา ดวงตาฉายแววผ่านกาลเวลาอันยาวนาน
“ช่วยผู้ที่ควรช่วย สังหารผู้ที่สมควรตาย ทำในสิ่งที่ใจปรารถนา ดูโลกด้วยความจริงใจ”
จ้าวฟู่กุ้ยกล่าวด้วยความรู้สึกสะท้อนใจให้เด็ก ๆ ข้างกายฟัง ให้อินเถาเอ๋อร์ผู้กำลังสังหารศัตรูฟัง และยิ่งกล่าวให้ผู้ที่ออกเดินทางไกลแต่มิเคยกลับบ้านฟังคำเหล่านี้
ก่อนจากเย็บผ้าอย่างประณีต คือเสื้อผ้าบนกายผู้เดินทาง
ก่อนจากพร่ำพูดละเอียด คือสายฝนในใจผู้เดินทาง
จ้าวอู่เจียงมองผ่านอากาศว่างเปล่า พลันใดนั้นเขาก็ยิ้มออกมา ภาพของทุกคนสะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา และภาพของชายชราสูบยาสูบอย่างเงียบงัน
เพียงครู่ จ้าวอู่เจียงก็รู้สึกสะอื้นขึ้นมา