ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 153 การเดิมพันกับฮ่องเต้หญิง
บทที่ 153 การเดิมพันกับฮ่องเต้หญิง
ในขณะนี้
ฮ่องเต้หญิงกำลังอ่านฎีกาจากกลุ่มขุนนางอยู่ในห้องตำรา เมื่อนางเปิดมาถึงบันทึกรายงานจากหลิ่วว่านซานผู้ขึ้นเป็นรักษาการณ์เสนาบดีกรมคลัง แววตาของนางก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและวิตกกังวล
เนื้อหาในรายงานฉบับนี้ไม่มีสิ่งใดซับซ้อน หลิ่วว่านซานทำการตรวจสอบทรัพย์สินในบัญชีหลายฉบับของเสนาบดีกรมคลังย้อนหลังและพบว่าทรัพย์สมบัติของจางทุยล้วนว่างเปล่า เงินทองทั้งหมดสูญหายไปแล้ว
เซวียนหยวนจิ้งรู้ดีว่านางจะต้องหาวิธีหาเงินเข้าท้องพระคลังให้ได้… ฮ่องเต้หญิงครุ่นคิด แคว้นต้าเซี่ยต้องพบกับภัยธรรมชาติเกือบทุกปี และยังมีสงครามเกิดขึ้นที่ชายแดนอีก เพียงสองเรื่องนี้ก็ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว นางจะทำอย่างไรดีท้องพระคลังถึงจะกลับมามีความมั่งคั่งอีกครั้ง?
ยึดทรัพย์สินมาจากพวกขุนนาง? หรือจะทำการขึ้นภาษี?
ฮ่องเต้หญิงส่ายศีรษะ นางไม่อยากรังแกและทำร้ายผู้ใด
เซวียนหยวนจิ้งใช้ความคิดต่อไปอีกพักใหญ่ สุดท้ายก็ตัดสินใจจะเปิดกองทุนโดยร้องขอให้เหล่าขุนนางทั้งหลายช่วยกันบริจาคทรัพย์สิน หรือสละเงินเดือนของตนเองให้แก่ท้องพระคลัง
ดังนั้น เซวียนหยวนจิ้งจึงทำการร่างพระราชโองการและเรียกประชุมขุนนางระดับสูงหลายท่านให้เข้ามาร่วมปรึกษาหารือด้วยกันเป็นการด่วน
…
ยามโหย่ว
ตำหนักหย่างซิน ห้องพักของจ้าวอู่เจียง
ชายหนุ่มค่อย ๆ ปรับระดับพลังลมปราณ แม้จะทำการดูดซับพลังเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังคงมีพลังลมปราณของเหล่าองครักษ์มังกรหลงเหลืออยู่ในร่างกายถึงครึ่งหนึ่ง แต่ขอบเขตพลังของเขาก็ยังไม่ได้เลื่อนขั้นแต่อย่างใด
จ้าวอู่เจียงลองต่อยรัว ๆ ทดสอบพลัง
มวลพลังที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายค่อย ๆ ดูดซับต่อไปอย่างเชื่องช้า… ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน สวมรองเท้าและก้าวเดินออกจากห้อง
อากาศปลอดโปร่ง จ้าวอู่เจียงบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่น ก่อนจะหมุนตัวเปิดประตูเข้าไปในห้องบรรทมของฮ่องเต้หญิง
แต่ภายในห้องบรรทมกลับว่างเปล่า จ้าวอู่เจียงเกิดความสงสัย หรือว่านางจะไปอาบน้ำ?
หรือว่านางกำลังจะจมน้ำ? เห็นทีเขาคงต้องรีบไปช่วยเหลือเสียแล้ว… จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมืออย่างใช้ความคิดและค่อย ๆ ย่องไปทางห้องชั้นใน ระหว่างที่ก้าวเดินไปหูก็รับฟังเสียง แต่ทุกอย่างกลับเงียบสนิท
“เจ้าคิดจะทำอะไรน่ะ?” เสียงของฮ่องเต้หญิงพลันดังขึ้น ใบหน้าของนางเคร่งขรึมขณะก้าวเดินเข้ามาในห้องบรรทม
จ้าวอู่เจียงไอออกมาเบา ๆ หมุนตัวกลับมาพลันสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของฮ่องเต้หญิง
“ฝ่าบาทไปห้องตำรามาหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ใช่” ฮ่องเต้หญิงรับคำแผ่วเบา
“ข้าไปหารือเรื่องสำคัญมา”
พูดจบ นางก็ยกมือนวดขมับตนเอง พยายามบรรเทาความวิตกกังวล
“ฝ่าบาทกำลังเป็นกังวลเรื่องใดหรือ?” จ้าวอู่เจียงนั่งลงข้างกายฮ่องเต้หญิง
นางถอนหายใจ
“หลิ่วว่านซานพบความผิดปกติในบัญชีของจางทุย และตอนนี้ท้องพระคลังก็ว่างเปล่า”
“ในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ กาลเวลาหรือผู้คน ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็ผิดปกติทั้งสิ้น การที่ท้องพระคลังว่างเปล่านั้น จึงถือเป็นเรื่องปกติแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยน
“พวกเราทำการเรี่ยไรเงินมาจากบรรดาขุนนางเถอะพ่ะย่ะค่ะ ถึงอย่างไร พวกเขาก็ร่ำรวยกันอยู่แล้ว”
จ้าวอู่เจียงรู้ดีว่านี่เป็นวิธีแก้ปัญหาระยะสั้น และปัญหาบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ปัญหาเรื่องท้องพระคลังจำเป็นต้องวางแผนกันในระยะยาวอีกครั้ง
แต่สิ่งสำคัญสูงสุดในตอนนี้คือหาเงินมาเติมท้องพระคลังให้ได้เสียก่อน
“ข้าก็ต้องการเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ไม่มีผู้ใดเห็นด้วยเลย” ใบหน้าของฮ่องเต้หญิงมีความเคร่งเครียดมากขึ้น จิตใจของนางเหนื่อยล้า ชำเลืองมองจ้าวอู่เจียงด้วยความเป็นกังวลก่อนถอนหายใจอีกครั้ง
“เจ้าอย่าได้เป็นห่วงเรื่องนี้เลย หากพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการเรี่ยไรเงิน ข้าก็จะยุติการจ่ายเงินเดือนให้แก่พวกเขา เพื่อเป็นการเติมเงินเข้าท้องพระคลังอย่างเร่งด่วนสำหรับการทำสงคราม บัดนี้ พวกคนเถื่อนทางแดนเหนือกำลังรุกคืบเข้ามาแล้ว ความขัดแย้งทางแดนใต้ก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกไม่นานสงครามทั้งเหนือทั้งใต้ก็จะปะทุขึ้น ข้าคิดว่าพวกเขาต้องเข้าใจ”
“หากฝ่าบาทยุติการจ่ายเงินเดือน แม้ว่าขุนนางเหล่านั้นจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่พวกเขาก็คงไม่พอใจหรอกพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทคิดว่าพวกเขาจะรับใช้บ้านเมืองโดยไม่หวังผลตอบแทนจริงหรือ?” จ้าวอู่เจียงถามกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ฮ่องเต้หญิงมีแววตาหวั่นไหว หัวใจของนางเศร้าโศก
“พวกเขาไม่ได้สนใจบ้านเมืองอยู่แล้วนี่! นับตั้งแต่ที่พวกเขาเข้ารับตำแหน่งมา ข้าก็ไม่เคยเห็นผู้ใดทำเพื่อบ้านเมืองเลยสักคน!”
จ้าวอู่เจียงทราบดีว่าเหตุผลที่ฮ่องเต้หญิงเกิดความวิตกกังวลเช่นนี้ก็เป็นเพราะการกลับมาของเซียวเหยาอ๋องซึ่งสร้างแรงกดดันมหาศาล
“แต่ก็ยังมีขุนนางเฒ่าระดับสูงที่ยังทำเพื่อชาติบ้านเมืองอยู่ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ? อย่างเช่น หลิวเจ๋อ ตู๋กูอี้เหอ ต้าหลี่ซื่อชิง*[1] และคนอื่น ๆ อีกมากมาย…” จ้าวอู่เจียงช่วยปลอบโยนฮ่องเต้หญิงพร้อมกับยกมือนวดขมับให้กับนาง
“และกระหม่อมเองก็ช่วยเหลือฝ่าบาทด้วยหัวใจเช่นกัน…”
“เจ้า…” ฮ่องเต้หญิงมีแววตาหวั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง
“ฝ่าบาทจ่ายเงินเดือนตามปกติไปก่อน กระหม่อมจะคิดหาวิธีเอง…”
“เจ้าจะทำอะไรได้?” เซวียนหยวนจิ้งถอนหายใจ
“เงินทองเปรียบดั่งชีวิตของพวกเขา ทุกคนล้วนต้องการกอบโกยผลประโยชน์”
“แล้วถ้าข้าไม่จ่ายล่ะ?”
“ฝ่าบาทต้องจ่าย! พวกเรามาเดิมพันกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงยิ้มออกมาเล็กน้อย
ฮ่องเต้หญิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “เดิมพันอันใด?”
จ้าวอู่เจียงโน้มตัวมาข้างหน้าแล้วกระซิบข้างหู
“หากกระหม่อมสามารถทำให้พวกเขายอมมอบเงินให้แก่ฝ่าบาทได้ ฝ่าบาทก็ต้องเลิกใช้มือและหันมาใช้ปากให้แก่กระหม่อมแทนได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ? หากฝ่าบาททำไม่เป็น กระหม่อมจะช่วยสอนเอง!”
หลังจากได้ยินคำพูดของจ้าวอู่เจียง ใบหน้าอันงดงามของฮ่องเต้หญิงก็กลายเป็นสีชมพู พลางพึมพำตอบกลับไปเสียงแผ่ว
“ขอปฏิเสธ”
ใบหน้าของนางแดงก่ำเมื่อนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น แม้ว่านางจะเคยเห็นองค์หญิงแห่งแคว้นไป๋เยว่ ตู๋กูหมิงเยว่และคนอื่น ๆ กระทำมาก่อน แต่นางก็รู้สึกขนลุกทุกครั้งที่นึกว่าตนเองอาจจะต้องทำเช่นนั้น
“ฝ่าบาทไม่กล้าสินะ?” จ้าวอู่เจียงฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย
“ไม่อยากหาเงินเข้าท้องพระคลังหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้หญิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็เกิดความลังเล
“เจ้าทำไม่ได้หรอก!”
“แล้วถ้ากระหม่อมสามารถทำได้ล่ะ?” จ้าวอู่เจียงเลิกคิ้วขึ้นสูง
ฮ่องเต้หญิงเม้มริมฝีปากสีแดงสดแน่น ยกมือกอดอก กัดฟันกรอด
“หากเจ้าทำได้ ก็ว่าตามนั้น แต่เจ้าทำไม่ได้หรอก!”
จ้าวอู่เจียงยกมือดีดนิ้ว
“ฝ่าบาทพูดออกมาแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ คอยดูให้ดีแล้วกัน”
“เฮอะ!” ฮ่องเต้หญิงแค่นหัวเราะในลำคอ
“ไม่มีวันซะหรอก เพราะเจ้าจะทำไม่สำเร็จ! รอดูผลลัพธ์ได้เลย!”
[1] ต้าหล่ซื่อชิง (大理寺卿) คือ ชื่อตำแหน่งขุนนางผู้บัญชาการศาลต้าหลี่