ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 154 เอกลักษณ์
บทที่ 154 เอกลักษณ์
หลังจากฮ่องเต้หญิงตกลงเดิมพันกับจ้าวอู่เจียง ชายหนุ่มก็รีบส่งจดหมายไปที่จวนของหลิวเจ๋อโดยทันที
จดหมายฉบับนั้นร้องขอให้ราชเลขาฝ่ายขวาอย่างหลิวเจ๋อช่วยจัดงานเลี้ยงรวมตัวขุนนางน้อยใหญ่ในบ่ายวันพรุ่งนี้ จ้าวอู่เจียงแจ้งในจดหมายไปเพียงสั้น ๆ ว่า จุดประสงค์ในการจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ก็เพื่อการระดมทุนหาเงินเข้าสู่ท้องพระคลัง
เมื่อหลิวเจ๋อได้รับจดหมาย แม้เขาจะไม่เชื่อว่าบรรดาขุนนางเขี้ยวลากดินเหล่านั้นจะยอมบริจาคเงิน แต่ประโยคสุดท้ายในจดหมายของจ้าวอู่เจียงก็ทำให้เขาสนใจเป็นอย่างยิ่ง
[ข้าน้อยจะรอฟังข่าวดี และคืนนี้ข้าน้อยจะช่วยให้หลานสาวของท่านได้รับใช้ฮ่องเต้]
ตราบใดที่เป็นประโยชน์ต่อหลิวเหม่ยเอ๋อร์กับหลิวชิงชิง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องจัดงานเลี้ยงวันพรุ่งนี้ให้ได้ หลิวเจ๋อสาบานกับตนเองในใจขณะเขียนจดหมายตอบกลับจ้าวอู่เจียง และในเวลาเดียวกันนี้ เขาก็สั่งให้ข้ารับใช้เริ่มเตรียมเทียบเชิญ
…
ตำหนักหย่างซิน ห้องบรรทมของฮ่องเต้ จ้าวอู่เจียงได้รับจดหมายตอบกลับ แล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ขั้นแรกของแผนการเริ่มต้นขึ้นแล้ว
คืนนี้ เสี่ยวหลี่จือนำแผ่นไม้มาให้เลือกนางสนมอีกครั้งและผู้ที่ถูกเลือกก็คือหลิวเหม่ยเอ๋อร์
หลังจากรอการเรียกตัวอย่างยาวนาน ในที่สุด บรรดานางสนมก็ตกตะลึง หลิวเหม่ยเอ๋อร์ร้องอุทานออกมาด้วยความดีใจ ดูเหมือนว่าการประจบเอาใจจ้าวอู่เจียงจะมีประโยชน์จริง ๆ
หลิวเหม่ยเอ๋อร์รีบอาบน้ำขัดตัวให้หอมกรุ่น จากนั้นจึงเรียกน้องสาวให้มาเตรียมตัวเข้ารับใช้พร้อมกับตน
ก่อนหน้านี้ พวกนางสองพี่น้องเคยเข้ารับใช้ฝ่าบาทพร้อมกันมาแล้ว นอกจากฝ่าบาทจะไม่ปฏิเสธ พระองค์ยังดูจะชอบใจอีกด้วย ซึ่งนั่นทำให้หลิวเหม่ยเอ๋อร์มีความสุขยิ่งนัก บัดนี้ เมื่อนางถูกเลือกให้รับใช้ฮ่องเต้ หลิวเหม่ยเอ๋อร์ก็ต้องการจะให้น้องสาวได้เข้ารับใช้ด้วยเช่นกัน
หลิวเหม่ยเอ๋อร์ขับไล่นางกำนัลและขันทีออกไปจากตำหนักทั้งหมด และกำชับให้พวกเขารอคอยอยู่ที่ด้านนอกเท่านั้น
ส่วนตนเองกับหลิวชิงชิงจะรอคอยการเสด็จของฮ่องเต้อยู่ในห้องนอน
…
“ไปกันเถอะ กระหม่อมจะให้ฝ่าบาทได้เก็บเกี่ยวความรู้” จ้าวอู่เจียงพูดพร้อมกับพาฮ่องเต้หญิงมุ่งหน้าตรงไปที่ตำหนักเจาอี๋
“หึหึ” ฮ่องเต้หญิงหัวเราะในลำคอ นี่ก็นานมากแล้วที่นางเฝ้าดูจ้าวอู่เจียงปลอมตัวเป็นตนเองจัดการกับนางสนมเหล่านั้น นางได้เห็นมาทุกกระบวนท่าแล้ว ยังมีสิ่งใดที่นางไม่รู้อีกหรือ?
ทั้งสองคนพูดคุยระหว่างเดินไปข้างหน้า ฮ่องเต้หญิงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
นางพบว่าจ้าวอู่เจียงคล้ายกับมีมนต์วิเศษ แต่ก็ไม่ทราบจะอธิบายอย่างไร มันเหมือนกับว่าเวลาที่นางมีเรื่องทุกข์ใจและได้พูดคุยกับจ้าวอู่เจียง ความทุกข์ใจเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ สลายหายไปโดยไม่รู้ตัว
และจ้าวอู่เจียงก็เป็นคนช่างพูดช่างเจรจา ทุกครั้งที่นางอารมณ์ไม่ดี ชายหนุ่มจะคอยปลอบโยนและทำให้นางอารมณ์ดีขึ้นได้เสมอ
เซวียนหยวนจิ้งกับจ้าวอู่เจียงเพิ่งจะเข้าสู่ตำหนักเจาอี๋ ก็พบว่าห้องหับภายในตำหนักมีแสงไฟสว่างอยู่เพียงห้องเดียวเท่านั้น
เป็นแสงไฟที่มาจากเทียนไข
จ้าวอู่เจียงและเซวียนหยวนจิ้งเดินตามเสียงน้ำไหลเข้าไปยังห้องอาบน้ำที่ตั้งอยู่ทางด้านข้าง
น้ำในอ่างกำลังพลิ้วไหวเป็นระลอกคลื่นไปพร้อมกับกลีบดอกไม้สีหวาน อุณหภูมิน้ำที่ร้อนอุ่นทำให้เกิดชั้นหมอกบาง ๆ ปกคลุมในบรรยากาศ ส่งผลให้สายตาของผู้คนพร่ามัวไปชั่วขณะ
รอบ ๆ อ่างไม้มีการจุดเทียนทิ้งไว้ สร้างบรรยากาศอันแสนเย้ายวน หลิวเหม่ยเอ๋อร์สวมใส่ชุดเสื้อคลุมสีขาว ขับเน้นให้เห็นถึงรูปร่างอันงดงามและส่วนเว้าส่วนโค้งที่ชัดเจน
หลิวชิงชิงก็นั่งอยู่ข้างอ่างไม้ สวมใส่ชุดสีเขียว เอียงอายและประหม่า
แต่ทั้งสองพี่น้องมีผ้าไหมผูกมัดที่ดวงตาเอาไว้ เมื่อพวกนางได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ หลิวเหม่ยเอ๋อร์ก็ร้องเรียกขึ้นมาเสียงหวาน
“ฝ่าบาท?”
“อืม…” ฮ่องเต้หญิงรับคำเบา ๆ หลิวเหม่ยเอ๋อร์และน้องสาวเตรียมตัวรอเป็นอย่างดี พวกนางถึงกับจุดเทียนไขแทนตะเกียงเพื่อให้ภายในห้องอาบน้ำมีแสงสลัวและยังนำผ้ามาปิดตาตนเองเอาไว้ล่วงหน้าอีกด้วย
หลิวเหม่ยเอ๋อร์ยิ้มแย้มอย่างอ่อนหวาน หลิวชิงชิงรวบมือเข้าด้วยกัน เม้มริมฝีปากแน่น ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
“ฝ่าบาท หม่อมฉันจะร่ายรำให้ดูดีหรือไม่เพคะ?”
“อ้อ? เอาสิ” ฮ่องเต้หญิงพิศวง รู้สึกว่าคำคืนนี้สตรีทั้งสองเร่าร้อนแปลก ๆ
จ้าวอู่เจียงยืนอยู่ในความมืดด้านหลังฮ่องเต้หญิง เขาเห็นอย่างชัดเจนว่าหลิวเหม่ยเอ๋อร์กำลังร่ายรำอย่างสง่างามด้วยเท้าเปล่าเปลือย
ชายเสื้อคลุมสีขาวบนร่างกายของหลิวเหม่ยเอ๋อร์พลิ้วไสว แสงสว่างของเทียนไขทางด้านหลังทำให้เห็นถึงความโปร่งบางของเนื้อผ้า นั่นทำให้จ้าวอู่เจียงมองเห็นว่าใต้เสื้อคลุมสีขาวตัวนี้ไม่มีสิ่งใดปิดบังเรือนร่างของนางอยู่เลย
ดวงตาของจ้าวอู่เจียงทอประกายแวววาวไม่ต่างจากแสงคบไฟทันที
นี่เป็นความงามที่เย้ายวนและมีเสน่ห์อย่างแท้จริง
การร่ายรำของหลิวเหม่ยเอ๋อร์ช่วยขับเน้นให้เห็นถึงจุดเด่นบนร่างกายของนางยามเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
ฮ่องเต้หญิงมีสีหน้าอึดอัดใจที่สามารถมองเห็นเรือนร่างของหลิวเหม่ยเอ๋อร์ที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมสีขาวอย่างชัดเจน นี่คือความรู้สึกที่แตกต่างไปจากตอนที่นางเห็นยามปกติและมันก็ให้ความรู้สึกยั่วเย้าที่ต่างกันอีกด้วย
ขนาดนางยังเกิดความรู้สึกเช่นนี้ แล้วพวกบุรุษจะไปเหลืออะไร
เซวียนหยวนจิ้งไม่คิดเลยว่าหลิวเหม่ยเอ๋อร์จะมีความยั่วยวนใจถึงเพียงนี้ นี่คือการร่ายรำอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาง เห็นได้ชัดว่าหลิวเหม่ยเอ๋อร์คงผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
“ฝ่าบาทชอบหรือไม่เพคะ?” หลิวเหม่ยเอ๋อร์ยิ้มหวาน ถามด้วยน้ำเสียงเย้ายวน ในขณะนี้ นางหยุดร่ายรำแล้ว เป็นสัญญาณว่าพร้อมที่จะรับใช้ฮ่องเต้ได้ทุกเมื่อ
ฮ่องเต้หญิงรับคำในลำคอเบา ๆ ก่อนจะผลักจ้าวอู่เจียงออกไปข้างหน้า
จ้าวอู่เจียงรีบก้าวเดินเข้าไปด้วยความสมัครใจ สองแขนแกร่งโอบกอดเรือนร่างอันงดงามของหลิวเหม่ยเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงความเรียบลื่นของเนื้อผ้าที่นางสวมใส่
ชายหนุ่มเป่าเทียนไขใกล้ตัวให้ดับแสง หลงเหลือไว้เพียงไม่กี่เล่มเท่านั้น พาให้บรรยากาศสลัวลงยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่จะสอดมือใหญ่ลึกเข้าไปด้านในเสื้อคลุม
หลังจากนั้น เสียงร้องครางด้วยความเสียวสยิวก็ดังขึ้น