ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1537 เขาต้อง!
บทที่ 1537 เขาต้อง!
“ไอ้ชาติชั่ว!” ปีศาจในใจของจ้าวอู่เจียงตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว
จ้าวอู่เจียงนัยน์ตาสั่นไหว ก่อนจะพุ่งเข้าไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“เมื่อกล้าหลอกข้า หงหลวน นี่คือราคาที่พวกเจ้าต้องจ่าย มิใช่แค่เพียงชีวิตของพวกเจ้าเท่านั้น แต่รวมถึงคนที่พวกเจ้าห่วงใยด้วย!” สตรีสาวตบฝ่ามือทำลายโลงไม้ พลังฝ่ามือกำลังจะแตะต้องสามจิต เจ็ดวิญญาณของเซวียนหยวนจิ้ง
ปีศาจในใจกระโดดเข้าขวางหน้าสามจิต เจ็ดวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์ไว้ทันที พลังของสตรีชุดแดงพลันถูกตบแตกกระจายเป็นหมอกดำ กระจัดกระจายเต็มพื้น
ในช่วงจังหวะนั้น จ้าวอู่เจียงได้ปกป้องสามจิต เจ็ดวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์ไว้แล้ว เขาถอยหลัง หวังจะใช้เวลาที่เหลือดูว่าจะสามารถข้ามสายธารแห่งกาลเวลาได้หรือไม่
แต่เขาพบว่า แม้สามจิตของจิ้งเอ๋อร์จะไม่เป็นไร แต่ในคลื่นพลังที่เหลือจากการโจมตีของสตรีชุดแดงเมื่อครู่ ทำให้เจ็ดวิญญาณเริ่มกระจายตัวอย่างช้า ๆ
หัวใจของจ้าวอู่เจียงว่างเปล่าไปส่วนหนึ่ง เขาปกป้องเจ็ดวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์อย่างสุดความสามารถ ทุกอย่างตรงหน้าดูพร่าเลือน
เขาเห็นใบหน้าของสตรีชุดแดงบิดเบี้ยวและกำลังพูดถ้อยคำโกรธแค้นอะไรบางอย่าง และเขายังเห็นชายร่างกำยำฟันกระบี่เข้ามา
ภาพเหล่านี้เริ่มพร่าเลือนในสายตาของเขา เขาเห็นปีศาจในใจรวมตัวขึ้นใหม่ ทว่าพลังของปีศาจกลับจางลงไปมากนัก
เขายังเห็นปีศาจในใจมองมาที่เขา หรือพูดให้ถูกคือ มองที่เจ็ดวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์ที่กำลังกระจายตัว
จากนั้นปีศาจในใจก็อ้าปาก พยายามพูดกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย
“จ้าวอู่เจียง เจ้ามิได้รักนางเท่าข้า”
ปีศาจในใจแตกกระจายเป็นเม็ดทรายสีดำนับมิถ้วน กั้นมิให้วิญญาณทั้งเจ็ดของจิ้งเอ๋อร์กระจัดกระจาย พร้อมกับผลักเขาเข้าสู่สายธารแห่งกาลเวลา
แสงกระบี่ของชายร่างกำยำฟันเข้ามา สร้างระลอกคลื่นในสายธารแห่งกาลเวลา และทำให้จ้าวอู่เจียงถูกพลังกระบี่ผลักถอยไป
ในช่วงเวลาสุดท้ายนี้ จ้าวอู่เจียงมิอาจขึ้นเรือแห่งวันสิ้นโลกได้ทัน เขาได้แต่มองดูทุกคนจากไป
โลกว่างเปล่า สรรพชีวิตในสายธารแห่งกาลเวลา ในช่วงเวลาสุดท้าย พวกเขาได้เห็นจ้าวอู่เจียงและชายที่มีใบหน้าเหมือนกันมิมีผิด กำลังต่อสู้กับชายร่างกำยำและสตรีวัยกลางคน
บางคนในกลุ่มพวกเขาคำราม บางคนสงสัย บางคนร้องอุทาน บางคนใคร่เข้าไปช่วย บางคนดูเหมือนจะเยาะเย้ยจ้าวอู่เจียงว่ามิรู้จักประมาณตน ช่างห่างชั้นกับชายร่างกำยำและสตรีวัยกลางคนเหลือเกิน
แต่ญาติสนิทมิตรสหายมากมายที่รู้ความจริง และรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาต่างสาบานว่าพวกเขาจะต้องแก้แค้นให้จ้าวอู่เจียง
แต่สายเกินไปแล้ว พวกเขาหายไปจากโลกนี้ หายไปจากช่วงปลายยุคที่แปด หลบหนีจากการล่มสลายของจักรวาลที่กำลังจะมาถึง
ส่วนจ้าวอู่เจียงและร่างกายวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์ล้มลงในความว่างเปล่า แสงกระบี่ของชายร่างกำยำฟันผ่านใบหน้าเขาเฉียง ๆ ตัดเนื้อและกระดูกส่วนหนึ่งออกไป
โลหิตของเขาไหลเจิ่งนอง
ทุกอย่างช่างดำเนินไปเชื่องช้าเหลือเกิน ช้าจนจ้าวอู่เจียงได้ยินเสียงสั่นในลมหายใจของตนเองทุกครา
“ชีวิตข้าทำอะไรมาตลอด? ทำไมยังอ่อนแอถึงเพียงนี้?” เขาถามตัวเองในความเลือนรางที่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน
“เหตุใดตอนแรกจึงชัดเจน แต่ภายหลังกลับพร่าเลือน?”
“ข้าแสวงหาสิ่งใดกันแน่?”
ปลอดภัยหรือไม่?
ลังเลใจหรือ?
ไม่!
เขาไม่ควรสูญเสียความกล้าหาญไป
แม้จะเป็นช่วงเวลาใกล้ความตาย แต่ในหัวของจ้าวอู่เจียงกลับมีความคิดวนเวียนไม่หยุด ไม่มีความตื่นตระหนก ราวกับว่าได้ยอมรับผลลัพธ์เช่นนี้แล้ว
ความเสียดายติดตามชีวิตคนเรามาตลอด ขณะนี้เขาก็มีความเสียดาย นั่นคือมิสามารถส่งจิ้งเอ๋อร์ไป ให้จิ้งเอ๋อร์ได้อยู่อย่างปลอดภัย และไม่ได้พบหน้าครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย
หากเขายังมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องแก้แค้นในวันนี้ให้ได้ เขาจะไม่ยอมให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เขาจะต้องก้าวไปสู่จุดสูงสุดของจักรวาลทีละก้าว เขาต้องไม่ตายไม่ดับ เขาต้องมีชีวิตยืนยาว เขาจะไม่ยอมให้ใครมาควบคุมชะตาชีวิตของเขาได้อีก
จ้าวอู่เจียงต้องไร้ขอบเขตในมรรคาอันยิ่งใหญ่!
เขาคำรามพลางใช้วิชากลืนนภา คอยดูดซับพลังงานที่เหลืออยู่ในฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง
โลกาว่างเปล่า ทว่าเขายังคงปล้นชิง เขาหลบหลีกการโจมตีของชายร่างกำยำและหญิงสาววัยกลางคนได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์กลับกระจัดกระจายไปเรื่อย ๆ
ดังนั้น หลังจากที่หลบไม่พ้นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาหัวเราะพลางร่ำไห้ออกมา จากนั้นก็ทำให้สามจิต เจ็ดวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์แตกกระจายออกไป พุ่งกระจายไปทั่วทุกมุมจักรวาลอย่างไร้เสียง
เขายอมตายได้ แต่จิ้งเอ๋อร์ต้องมีชีวิตอยู่ ยามนี้ที่ถึงทางตัน ความปรารถนาเดียวของเขาคือต้องการให้จิ้งเอ๋อร์มีชีวิตที่ดี
“ข้าอยากให้เจ้ามีชีวิตที่ดี”
จิ้งเอ๋อร์เคยกระซิบบอกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนั้นในยามค่ำคืนมาแล้วหลายครั้ง
มีดสังหารหมูแทงทะลุกระดูกสะบักของเขา ทำให้แขนข้างหนึ่งหลุดออก เขาเซถอยหลังไปหลายก้าว ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง
ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตในโลกมนุษย์ เขายิ้มอย่างอ่อนโยน สง่างามดั่งหยก ราวกับขันทีปลอมที่เคยหยอกล้อกับฮ่องเต้หญิง ราวกับท่านเจ้าเมืองจ้าวที่เคยตรวจตราทุกข์สุขของราษฎร
“ไอ้คนต่ำช้าเยี่ยงแมลงที่สมควรเหยียบย่ำ สมควรตายนัก!”
ชายร่างกำยำและหญิงสาววัยกลางคนโกรธแค้นถึงขีดสุด ไม่เหลือทางรอดให้แม้แต่น้อย พลังที่เหนือกว่าที่จ้าวอู่เจียงจะรับมือไหวพุ่งเข้าโจมตีเขาอย่างดุเดือด
‘โครม!’
ลำแสงสีเขียวมรกตขนาดเท่าปากชามพุ่งออกมา ทำลายการโจมตีของคนทั้งสองจนสิ้นซาก
ในความพร่าเลือนของสายตา จ้าวอู่เจียงเห็นร่างของเด็กสาวน่ารักคนหนึ่งยืนขวางอยู่ตรงหน้าเขา นางสวมชุดนักบินอวกาศที่ดูคล่องแคล่ว ผมถักเป็นหางม้าสองข้าง
“ห้ามทำร้ายท่านพ่อของข้า!”
เด็กสาวกล่าวเช่นนั้น สองมือของนางถือปืนใหญ่ที่สามารถสร้างการระเบิดแกมมาได้