ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1571 ศิลปะคือการระเบิด
บทที่ 1571 ศิลปะคือการระเบิด
ที่แท้อวี้เซี่ยวหู่คนนี้ก็คือคุณชายใหญ่ตระกูลอวี้แห่งดาวเทียนหลางนั่นเอง ไม่ใช่ตัวปลอมแต่อย่างใด
พวกเขาเคยคิดว่าอวี้เซี่ยวหู่คงเป็นแค่คนที่มีชื่อพ้องกันเท่านั้น
ดาวเทียนหลางไม่ใช่ดาวที่จะเทียบกับดาวโม่หรือดาวเสี่ยวชางได้ ระดับอารยธรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของดาวเทียนหลางนั้นสูงกว่าระดับเจ็ดขึ้นไป พลังแข็งแกร่งจนยากจะคาดเดา
ไม่คิดว่าวันนี้แม้พวกเขาจะไม่ได้พบอวี้มู่หว่าน หนึ่งในสิบเทพธิดาแห่งอาณาเขตพันดารา แต่กลับได้พบอวี้เซี่ยวหู่พี่ชายใหญ่ของเธอ เปรียบเสมือนลูกชายผู้ใหญ่บ้านได้พบคุณชายผู้ว่าการมณฑล
พลังอำนาจอยู่คนละระดับกันโดยสิ้นเชิง
จ้าวอู่เจียงหรี่ตามองอย่างพินิจ เขาค่อย ๆ สำรวจอวี้เซี่ยวหู่
ในความรู้ที่มีอยู่ตอนนี้ เขาไม่รู้ว่าอวี้เซี่ยวหู่เป็นใคร แต่พอได้ยินคนพูดถึงดาวเทียนหลาง ก็พอจะเข้าใจคร่าว ๆ แล้ว
ในอาณาเขตพันดารา มีเพียงอารยธรรมที่มีระดับเทคโนโลยีสูงกว่าระดับเจ็ดเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ใช้คำว่า ‘เทียน’ นำหน้า เช่น ดาวเทียนซื่อ ดาวเทียนหลาง
และอวี้เซี่ยวหู่ก็คือบุตรชายคนโตของผู้ครองดาวเทียนหลางนั่นเอง
ซีเหมินฉางไห่ก็เงียบไปแล้ว ตอนนี้เขากลายเป็นคนสงบเสงี่ยมขึ้นมาก แต่ก่อนเขาอาศัยชื่อเสียงของพี่ชายซีเหมินฉางชิ่งข่มขู่คนอื่นและอวดดีไปทั่ว แต่สำหรับคนที่มีฐานะอย่างอวี้เซี่ยวหู่แล้ว ไม่ว่าดาราคนนั้นจะที่มีชื่อเสียงแค่ไหน ก็เป็นแค่ตัวตลกที่จัดการได้ง่าย ๆ
เสียงทักทายดังขึ้นทีละคน อวี้เซี่ยวหู่จากที่ตั้งใจพยักหน้าตอบรับก็เริ่มรู้สึกรำคาญ เขาจ้องมองจ้าวอู่เจียงอย่างลึกซึ้ง ประสานมือคำนับตามธรรมเนียมโบราณพลางกล่าวว่า
“ฉัน อวี้เซี่ยวหู่ เป็นคนตรงไปตรงมาเสมอ”
ทุกคนเห็นท่าทางเช่นนั้นก็ตกตะลึง คิดในใจว่าอวี้เซี่ยวหู่ช่างตรงไปตรงมาจริง ๆ พูดว่าเป็นสุนัขของโม่หลีโดยไม่ติดขัดเลยแม้แต่น้อย
ช่างเป็นวีรบุรุษจริง ๆ
“ฉันจะไม่ปิดบังความจริง วันนี้พอได้เจอ ฉันก็ถูกใจนายเข้าแล้ว น้องชายจ้าวเจียง” อวี้เซี่ยวหู่กล่าวอย่างจริงจัง
‘หืม?’ ดวงตาของจ้าวอู่เจียงพลันเบิกกว้าง
‘ที่บอกว่าถูกใจเขานั้นหมายความว่าอย่างไรกัน อวี้เซี่ยวหู่คนนี้คงไม่ใช่พวกรักร่วมเพศกระมัง จะบังคับจับตัวเขาไปร่วมรักแบบชายกับชายหรือ?’
ทุกคนต่างตกใจ สูดลมหายใจเฮือก แล้วพากันถอยหลังไปหลายก้าว ห่างออกจากอวี้เซี่ยวหู่ทันที
อวี้เซี่ยวหู่เห็นท่าทางของทุกคนแล้ว ก็รู้สึกว่าตนเองอาจพูดอะไรผิดไป เขาคิดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ
“จริง ๆ แล้วฉันอยากขอประลองกับน้องชายจ้าวเจียง”
‘ประลอง?
ประลองอย่างไร?
ดาบต่อดาบหรือ?’
จ้าวอู่เจียงนึกถึงภาพการประลองดาบระหว่างชายกับชายแล้วก็รู้สึกขนลุก
“น้องชายจ้าวอู่เจียง ฉันเป็นผู้ฝึกวิชาโบราณ” อวี้เซี่ยวหู่รู้สึกว่ายิ่งอธิบายยิ่งดูแย่ เขาจึงตัดสินใจพูดทั้งหมดในคราวเดียว
“วันนี้พอฉันมาถึง ก็พบว่าน้องชายจ้าวเจียงไม่ได้เป็นแค่ผู้วิวัฒนาการเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ฝึกวิชาโบราณด้วย ฉันพูดถูกใช่ไหม?”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ต่างก็หันไปมองหน้าจ้าวอู่เจียงด้วยความประหลาดใจ พวกเขาเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ถูกใจ’ ที่อวี้เซี่ยวหู่พูด ที่แท้จ้าวเจียงก็เป็นผู้ฝึกวิชาโบราณเหมือนกันนี่เอง
ผู้ฝึกวิชาโบราณนั้นหายากอยู่แล้ว ไม่แปลกที่อวี้เซี่ยวหู่จะสนใจจ้าวเจียงและอยากประลองด้วย
ในขณะเดียวกันพวกเขาก็แปลกใจที่ไม่คิดว่าจ้าวเจียงจะไม่ได้เป็นแค่ผู้วิวัฒนาการ แต่ยังเป็นผู้ฝึกวิชาโบราณด้วย นี่นับเป็นผู้มีคุณสมบัติของวิชาสองผสาน
ดวงตาของโม่หลีสั่นไหวเล็กน้อย เธอมองภาพตรงหน้าพลางยิ้มบาง ๆ อย่างสดใส
โม่หรานหร่านรู้สึกประหลาดใจ นึกในใจว่าสมแล้วที่เป็นบุตรของท่านผู้สูงศักดิ์ผู้นั้น ชายคนนี้ทำให้เธอประหลาดใจได้หลายครั้ง ถ้าไม่ใช่วันนี้ที่อวี้เซี่ยวหู่ชี้ให้เห็นว่าจ้าวเจียงเป็นผู้ฝึกวิชาโบราณ เธอคงยังไม่รู้เรื่องนี้
“ฮะ ๆ สายตาของพี่เซี่ยวหู่ช่างแหลมคมจริง ๆ” จ้าวอู่เจียงไม่ได้ปฏิเสธ ในสถานการณ์เช่นนี้ หากยิ่งปิดบังก็จะยิ่งดูพิรุธ
ดวงตาของอวี้เซี่ยวหู่เป็นประกาย ใบหน้ากลมโตแสดงความตื่นเต้น
“ไม่ทราบว่าน้องชายจ้าวอู่เจียงจะยอมรับคำท้าประลองกับฉันสักยกได้ไหม?”
จ้าวอู่เจียงส่ายหน้า
“พี่เซี่ยวหู่ล้อเล่นแล้ว วันนี้เป็นงานวันเกิดของน้องโม่…”
เขาปฏิเสธอย่างอ้อมค้อม เขากลัวว่าหากคันไม้คันมือขึ้นมา อาจจะทำร้ายอวี้เซี่ยวหู่จนแม่ยังจำไม่ได้ ด้วยเขาเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นมหามรรคา แต่ตอนนี้กลับต้องปิดบังความสามารถ
“น้องโม่” อวี้เซี่ยวหู่มองไปที่โม่หลีเพื่อขอความเห็นชอบ
โม่หลีสวมชุดดำ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายแห่งความโศกเศร้า เธอเม้มริมฝีปากก่อนจะยิ้มพูดว่า
“งานเลี้ยงกลางวันกำลังจะเริ่มแล้ว ยังมีของขวัญอีกมากที่ฉันยังไม่ได้แกะ ไว้แกะของขวัญและกินข้าวเสร็จก่อน เราค่อยว่ากันดีไหมคะ?”
แาม้อวี้เซี่ยวหู่จะไม่ได้คำตอบที่ต้องการ แต่ก็ไม่โกรธ เขาพยักหน้าหนัก ๆ
“ได้”
หน้ากากของจ้าวอู่เจียงแสดงรอยยิ้มอ่อนโยน แล้วพยักหน้าให้อวี้เซี่ยวหู่เช่นกัน
โม่หลีเริ่มแกะของขวัญต่อ โดยมีโม่หรานหร่านและเหล่าเพื่อนสาวช่วยกันแกะด้วย
จ้าวอู่เจียงไม่พูดไม่จา เมื่อมีคนอื่นทักทายก็เพียงพยักหน้าอย่างอ่อนโยน ความอ่อนโยนในใจของเขามีให้เพียงโม่หลีเท่านั้น
พูดให้ชัดเจนก็คือ เขาติดตามวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์ที่สิงสถิตอยู่ในร่างของโม่หลี
แต่ทว่าเมื่อโม่หลีกำลังจะแกะกล่องกลไก จ้าวอู่เจียงผู้ซึ่งไวต่อเรื่องความเป็นความตายเป็นพิเศษก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างพุ่งขึ้นมาถึงกระหม่อม เขาก้าวออกไปขวางหน้าโม่หลีไว้โดยพลัน แล้วตวัดฝ่ามือฟาดใส่กล่องกลไกที่กำลังจะถูกแกะ
‘โครม!’
ฝ่ามือของเขาปะทะเข้ากับแรงระเบิดมหาศาล เปลวไฟสีแดงโลหิต สีเหลืองซีด และสีฟ้าอมเขียวระเบิดตรงหน้าเขา
เปลวไฟพิษพวยพุ่งไปทั่วทุกทิศ กลืนกินห้องจัดเลี้ยงทั้งห้อง
ตามมาด้วยเสียงหูอื้อและเสียงร้องครวญครางอันน่าสยดสยองของผู้ที่ถูกคลื่นระเบิดซัดกระแทกดังก้องในสมองของเขา แขนขวาทั้งท่อนของเขาถูกฉีกกระชากเนื้อหนังออกจนหมด ส่วนที่ถูกตัดขาดนั้นน่าสยดสยองเกินจะมอง เลือดและความมืดผสานเป็นหนึ่งเดียว