ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1584 ขอความช่วยเหลือจาก ‘โจร’ จับโจร
บทที่ 1584 ขอความช่วยเหลือจาก ‘โจร’ จับโจร
จ้าวอู่เจียงหรี่ตามองเล็กน้อย
“ผมไม่เห็นเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย…”
“เพราะก่อนหน้านี้ พี่เหลยผู้จัดการปิดบังเรื่องนี้ไว้ให้พวกเราน่ะ” ซีเหมินฉางไห่พูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“พี่เหลยบอกว่า รอให้พี่ชายดังมากขึ้นกว่านี้ก่อน แล้วค่อยเปิดเผยเรื่องนี้ออกไป โดยจะบอกว่าปาปารัสซีบังเอิญค้นพบเรื่องนี้เพื่อสร้างกระแส
แล้วบอกว่าพี่ชายคอยดูแลช่วยเหลือสถานสงเคราะห์มาตลอด เพราะไม่อยากให้แฟนคลับและผู้ชมรู้สึกว่าพี่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยแล้วสงสาร พี่ชายของผมต้องการใช้ความสามารถของตัวเองในการสร้างที่ยืนในวงการบันเทิง ไม่ใช่อาศัยภาพลักษณ์ที่น่าสงสาร
มีแค่วิธีนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่พี่มีอยู่ให้ได้มากที่สุด และผลักดันพี่ไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น”
“วงการบันเทิง กลยุทธ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติ” จ้าวอู่เจียงพูดเรียบ ๆ
“คุณไม่ควรบอกเรื่องนี้กับผม เพราะบางทีผมอาจจะเอาไปเปิดเผยก็ได้”
“ไม่เป็นไรหรอก” ซีเหมินฉางไห่ที่ตอนนี้ไม่มีท่าทางโอหังเหมือนตอนงานวันเกิดแล้ว เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงความคมกริบ
“ถึงคุณจะพูดออกไป ก็ไม่มีใครเชื่อหรอก
ในสายตาแฟนคลับ คุณก็เป็นแค่โรคจิตที่ชอบโจมตีพี่ชาย คุณจะได้รับจดหมายจากทนาย ทุกคำพูดของคุณล้วนเป็นการใส่ร้าย”
“พี่จ้าวเจียง ที่ผมบอกเรื่องพวกนี้ให้คุณฟังก็เพราะอยากให้คุณไว้ใจผมมากขึ้น” ซีเหมินฉางไห่พูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ ดวงตาร้อนผ่าว
“เรื่องก่อนหน้าที่ที่ผมเคยล่วงเกินคุณในตระกูลโม่ ผมขอโทษจริง ๆ ตอนนี้ผมขอความช่วยเหลือจากคุณได้ไหม? ถือเป็นงานรับจ้าง ผมมีเงินมากมายที่จะตอบแทนให้คุณ”
จ้าวอู่เจียงรู้ดีว่าซีเหมินฉางไห่ต้องการอะไร แต่เขาก็ยังคงต่อบทสนทนาไป
“ว่ามา”
“ช่วยผมตามหาฆาตกร” ซีเหมินฉางไห่จ้องมองจ้าวอู่เจียงอย่างแน่วแน่
“ไม่ต้องจับตัว ไม่ต้องลงมือเอง แค่ช่วยผมตามหาก็พอ ผมรู้ว่าคุณเป็นนักล่าค่าหัวที่เก่งกาจ คุณมีประสบการณ์มากมาย ย่อมรู้จักผู้คนมากมาย เพราะอย่างนั้นคุณต้องหาเบาะแสที่แม้แต่สำนักงานรักษาความสงบยังหาไม่เจอได้แน่”
“ได้ไหม?” น้ำเสียงของซีเหมินฉางไห่สั่นเครือ นัยน์ตาเต็มไปด้วยการวิงวอนอย่างจริงใจ ราวกับคนที่กำลังไขว่คว้าหาฟางเส้นสุดท้ายเพื่อเอาชีวิตรอด
—
“ได้บ้านแกสิ! ได้…” หยวนเหลยสบถด่าภาพฉายสามมิติที่ปรากฏจากอุปกรณ์สื่อสาร
“ทำไมแกไม่บอกให้ศิลปินสังกัดแกเปลี่ยนตารางงานซะล่ะ? ทำไมไม่บอกให้ศิลปินสังกัดแกยืนข้าง ๆ แล้วยอมสละตำแหน่งกลางให้? ยังจะมีหน้ามาบอกว่าได้อีก?”
“คุณภาพ คุณภาพอะไร? ลองไปถาม ๆ ดูในวงการสิว่า ฉันหยวนเหลยเป็นคนที่สนใจเรื่องคุณภาพไหม? แกคิดว่าตัวเองกำลังเดินพรมแดงถ่ายหนังเหรอ หรือว่าคิดว่าตัวเองกำลังเป็นทูตการกุศลอยู่?”
“แกมาเห่าอะไรกับฉัน?”
“ไปให้พ้น!”
‘แป๊ะ’ ภาพฮอโลแกรมถูกปิดลง หยวนเหลยถอดแว่นดำออกและโยนทิ้งไว้ข้าง ๆ พลางด่าทอไม่หยุด
“เหลย…” ซีเหมินฉางชิ่งกำลังเช็ดเครื่องสำอางอยู่เอ่ยเรียกเบา ๆ ราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
“นายอยากพาเด็กหญิงจากสถานสงเคราะห์กลับบ้านใช่ไหม?”
หยวนเหลยมองไปที่ซีเหมินฉางชิ่ง ในฐานะคนที่รู้จักซีเหมินฉางชิ่งดีที่สุดคนหนึ่งแค่ฟังเสียงก็รู้ว่าซีเหมินฉางชิ่งกำลังคิดอะไร และเพียงแค่มองตาก็รู้ว่าซีเหมินฉางชิ่งต้องการทำอะไร
“ได้”
“ในแง่ของความรู้สึก นายทำถูกแล้ว และในแง่ของเหตุผล นายยิ่งควรทำแบบนี้ ไม่อย่างนั้นแล้วถ้าพวกปาปารัสซีขุดเรื่องนี้ขึ้นมาทีหลัง เรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่นายกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย และยังเฉยเมยต่อคนในสถานสงเคราะห์ พวกเขาจะเขียนถึงนายอย่างไร นายก็น่าจะเข้าใจดี
อย่าให้ภาพลักษณ์เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ของนาย แต่ควรทำให้ภาพลักษณ์กลายเป็นตัวตนของนายเอง ไม่อย่างนั้นสักวันหนึ่งนายต้องพังแน่”
ซีเหมินฉางชิ่งพยักหน้า ดวงตาฉายแววขอบคุณ ผู้จัดการคนนี้ถือเป็นผู้มีพระคุณสำหรับเขา
แม้จะดูเหมือนว่าคนคนนี้จะคำนึงถึงผลประโยชน์เป็นหลัก แต่ในชีวิตประจำวันกลับใส่ใจความรู้สึกของเขามาก เรื่องสกปรกมากมายล้วนไม่เคยให้เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ปากพูดจาดุดัน ด่าทอรุนแรง แต่จิตใจไม่ได้เลวร้าย เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีความขัดแย้งในตัวเอง ทั้งมองโลกในความเป็นและเกลียดชังสังคมอย่างที่สุด
พอหยวนเหลยถอดแว่นดำออก ก็พบว่าดวงตาของเขาไม่ได้โตนัก กอปรกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยเคราครึ้มก็ยิ่งทำให้ดวงตาดูเล็กลง
ทว่าในตอนนี้ดวงตาคู่นี้กลับเปล่งประกายแวววาว เขาชี้ไปที่อุปกรณ์สื่อสารบนข้อมือของตนเอง
“ไปตามจีบสาวที่ดาวโม่แล้วโดนระเบิด น่าเสียดายที่ตอนนั้นไอ้โง่นั่นไม่ตาย วัน ๆ เอาแต่ก่อเรื่อง
เขาอาจจะยังไม่รู้เรื่องสถานสงเคราะห์ เพราะตั้งแต่ที่เกิดเหตุ ฉันก็ไม่ได้ติดต่อเขา”
ซีเหมินฉางชิ่งล้างเครื่องสำอางเสร็จแล้วถอนหายใจ
“นายไปรับเด็กหญิงคนนั้นเถอะ” ผู้จัดการนวดคิ้วที่ขมวดแน่นแล้วสวมแว่นดำ
“ฉันจะไปหาน้องชายนายที่บ้าน จะไปกำชับเขาสักหน่อย เผื่อว่าตอนเขารู้ข่าวแล้วจะได้ไม่ทำอะไรบ้า ๆ และถือโฮกาสถามข่าวของจ้าวเจียงด้วย
ใครจะคิดว่าจ้าวเจียงนักล่าแม่คนนั้น แทนที่จะหลบหนีคดีกลับไปร่วมงานวันเกิดของโม่หลีที่ดาวโม่ คงเป็นไอ้หมาเลียขาอีกคนแน่ ๆ
น้องชายโง่ ๆ ของนายก็อยู่ในที่เกิดเหตุระเบิดตอนนั้น เขาน่าจะมีเบาะแสอะไรบ้าง
ส่วนทางนี้ฉันได้แจ้งคนไปจับจ้าวเจียงที่ดาวโม่แล้ว นายรอฟังข่าวดีจากฉันก็พอ เรื่องอื่น ๆ ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น”
ความมืดค่อย ๆ เริ่มปกคลุม
ยานพาหนะขนาดเล็กที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าได้พาจ้าวอู่เจียงและซีเหมินฉางไห่ล่องลอยผ่านตึกสูงมากมาย แล้วบินมาถึงย่านคฤหาสน์หลังหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ร่อนลง
“ถึงแล้ว” ซีเหมินฉางไห่กล่าวหลังจากยานพาหนะจอดลงในลานเล็ก ๆ
แม้จะเรียกว่าลานเล็ก ๆ แต่ที่จริงแล้วเป็นสนามหญ้าที่มีพื้นที่กว้างขวางทีเดียว
คนรับใช้ที่กำลังตัดหญ้าคำนับพลางเอ่ย
“คุณชายเล็ก”
“อืม” ซีเหมินฉางไห่พยักหน้ารับ
เมื่อมาถึงบ้านของตนเองความเย่อหยิ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นทั่วทั้งร่างของเขาก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย ขณะเดินเข้าไปในคฤหาสน์ บรรดาคนรับใช้ต่างคำนับให้เขาตลอดทาง
ทั้งสองเดินมาถึงบาร์เล็ก ๆ ข้างห้องรับแขก ซีเหมินฉางไห่โบกนิ้วสั่งชายหนุ่มที่แต่งกายเป็นบาร์เทนเดอร์
“ฉันขอ ‘ดอกไม้บานมั่งมี’…” *[1]
“คุณล่ะ คุณจะดื่มอะไร?” เขาหันไปถามจ้าวอู่เจียง
ชายหนุ่มบาร์เทนเดอร์พยักหน้ารับแล้วตอบอย่างนอบน้อมว่า “ได้ครับคุณชายน้อย”
[1] ดอกไม้บานมั่งมี เป็นคำอวยพรที่สื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง ความสุข และความมั่งคั่ง ในที่นี้เป็นชื่อเครื่องดื่มในบาร์