ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1586 เสียงปืนที่แหวกผ่านยามค่ำคืน
บทที่ 1586 เสียงปืนที่แหวกผ่านยามค่ำคืน
หยวนเหลยสั่นสะท้านเพราะจ้าวอู่เจียงได้หยิบปืนที่เขาใช้ป้องกันตัวขึ้นมาแล้ว
ถ้าคนร้ายตัวจริงถูกจับได้ เขาจะต้องเตะมันสักสองที แล้วตบหน้ามันให้หนำใจ แต่ถ้าคนร้ายตัวจริงกำลังนั่งอย่างปลอดภัยอยู่ตรงหน้า ขออภัย เพราะเขาเป็นคนรู้กาลเทศะดี
“เอ่อ…” ในฐานะผู้จัดการมืออาชีพที่รู้จักการแสดง เขารีบแสร้งทำเป็นจำผิดคนแล้วกล่าวขอโทษ
“ฉันก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็นเพื่อนของเสี่ยวไห่นี่เอง…”
‘น้องชายเจ้าประคุณ วัน ๆ เอาแต่คบหาเพื่อนพ้องไม่ดีก็แล้วไป แต่ทำไมวันนี้ยังพายมบาลกลับมาบ้านอีก!’ หยวนเหลยยิ้มแย้มภายนอก แต่ในใจด่าทอไม่หยุด
“จับคนร้ายได้หรือยัง?” จ้าวอู่เจียงถามพลางเล่นกับปืนงาช้าง
ปืนชนิดนี้มีกระสุนเพียงสองนัด ขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาสะดวก ในระยะประชิดมีอานุภาพการทำลายล้างไม่น้อย
เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับให้ความรู้สึกกดดันหยวนเหลยอย่างรุนแรง
คนที่เคยถ่ายหนังย่อมรู้ดี ในสถานการณ์เช่นนี้จิตสังหารช่างเข้มข้นเหลือเกิน!
เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนแผ่นหลังของหยวนเหลย เขายิ้มแห้ง ๆ พลางพยักหน้า
“ตอนนี้ยังไม่เจอ กำลังตามหาอยู่”
“อย่างนั้นเหรอ?” จ้าวอู่เจียงเล็งปืนไปที่ผู้จัดการ นิ้วลูบไล้ไกปืนเบา ๆ
“ถ้าผมบอกว่าไม่ใช่ผม คุณจะเชื่อไหม?”
“เอ่อ… พี่จ้าวเจียง พี่เหลยแค่แกล้งคุณเล่นเฉย ๆ เมื่อกี้เขาแค่ไม่รู้ว่าคุณเป็นเพื่อนผมน่ะ” ซีเหมินฉางไห่เพิ่งเห็นปืนสีงาช้างชัด ๆ ถึงแบบนั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรีบพูดแก้ต่าง
“เก็บปืนลงเถอะ เดี๋ยวจะทำให้เสียน้ำใจกัน…”
หยวนเหลยถอนหายใจยาว ทั้งถอนใจให้กับไร้เดียงสาของซีเหมินฉางไห่ และถอนใจที่ตนไม่อาจแสร้งต่อไปได้อีก เพราะฆาตกรได้แสดงตัวแล้ว
“ฉันยังไม่แน่ใจว่าเป็นนาย แต่เบาะแสทั้งหมดชี้มาที่นาย อีกอย่างเพราะนายเป็นนักล่าเงินรางวัล รับจ้างทำงาน ฉันจึงไม่โทษนาย และพวกเราก็จะไม่แจ้งความ เมื่อนายเป็นเพื่อนของเสี่ยวไห่ ก็ไปเถอะ ออกไปจากที่นี่ ไม่อย่างนั้นถ้าสำนักงานรักษาความสงบตามมาเจอ นายก็จะหนีไม่พ้น”
หยวนเหลยกำลังเสี่ยง เขาเดิมพันว่าจ้าวเจียงไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องซีเหมินฉางชิ่งกับสถานเลี้ยงรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
แต่หากจ้าวเจียงรู้ถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาย่อมเดาได้ว่าพี่น้องทั้งสองจะไม่มีทางปล่อยจ้าวเจียงไปแน่
ตอนนี้หยวนเหลยกำลังใช้ข้ออ้างที่จ้าวเจียงเป็นเพื่อนของซีเหมินฉางไห่ เพื่อรักษาสถานการณ์ไว้ชั่วคราว
เขาคิดว่าความลับที่ไม่เปิดเผยเรื่องพี่น้องกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั้น มีคนรู้น้อยมาก และจ้าวเจียงก็น่าจะไม่รู้ ซีเหมินฉางไห่คงไม่โง่ถึงขั้นเอาความลับแบบนี้ไปบอกจ้าวเจียงกระมัง?
แต่หยวนเหลยไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะประเมินสติปัญญาของน้องชายผู้โง่เขลาคนนี้สูงเกินไป
“ชี้ไปที่คุณยังไง?” ซีเหมินฉางไห่ถึงบางอ้อช้า ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาหมุนเก้าอี้สูงมองไปทางจ้าวเจียง พูดอย่างไม่อยากเชื่อว่า
“นาย…”
“นายคือฆาตกรที่ฆ่าคุณปู่ผู้อำนวยการและคนอื่น ๆ ใช่ไหม?”
“แก…”
“ผมไม่ได้ทำจริง ๆ” จ้าวอู่เจียงพยายามแก้ต่างแต่ก็ไร้ประโยชน์ ดูจากสีหน้าของผู้จัดการแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขารู้แล้วว่าคนที่ฆ่าผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์เทียนคงชิงหลางและผู้ดูแลหอพัก รวมถึงควักหัวใจพวกเขาก็คือจ้าวเจียง
ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาที่สวมรอยเป็นจ้าวเจียงอยู่ ไม่มีทางแก้ตัวได้จริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อาจเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงได้ เพราะถ้าหากถูกเปิดโปง โม่หรานหร่านก็จะต้องตามหาเขา อีกทั้งเขายังคาดการณ์ว่าอาจมีผู้อยู่เบื้องหลังที่ทรงพลังคอยจับตาดูอยู่ คนพวกนั้นก็คงจะตามหาเขาเช่นกัน
หากเรื่องใหญ่โตเกินไป อาจจะทำให้ชายร่างกำยำที่ถือมีดสังหารหมูและสตรีงามในชุดแดงที่อ้างว่าเป็นหงหลวนที่น่าจะอยู่ในอาณาเขตพันดาราสังเกตรับรู้ถึงเขาได้
และหากคนทั้งสองที่อยู่ในระดับที่สามของมหามรรคารู้ว่าเป็นเขา เมื่อถึงตอนนั้นเขาจะต้องเผชิญกับวิกฤตที่อาจจะถึงความตายอย่างแน่นอน
ซีเหมินฉางไห่ไม่ฟังคำแก้ตัวของเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งร่างพุ่งเข้าใส่จ้าวอู่เจียงราวกับแมวตัวผู้ที่ไม่มีลูกอัณฑะกำลังติดสัด ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น
“ฉันจะฆ่าแก!”
ในขณะเดียวกันหยวนเหลยก็ฉวยโอกาสนี้รีบกดปุ่มสื่อสารที่ข้อมือเพื่อขอช่วยเหลือ พร้อมกับคว้าแก้วเหล้าบนเคาน์เตอร์บาร์ขว้างใส่จ้าวอู่เจียงอย่างแรง เมื่อเห็นว่าห้ามซีเหมินฉางไห่ไม่ทัน เขาจึงร้องอุทานแล้วหมุนตัววิ่งหนีไป
ขอเพียงภูเขาเขียวยังอยู่ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีฟืน ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีโอกาสจับกุมจ้าวเจียงได้!
‘ปัง! ปัง!’
เสียงปืนสองนัดดังขึ้นแหวกผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน
จ้าวอู่เจียงเหนี่ยวไกปืน