ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1587 ล้างมลทินให้ตัวเอง
บทที่ 1587 ล้างมลทินให้ตัวเอง
‘ปัง! ปัง!’
เมื่อเสียงปืนดังขึ้น ซีเหมินฉางไห่ที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความโกรธก็สะดุ้งตื่นจากภวังค์ในทันที ตัวสั่นก็พลันด้วยความกลัว
ส่วนผู้จัดการหยวนเหลยที่กำลังจะหันหลังวิ่งหนีก็ชะงักเท้าอยู่กับที่ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว เมื่อจ้าวอู่เจียงตัดสินใจยิง ย่อมไม่มีทางพลาดเป้าแน่นอน
และก็เป็นเช่นนั้น กระสุนสองนัดจากปืนงาช้าง ไม่พลาดเป้าใด ๆ มันทะลุผ่านแก้วเหล้าทั้งสองใบของซีเหมินฉางไห่จนแตกละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อยกระเด็นไปทั่ว
ซีเหมินฉางไห่ร้องอุทานด้วยความตกใจ ตัวสั่นล้มหงายไปด้านหลัง พลางถอยห่างจากจ้าวอู่เจียงโดยพลัน มือของเขาคลำร่างกายตัวเองไปมาอย่างลนลาน ตรวจดูว่าโดนยิงหรือไม่ พร้อมกับร้องโวยวายเสียงหลง
‘ไอ้โง่…’ หยวนเหลยเหน็บแนมซีเหมินฉางไห่ในใจ
แม้เขาจะรู้ว่าตอนนี้ในปืนงาช้างไม่มีกระสุนเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้วิ่งหนีต่อ กลับหรี่ตามองชายที่สวมหน้ากากอิเล็กทรอนิกส์อย่างเคร่งขรึม
“นายไม่ควรยิงปืน”
“แต่ก็ได้ผลนะ อย่างน้อยก็หยุดพวกคุุณได้” จ้าวอู่เจียงไม่ตระหนกเลยแม้แต่น้อย ทั้งร่างแสดงท่าทีสงบนิ่ง
ที่เขายิงออกไปเพราะรู้สึกว่าเรื่องตรงหน้านี้น่ารำคาญจนปวดหัว แต่ก็ไม่ถึงกับยากเย็นอะไรที่จะจัดการ
“ฉันมากับคนจากสำนักงานรักษาความสงบ พวกเขาไม่ได้เข้ามาด้วย แต่เสียงปืนที่นายยิงคงทำให้พวกเขาได้ยินแล้ว”
หยวนเหลยล้วงแว่นตาดำสนิทออกมาจากกระเป๋าเสื้อกั๊กด้านใน แล้วสวมลงบนดวงตาเล็ก ๆ ของตน บุคลิกของเขาแตกต่างจากก่อนหน้านี้ราวกับเป็นคนละคน ตอนนี้ไม่เห็นความลนลานหลงเหลืออยู่อีก กลับกลายเป็นความสงบนิ่ง
เขาเดินไปที่เคาน์เตอร์บาร์ ไม่แม้แต่จะหันมองซีเหมินฉางไห่ที่กำลังพิงผนังเคาน์เตอร์ด้วยความหวาดกลัว แต่กลับนั่งลงข้าง ๆ จ้าวอู่เจียง
“เวลาที่จะให้นายอธิบายเหลือน้อยเต็มทีแล้ว”
“เด็กน้อย กลับมาต้มไวน์ของฉันต่อซะ แล้วอย่าลืมแช่น้ำแข็งด้วย” หยวนเหลยดีดนิ้วดังเป๊าะ ก่อนจะช้อนตามองชายหนุ่มที่กำลังขดตัวพิงตู้เหล้าอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์เพื่อหลบปืน
เมื่อเห็นผู้จัดการหยวนเหลยมีบุคลิกแตกต่างจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง จ้าวอู่เจียงครุ่นคิดเล็กน้อย จากนั้นก็พอเดาสาเหตุได้
หยวนเหลยน่าจะล่วงรู้ถึงเบาะแสบางอย่าง แล้วจากสิ่งที่ค้นพบในตอนนี้คงจะทำให้ตัดสินได้ว่าตัวเขาในตอนนี้ไม่น่าจะเป็นคนร้ายตัวจริง
“จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรต้องอธิบายหรอก” จ้าวอู่เจียงที่ไม่ยอมเปิดเผยตนว่าไม่ใช่จ้าวอู่เจียง จึงไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงคนนอกที่บุกเข้ามาโดยการแอบอ้างเป็นจ้าวเจียง และบังเอิญได้กลายเป็นแพะรับบาปแทนจ้าวเจียงเข้าให้ ทั้งตอนนี้เขาก็ยังรู้ข้อมูลน้อยเกินไป
นี่คงเป็นเวรกรรมที่เขาได้สังหารจ้าวเจียงกระมัง
“ใช่แล้ว”
ดวงตาใต้แว่นดำของหยวนเหลยจ้องมองจ้าวอู่เจียงตลอดเวลา บนตัวเขาไม่เห็นความหยาบกระด้างของนักล่าเงินรางวัล แต่ดูคล้ายบัณฑิตผู้รอบรู้มากกว่า โดยเฉพาะท่าทางตอนที่กำลังคลึงลูกประคำ
“ตอนนี้นายอาจจะอธิบายไม่ได้ แต่นายเคยคิดไหมว่า อาจมีอะไรที่อธิบายแทนได้
อย่างเช่น นายที่เป็นนักล่าเงินรางวัล ได้รับภารกิจนี้มาได้อย่างไร?”
“ตอนนี้นายก็เป็นแค่ผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม นายยังมีเวลาที่จะคิดและสืบหาความจริงเรื่องนี้ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง
และแน่นอนว่านายก็อาจจะเป็นฆาตกรตัวจริง และทุกอย่างในตอนนี้ ล้วนเป็นการแสดงของนาย…”
ในตอนนั้นเองด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบ คงเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานรักษาความสงบที่กำลังเคลื่อนกำลังเข้ามาในที่เกิดเหตุ
หยวนเหลยชี้มือไปที่ประตูเล็กด้านข้างเคาน์เตอร์บาร์ ประตูเล็กนั้นดูเหมือนจะตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว มันค่อย ๆ เปิดออก ข้างในเป็นทางลับมืดสนิท
“ตามทางลับนี้ไป นายจะสามารถหลบสายตาของสำนักงานรักษาความสงบได้ชั่วคราว และหนีออกจากที่นี่ได้
หลังคืนนี้จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่านักล่าเงินรางวัลจ้าวเจียงตกเป็นต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์เทียนคงชิงหลางและผู้ดูแลหอพักอย่างโหดเหี้ยม และจะมีการออกหมายจับจ้าวเจียงด้วย”
จ้าวอู่เจียงหรี่ตามองอย่างครุ่นคิด ในคำพูดของหยวนเหลยนั้นมีนัยบางอย่างแฝงอยู่ เขาเอ่ยถึงนักล่าเงินรางวัลจ้าวเจียงในฐานะบุคคลที่สาม แทนที่จะเรียก ‘นาย’ โดยตรง ราวกับว่าตั้งใจจะแยกความแตกต่างระหว่างเขากับจ้าวเจียง
“รออะไรอยู่ จะรอให้ถูกจับก่อนได้เหรอ?” หยวนเหลยเห็นจ้าวอู่เจียงยังไม่ขยับเขยื้อนจึงขมวดคิ้วถาม
“หรือว่านายมั่นใจว่าไม่มีอะไรต้องกลัว?”