ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1676 เขาที่ติดอยู่ในความชื้นแฉะ
บทที่ 1676 เขาที่ติดอยู่ในความชื้นแฉะ
ท่ามกลางพายุหิมะ
น้ำแข็งปกคลุมพื้นที่นับพันลี้ หิมะโปรยปรายทั่วฟ้า เสียงลมหวีดหวิวพัดกระหน่ำ
แววตาของจ้าวอู่เจียงพร่าเลือน เขาไม่ได้ยินเสียงครวญครางของเอลิซา และยิ่งมองไม่เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ยั่วยวนของเธอ แต่กลับได้ยินเสียงพายุหิมะหวีดหวิวอย่างประหลาด
ราวกับมีคนกำลังร้องไห้
ในช่วงเวลานี้ ทั้งโลกใบนี้ เขานึกถึงผู้คนและเหตุการณ์ที่พบเจอในช่วงหลังมานี้ การกระทำทั้งหมดของเขาในระยะนี้ ทุกอย่างทำให้เขารู้สึกถึงความขัดแย้งอย่างรุนแรง
เทพปีศาจ?
จ้าวอู่เจียง?
เขากำลังทำอะไรอยู่?
ทำไมเขาถึงกลายเป็นแบบนี้?
มีอะไรที่ไม่ถูกต้องกันแน่?
ความรู้สึกขัดแย้งนี้มาจากไหน?
จ้าวอู่เจียงเหลือบมองเอลิซาที่ใบหน้าแดงก่ำ ทั้งดีใจทั้งงอน ทั้งอายทั้งโกรธ ดูเหมือนจะมีท่าทางหมดแรงอยู่บ้าง เขาพูดออกไปอย่างไม่รู้ตัว
“นี่ต่างหากคือตัวตนที่แท้จริงของเธอ…”
เสียงพายุหิมะและเสียงครางหวานของเอลิซาดังก้องอยู่ในหัวของเขา ราวกับเป็นความวุ่นวายของปัจจุบันและอดีตที่ปะปนกัน
เอลิซาอยากจะโต้แย้งตามสัญชาตญาณ แต่เธอไม่มีแรงจะโต้เถียงคำพูดของจ้าวอู่เจียงเลยสักนิด เพราะสิ่งที่จ้าวอู่เจียงพูดนั้น ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเท็จ
เธอดูศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์มาตลอด แต่ความศักดิ์สิทธิ์นั้นมาจากใจจริงหรือเปล่า? ความเย็นชาคือตัวตนที่แท้จริงของเธอหรือไม่?
มันเป็นเพียงวิธีเอาตัวรอดของเธอ เป็นหน้ากากที่เธอสวมใส่เท่านั้น
สิ่งที่เธอคิดถึงคือตัวเองในวัยเด็กที่ไร้กังวล
ตอนนี้เธอยังจะมีอะไรให้กังวลอีก เธอก้าวสู่ความตกต่ำ จมดิ่งลงไปในความตกต่ำ ไม่อาจต่อต้าน บางทีการปล่อยใจให้เพลิดเพลินอาจทำให้ไร้ความกังวล
จ้าวอู่เจียงมองด้วยแววตาอบอุ่นพลางยิ้มเยาะตัวเอง “นี่สินะคือตัวตนที่แท้จริงของเธอ…”
‘แล้วตัวตนที่แท้จริงของเขาล่ะ?’
ในความพร่าเลือน เขาเข้าใจแล้วว่าความรู้สึกแตกสลายและฉีกขาดนั้นมาจากไหน
เพราะเขาคือเทพปีศาจ เพราะเขาคือจ้าวอู่เจียง และเพราะตัวตนที่แท้จริงของเขา หลังจากตื่นขึ้นมาจากแผนการนั้นและเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หลังจากส่งคนสนิทไปตามสายธารแห่งกาลเวลา เขาที่ไม่มีที่พักพิงทางใจจึงหลบซ่อนตัว
เขาต้องซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ เมื่อเขาพบกับจ้าวเจียง เมื่อเขาไปที่ตระกูลโม่ เมื่อเขาพบเจอผู้คนหลากหลาย เผชิญเรื่องราวมากมาย เขายังคงซ่อนตัวอยู่
การกระทำของเขาใช้จ้าวเจียงเป็นพื้นฐานในการปลอมแปลง แม้เขาจะกลับมาเป็นจ้าวอู่เจียงแล้ว แต่ก็ยังคงสวมหน้ากากอยู่
ตัวตนที่แท้จริงของเขาหลังจากเหตุการณ์นั้น ไม่เคยปรากฏขึ้นมาอีกเลย
เพราะในใจของเขา เขาไม่เคยยอมรับความจริงที่ว่าแผนการที่วางไว้ตั้งแต่ยุคโบราณกลับพลิกผัน จนทำให้สูญเสียญาติมิตรทั้งหมด และวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์ต้องกระจัดกระจาย
เขาไม่อาจยอมรับผลลัพธ์เช่นนี้ได้!
เขาอ้างตนว่าเป็นผู้เสียสละเพื่อปวงชวน ร่างกายของเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา เขาใช้ตั๋วเรือที่จางมอบให้เพื่อช่วยทุกคน แต่ทว่าเขากลับไม่สามารถช่วยตัวเองได้
“รอก่อน ข้ายังไม่ได้ขึ้นเรือเลย” ประโยคนี้ ตอนนั้นเขาไม่มีโอกาสได้เอ่ยออกมา
เขาซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของจิตใจไม่ยอมออกมา เพียงเพราะเขาไม่อยากเผชิญหน้ากับโลกที่วุ่นวายด้วยเทคโนโลยีและศาสตร์ลึกลับในปัจจุบัน
เมื่อญาติมิตรจากไป เมื่อเขาไม่ใช่ตัวเขาอีกต่อไป ความรู้สึกแปลกแยกก็ติดตามราวกับเงา
การจากไปของคนที่รักไม่ใช่เพียงพายุฝนที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นความชื้นแฉะที่คงอยู่ยาวนานตลอดชีวิต เขาติดอยู่ในความชื้นแฉะนั้นตลอดกาล ในทุกวันที่ดูเหมือนสงบนิ่ง กลับมีพายุและลมกระโชกแรงซ่อนอยู่…
เขาติดอยู่ในความชื้นแฉะนั้นตลอดไป เพราะหลังจากวันนั้น เขาไม่ได้เชื่อมั่นนักว่าจะได้พบกับญาติมิตรเหล่านั้นอีก
ห้วงเวลาที่ต้องข้ามผ่านนั้นยาวไกลเกินไป และเขาก็ไม่มีตั๋วเรืออีกแล้ว
ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก…
ในตอนนี้เขานึกถึงสิ่งที่ไม่อยากยอมรับขึ้นมาอย่างฉับพลัน ภายใต้อิทธิพลของพลังพิเศษของเอลิซาและกลไกของดินแดน เขาค้นพบตัวตนที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ
บัดนี้กำแพงป้องกันจิตใจของเขาพังทลายลงแล้ว
เสียงลมหิมะดังหวีดหวิวข้างหูดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าเขาย้อนกลับไปในยุคโบราณ ข้างกายของเขาคือ จิ้งเอ๋อร์ ผู้ที่ยังไม่ได้สละชีพในวิชาก้าวเดียวสู่เซียน ส่วนตรงหน้าคือเสี่ยวไป๋ที่วิ่งอย่างไร้ความยั้งคิดด้วยร่างที่เริ่มมีร่องรอยชราภาพ
เสี่ยวไป๋เห่าหอนพลางกล่าวว่า ‘หมาป่าหิมะเกิดในหิมะ ก็ควรตายในหิมะเช่นกัน’
ต่อมาเสี่ยวไป๋ที่แก่ชราก็ตายท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายทั่วฟ้า มันเป็นหมาป่าตัวเดียวที่หายเข้าไปในพายุหิมะ บอกว่าจะขอประลองกับพายุหิมะเป็นครั้งสุดท้าย
ส่วนจ้าวอู่เจียงนั้น ร่างกายตายไปในยุคโบราณ แต่หัวใจตายไปตั้งแต่เหตุการณ์ผันผวนครั้งนั้น