ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1681 เขาก้าวออกมา
บทที่ 1681 เขาก้าวออกมา
มีคนกำลังถูกแผดเผาในสายลมยามราตรี
มีคนกำลังเย้ายวนในสายลมยามราตรี
หลังจากจ้าวอู่เจียงตระหนักถึงความผิดปกติของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา พลังงานทั้งหมดในตัวเขาก็เปลี่ยนแปลงไป
เขาผลักไสเอลิซาที่สวมใส่เพียงถุงน่องสีขาวขาดวิ่นออกไปด้วยความเย็นชา แต่กระนั้นดวงตาของเขากลับไม่ได้หยุดมองเรือนร่างอันเย้ายวนของเธอแม้แต่น้อย
นิ้วมือของเขาขยับ ในใจมีแผนที่จะปลดวงเวทขับไล่ปีศาจนี้แล้ว เจ็ดอารมณ์ หกความปรารถนาอาจจะเรียกต่างกันในศาสนจักรแห่งแสงสว่างที่เอลิซาสังกัดอยู่ แต่แก่นแท้คงไม่ต่างกันมาก
ดังนั้นเขาต้องสามารถทำลายมันได้แน่
“นายอยากจะปลดผนึกวงเวทเหรอ? เป็นไปไม่ได้หรอก” เอลิซาในตอนนี้เต็มไปด้วยเสน่หา น้อยใจ โศกเศร้า หิวกระหาย เย่อหยิ่ง และดูแคลน…
อารมณ์หลากหลายพรั่งพรูออกมา เธอเข้าใกล้จ้าวอู่เจียงอีกครั้ง ตีมือที่กำลังร่ายคาถาของจ้าวอู่เจียง
“ถ้าไม่มีฉัน นายไม่มีทางแก้วงเวทของศาสนจักรพวกเราได้หรอก”
จ้าวอู่เจียงชำเลืองมองเรือนร่างที่ยังสั่นระริกของเอลิซา แล้วร่ายคาถาอีกครั้งโดยไม่สนใจสิ่งรบกวน
ความต้องการของเอลิซาหลังจากความว่างเปล่ายิ่งรุนแรงขึ้น เธอกดมือของจ้าวอู่เจียงไว้อย่างแรง หายใจถี่ ก่อนจะหอบพูดว่า
“ถ้าอยากออกไป ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้นะ… นาย… นายขอร้องฉันสิ…”
จ้าวอู่เจียงพูดเรียบ ๆ ว่า “ฉันจัดการเองได้ ไม่ต้องให้เธอช่วยหรอก”
เอลิซามองด้วยดวงตางดงาม แววตาเหมือนสระน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
“งั้นฉันขอร้องนาย…”
เธอตกต่ำลงแล้ว สภาพของเธอในตอนนี้ เป็นผลจากการกดข่มความต้องการมาหลายปี และเป็นเพราะเธอไม่ยอมรับความจริงที่ตัวเองตกต่ำ จึงเลือกที่จะปล่อยตัวตามยถากรรม
จ้าวอู่เจียงเห็นสภาพของเอลิซาในตอนนี้ เขาจึงเอ่ยปากพูดในที่สุด
“ขอบคุณนะ เอลิซา”
จ้าวอู่เจียงขอบคุณที่การได้เห็นเอลิซาตกต่ำ ทำให้เขาเข้าใจความจริงที่ว่าตนถูกกักขังมาตลอด
โอกาสบังเอิญเช่นนี้ ทำให้เขาต้องกล่าวขอบคุณ
“นายพูดว่าอะไรนะ?” เอลิซาแสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อ แม้ใบหน้าแดงก่ำที่ถูกความปรารถนากลืนกินจะบิดเบี้ยว แต่เธอยังมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง เธอไม่อยากยอมรับว่าตัวเองตกต่ำ สติทำให้เธอจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งตัณหาที่ลึกยิ่งขึ้น
ทว่าคำขอบคุณของจ้าวอู่เจียงในตอนนี้ กลับดึงเธอกลับมาสู่ความมีสติได้สำเร็จ
เมื่อได้สติ ความอับอายจากการตกต่ำก็เติมเต็มหัวใจเธอในพริบตา การสูญเสียศักดิ์ศรีทำให้เธอโกรธจัด เธอเกลียดจ้าวอู่เจียงที่คำพูดของเขากลายเป็นลำแสงที่ผุดขึ้นท่ามกลางความมืดมิดแห่งการตกต่ำของเธอ
เมื่อมีแสงส่องเข้ามาในความมืด แสงนั้นก็กลายเป็นบาป!
เธอตะโกนอย่างบ้าคลั่งด้วยความโกรธแค้น
“จ้าวอู่เจียง นายพูดอะไรของนาย ใครต้องการคำขอบคุณจากนายกัน
ใครจะต้องการความเห็นอกเห็นใจ หรือความเข้าใจจากนายด้วย
นายมันมีสิทธิ์อะไร นายมันก็แค่ผู้ชายต่ำช้า!”
จ้าวอู่เจียงเผชิญหน้ากับคำด่าทอ แต่ในใจกลับไม่มีความโกรธแค้นผุดขึ้นมาแม้แต่น้อย บัดนี้เขายอมรับหลายสิ่งหลายอย่าง ยอมรับการจากไปของญาติมิตร ยอมรับการที่ตัวเองติดอยู่ในความชื้นแฉะ ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่าง
เขาราวกับกลับไปสู่สถานะของเทพปีศาจที่เคารพมนุษย์ เข้าใจมนุษย์ ซึ่งรวมถึงตัวเขาเองด้วย
เขายื่นมือดึงเสื้อคลุมยาวสีดำทองของเอลิซาเข้ามา พยายามจะคลุมให้เธอ พร้อมกับพูดออกมาจากใจจริงว่า “แม้จะมีเหตุผล แต่… ขอโทษนะ…”
“ขอโทษ?”
เอลิซาสั่นสะท้านพลางสะบัดเสื้อคลุมที่จ้าวอู่เจียงนำมาให้ทิ้งไป เธอไม่ต้องการให้จ้าวอู่เจียงเป็นแบบนี้
ความเข้าใจและความใจกว้างของจ้าวอู่เจียงเป็นเสมือนดาบคมกริบที่กรีดลงบนตัวเธอ หลังจากที่เธอตกต่ำ ทุก ๆ แผลนั้นกรีดลงบนสติสัมปชัญญะและศักดิ์ศรีที่ยังเหลืออยู่ของเธอ คอยเตือนเธอถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับจ้าวอู่เจียง
จ้าวอู่เจียงในตอนนี้ใจเย็นจนน่ากลัว บุคคลสองคนที่เขาเคยยกย่อง
คนหนึ่งคือครูผู้ยิ่งใหญ่ที่หาใครเทียบไม่ได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกคนคือท่านหยางหมิงผู้บรรลุธรรมที่หลงฉ่าง
และตอนนี้เขาดูเหมือนจะบรรลุธรรมเช่นเดียวกับท่านหยางหมิงในตอนนั้น เพียงแต่เป็นการ ‘บรรลุธรรมในเรื่องความรัก’
เข้าใจสถานการณ์ของตัวเอง นั่นคือ ‘รู้’ การก้าวออกจากความชื้นแฉะที่กักขังตัวเอง นั่นคือ ‘ทำ’
ความรู้และการกระทำที่เป็นหนึ่งเดียวต่างหาก คือหนทางที่เขาต้องเดิน
เขาโอบกอดเอลิซาที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านและโมโหร้าย พร้อมกับเอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า
“ฉันรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของเธอ…”
เอลิซาชะงักงันอยู่กับที่ด้วยความตกตะลึง