ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 169 รีบส่งเงิน
บทที่ 169 รีบส่งเงิน
เจียงเมิ่งลี่มั่นใจว่าตนเองสามารถอ่านความคิดของจ้าวอู่เจียงได้ทะลุปรุโปร่ง ในโลกที่เต็มไปด้วยขุนนางโกงกินบ้านเมืองเช่นนี้ จ้าวอู่เจียงก็คงจะใช้อำนาจที่ตนเองมีรีดไถเงินผู้อื่นเช่นกัน
จ้าวอู่เจียงยิ้มออกมาเล็กน้อย และไม่ได้โกรธเคือง ด้วยพฤติกรรมของเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เจียงเมิ่งลี่กล่าวถึง เพราะฉะนั้น ชายหนุ่มจึงไม่ได้รู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย
หลี่หยวนเจิ่งหยุดเช็ดกระบี่ และพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ศิษย์น้อง เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว”
เฟิงอวิ๋นไฉพอทราบเรื่องราวภายในอยู่บ้าง จึงถูไม้ถูมืออย่างวางตัวไม่ถูก ก่อนจะพูดยิ้ม ๆ “คุณหนูเจียง มันไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิด”
เจียงเมิ่งลี่หัวเราะเยาะ
“เจ้าบอกว่าตนเองไม่มีเงิน แต่ข้ารู้มาว่าเจ้ามีความสนิทสนมกับตระกูลหลิว พวกเขาไม่ให้เงินเจ้าบ้างหรือ? ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเจ้าไม่เคยได้รับเงินเดือนหรือเงินรางวัลจากฮ่องเต้บ้างหรืออย่างไร หรือเจ้าไม่ต้องการควักเงินออกจากกระเป๋าตัวเอง?”
“เจียงเมิ่งลี่!” หลี่หยวนเจิ่งปรามออกมาด้วยใบหน้าขึงขัง
“เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว น้องจ้าวเป็นคนตรงไปตรงมา มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเป็นคนดี ไม่มีทางทำแบบที่เจ้าพูดเด็ดขาด!”
“เฮอะ ศิษย์พี่อย่าลืมสิว่าเขามีจวนใหญ่โต ทั้งยังได้รับเงินทองมาจากคนอื่นตั้งมากมาย บัดนี้เมื่อคิดก่อตั้งสำนักไร้ขอบเขต เขากลับบอกว่าตนเองไม่มีเงิน ช่างไร้ยางอายเสียจริง!” เจียงเมิ่งลี่ยกมือกอดอก และพูดต่อไป
“ข้าออกเดินทางท่องยุทธภพ และคนที่ข้าเกลียดชังมากที่สุดก็คือคนหน้าไหว้หลังหลอก บัดนี้ เขามาที่นี่เพราะต้องการเงิน หวังรีดไถประมุขเฟิงและคนอื่น ๆ ด้วยการกดดัน ลูกไม้ตื้น ๆ เช่นนี้ ข้าเคยเห็นมาหมดแล้ว”
บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบขึ้นมาทันที
“ถือเป็นเกียรติของข้าอย่างยิ่งที่ได้ช่วยเหลือใต้เท้าจ้าว ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นความสมัครใจของข้าเอง” เฟิงอวิ๋นไฉเห็นบรรยากาศตึงเครียดยิ่ง จึงพยายามผ่อนคลายสถานการณ์ลง
“ท่านจะสมัครใจได้อย่างไร? ท่านไม่อยากทำให้เขาเสียหน้าต่างหาก” เจียงเมิ่งลี่มีใบหน้าเย็นชาปานน้ำแข็ง
“ท่านไม่ต้องกลัวหรอกนะ เดี๋ยวตระกูลเจียงจะปกป้องท่านเอง”
เฟิงอวิ๋นไฉกำลังจะอธิบาย ทว่ากลับมีเสียงเปิดประตูดังขัดขึ้นเสียก่อน ประตูบานหนักถูกผลักเปิดออกกว้าง พร้อมกับประมุขกิตติมศักดิ์ทั้งห้าคนของหอการค้าก้าวเดินเข้ามา
พวกเขาได้รับทราบข่าวการมาถึงของจ้าวอู่เจียง จึงรีบเดินทางมาต้อนรับด้วยความเคารพ
“ใต้เท้าจ้าว”
จ้าวอู่เจียงไม่ได้โกรธเคืองต่อคำพูดของเจียงเมิ่งลี่ เขายังคงมีท่าทางปกติ มีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับใบหน้า พลางพยักหน้าทักทายประมุขกิตติมศักดิ์ทุกคน ก่อนจะส่งยิ้มให้แก่คนที่ตนเองเคยพบแล้วอย่างหลิ่วชิงซานเป็นพิเศษ
“ใต้เท้าจ้าว ข้าได้ยินมาว่าท่านกำลังจะก่อตั้งสำนักของตนเอง และกำลังขาดแคลนทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์ใช่หรือไม่?”หลิ่วชิงซานยิ้มกว้าง
จ้าวอู่เจียงตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พวกเราพอจะมีกำลังคนบ้างแล้ว แต่ก็ยังต้องหาเพิ่มอีกมาก ส่วนสิ่งที่ขาดแคลนจริง ๆ ในตอนนี้คือเงินทองต่างหาก”
“แหม พอดีเลยขอรับ” หลิ่วชิงซานรีบพูดด้วยความดีใจ เป็นไปตามคาด จ้าวอู่เจียงบริจาคเงินทั้งหมดเข้าท้องพระคลัง ตอนนี้จึงขาดแคลนเงินทองที่จะนำมาขับเคลื่อนสำนักใต้ดิน
หลิ่วชิงซานก้าวเดินเข้าไปหาจ้าวอู่เจียง ก่อนจะล้วงตั๋วเงินออกมาจากแขนเสื้อยัดใส่มือจ้าวอู่เจียง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงประจบประแจง
“ใต้เท้าจ้าว นี่คือความตั้งใจของข้า ได้โปรดอย่ารังเกียจเลย”
“พวกข้าด้วยเช่นกัน” ประมุขกิตติมศักดิ์คนอื่น ๆ ก็พร้อมใจกันเดินเข้ามา แล้วยัดตั๋วแลกเงินใส่มือจ้าวอู่เจียงด้วยความรีบร้อน เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธ
หลี่หยวนเจิ่งยืนตกตะลึงอยู่ตรงนั้น เกิดอะไรขึ้น? ทำไมคนเหล่านี้จึงยินดีมอบเงินให้เขา ทั้ง ๆ ที่จ้าวอู่เจียงยังไม่ทันได้ออกปากร้องขอเลยด้วยซ้ำเล่า?
เจียงเมิ่งลี่อ้าปากค้างด้วยความเหลือเชื่อ ในหัวใจเกิดความรู้สึกปั่นป่วน ร่างกายสะท้านด้วยความตกตะลึง ทำให้หน้าอกไหวกระเพื่อมขึ้นลงจากอาการหอบหายใจถี่เร็ว
นางงุนงงเป็นอย่างยิ่ง จ้าวอู่เจียงต้องการมารีดไถเงินจากประมุขเฟิงไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมประมุขกิตติมศักดิ์คนอื่น ๆ ของหอการค้าถึงนำเงินมามอบให้เขาเอง? แล้วสีหน้าประจบประแจงเอาใจนั่นก็บอกชัดถึงความเต็มใจ และบางคนถึงกับกลัวว่าจ้าวอู่เจียงจะไม่ยอมรับเงินของพวกเขาด้วยซ้ำ
เฟิงอวิ๋นไฉก็นำตั๋วแลกเงินออกมายื่นส่งให้จ้าวอู่เจียงด้วยความเคารพเช่นเดียวกัน
“ใต้เท้าจ้าวอย่าได้เกรงใจไปเลย พวกเราเพียงพยายามจะช่วยเหลือให้ท่านสามารถก่อตั้งสำนักได้อย่างมั่นคงมากที่สุด”
เมื่อบรรดาประมุขกิตติมศักดิ์นำตั๋วเงินยัดใส่มือของจ้าวอู่เจียงเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ทำสีหน้าโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าได้ทำบางสิ่งที่เป็นเรื่องราวอันดีงามเหลือเกิน
จ้าวอู่เจียงนำตั๋วเงินเหล่านั้นมาตรวจสอบ พบว่ารวมกันแล้วมีมูลค่าเกือบหนึ่งแสนตำลึง เขาไม่คิดเลยว่าประมุขกิตติมศักดิ์ทั้งหลายจะมีความกระตือรือร้นถึงเพียงนี้ แต่ในขณะที่หัวใจกำลังเต้นเร็วอยู่นั้น จ้าวอู่เจียงก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ไม่ยาก
“นอกจากนี้ ยังมีเงินก้อนนี้อยู่อีกด้วย” เฟิงอวิ๋นไฉล้วงตั๋วเงินอีกใบออกมาจากในแขนเสื้อ ตั๋วเงินใบนี้มีขนาดเท่าฝ่ามือ
“นี่คือเงินของหอการค้าเรา หากใต้เท้าต้องการจะนำเข้าสู่ท้องพระคลังเพื่อช่วยเหลือแคว้นต้าเซี่ย พวกเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง” เฟิงอวิ๋นไฉกล่าวด้วยความเคารพ
บรรดาประมุขกิตติมศักดิ์คนอื่น ๆ ต่างก็ส่งเสียงสนับสนุนคำพูดของเฟิงอวิ๋นไฉ
“ใช่แล้วขอรับ เพื่อที่จะเติมเต็มท้องพระคลังอันว่างเปล่าและไม่ผลักภาระไปให้ผู้อื่น ใต้เท้าจ้าวถึงกับล้มเลิกแผนการขึ้นภาษี ยอมนำชีวิตของตนเองมาเสี่ยงให้ขุนนางเหล่านั้นตำหนิติฉินด้วยการเปิดรับบริจาค นี่นับว่าเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่ง!”
“และเนื่องจากใต้เท้าจ้าวบริจาคเงินทั้งหมดของตนเองให้แก่ท้องพระคลัง ใต้เท้าจึงต้องขาดแคลนเงินทองเช่นนี้ เมื่อข้าได้รับทราบเรื่องนี้ ก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างนัก”
“การเสียสละเล็ก ๆ เมื่อรวมกันมากแล้วก็จะเป็นความยิ่งใหญ่ในที่สุด การกระทำของใต้เท้าจ้าวเปรียบดังการจุดแสงสว่างในความมืดมิด เมื่อพวกเราได้ปรึกษาเรื่องนี้กันแล้ว พวกเราต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจจากใต้เท้าจ้าว ในการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือบ้านเมือง!”
“เราจะบริจาคเงินเข้าสู่ท้องพระคลัง เพื่อให้ทหารที่ทำสงครามอยู่เขตชายแดนได้รับเงินเดือน และได้มีอาหารกิน เช่นเดียวกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยก็จะได้มีเงินไปเยียวยาพวกเขาเช่นกัน และทั้งหมดนี้ก็ล้วนเกิดขึ้นได้จากความเมตตาของใต้เท้าจ้าวทั้งสิ้น”