ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1694 น้าของเธอตามใจพ่อของเธอ
บทที่ 1694 น้าของเธอตามใจพ่อของเธอ
“นี่ไอ้หนู ฉันจะบอกแกให้นะ ไม่ใช่ว่าไก่ทุกตัวจะเป็นไก่กาลเวลานะโว้ย”
“มันคือเครื่องกาลเวลา ไม่ใช่ไก่กาลเวลา นี่มันเครื่องจักรเวลาต่างหาก เครื่องที่ว่ากันว่าสามารถใช้เดินทางข้ามเวลาได้ ส่วนไก่ของแก มันเป็นแค่สัตว์ปีก ไม่ใช่อย่างเดียวกันเลยโว้ย!”
“โอ๊ย แม่เจ้า ไก่ของลุงสิเป็นสัตว์ปีก!”
“ดูสิ ๆ คนที่เดินเข้าไปในพื้นที่นั้น บางคนตายคาที่ บางคนแก่ลงในพริบตา บางคนหายตัวไปเลยก็มี แถมคนและสัตว์ประหลาดที่พบในนั้น พวกนั้นก็ไม่ใช่คนจากอาณาเขตพันดาราเลยนะ มันน่าแปลกไหมล่ะ?!”
“แกเป็นไอ้โง่หรือไง? หรือเป็นปลาซิว? ใครจะรู้ว่าจริงหรือปลอม นั่นมันอาจจะเป็นถ่ายหนังก็ได้!”
“เฮอะ พูดกับไก่ก็เหมือนพูดกับเป็ด!”
“อะไรกันพูดกับไก่เหมือนพูดกับเป็ด? ไอ้หนู ฉันขายไก่นะ มันต้องเป็ดคุยกับไก่สิ! แกจะซื้อไก่ไหม? ไม่ซื้อก็ไปให้พ้น ไอ้เด็กโง่!”
การสนทนาจบลงด้วยความไม่สบอารมณ์
อวี้มู่หว่านและอวี้เซี่ยวหู่ที่เหนื่อยล้าจากการตรวจสอบยีนของเด็ก ๆ ในสถานสงเคราะห์ทั้งคืน ตอนนี้กำลังกินก๋วยเตี๋ยวน้ำไก่อยู่ที่ร้าน พวกเขาชายตามองเจ้าของร้านที่พูดจาแปลก ๆ แล้วก็กลับมาซดก๋วยเตี๋ยวต่อ
พี่น้องทั้งสองรู้ดีว่าเจ้าของร้านและลูกค้าเมื่อครู่กำลังคุยอะไรกัน ตั้งแต่เช้าตรู่ ข่าวเกี่ยวกับดินแดนมิติบิดเบี้ยวก็กระจายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตแล้ว ข่าวที่เกี่ยวข้องมีมากมายจนท่วมท้น
ตอนนี้เรียกได้ว่าแทบทุกคนรู้เรื่องนี้แล้ว ตามท้องถนนก็ได้ยินการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ตลอด
แต่คนทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจหมาป่าขาวที่มีพลังพิเศษเท่าไร ความสนใจของคนส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่เนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องย้อนเวลามากกว่า
หมาป่าขาวตัวใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับใครทั้งนั้น แต่เครื่องจักรเวลาที่สามารถเดินทางข้ามเวลาได้นั้นต่างหากที่แทบจะเกี่ยวข้องกับทุกคน
ทุกคนต่างมีความเสียใจมากบ้างน้อยบ้างกับอดีต และต่างก็อยากจะพยายามชดเชยความเสียใจนั้น และวิธีที่ดีที่สุดในการชดเชยก็คือการข้ามผ่านเวลา
“ตอนนี้ก็รอแค่ผลตรวจเท่านั้น” อวี้มู่หว่านกินบะหมี่อย่างใจเย็น เธอรู้สึกรำคาญผมยาวที่ห้อยลงมากีดขวาง จึงใช้มือทั้งสองรวบผมไปด้านหลังแล้วมัดให้เรียบร้อย
อวี้เซี่ยวหู่ซดบะหมี่ที่ว่ากันว่ามีรสไก่เข้าปากทีละคำใหญ่ ๆ พูดด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“เธอไม่ควรเอากรุ๊ปเลือดของตัวเองไปตรวจด้วยนะ”
“ก็ได้ตรวจพร้อมกันไปเลย จะไม่ปล่อยให้พลาดความเป็นไปได้แม้แต่อย่างเดียว” อวี้มู่หว่านพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ดูเหมือนจะมีความใจเย็นเฉกเช่นนักสืบรุ่นเก่า
แต่ในสายตาของพี่ชายอวี้เซี่ยวหู่แล้ว มู่หว่านก็แค่เด็กสาววัยรุ่นที่ชอบคิดฟุ้งซ่านไปวัน ๆ
แต่จะทำไงได้ ใครใช้ให้เขาเป็นพี่ชายของเธอล่ะ เพราะเป็นพี่ชายก็เลยต้องยอมทำเรื่องโง่ ๆ ไปด้วยกัน
“ฮะ ๆ”
อวี้มู่หว่านเห็นพี่ชายทำหน้าบึ้ง เธอจึงยิ้มหวานแล้วอธิบายว่า “จริง ๆ แล้วฉันก็รู้นะว่าไม่ควรเอาเลือดของตัวเองไปตรวจด้วย
แต่ว่านะ ไม่รู้ทำไมตอนนั้นถึงได้สมองกระตุกนิดหน่อย นึกถึงเนื้อเรื่องในนิยายเล่มหนึ่ง รู้สึกว่าเรื่องของสถานสงเคราะห์นี่ มันต้องมีความเกี่ยวข้องพิเศษอะไรสักอย่างกับฉันแน่ ๆ
พี่ก็รู้นี่ว่าลางสังหรณ์ของฉันอวี้มู่หว่านแม่นยำมาตลอด!”
“นั่นเพราะว่าพวกที่ไม่แม่นน่ะ เธอไม่เคยจำเอาไว้หรอก จำได้แต่พวกที่แม่น!” อวี้เซี่ยวหู่พูดประชดออกมาประโยคหนึ่ง แล้วยกชามขึ้นซดบะหมี่ กินอย่างตะกละตะกลาม
เขาพูดทั้ง ๆ ที่ปากยังเต็มไปด้วยอาหาร
“เรื่องจบแล้ว พวกเราไปดูความคึกคักกันเถอะ หมาป่าขาวตัวนั้นกัดกินแสงดาวได้ในคำเดียว นี่มันเจ๋งมากเลยนะ แต่ท่าทางก่อนโจมตีของมันดูไม่เหมือนพลังพิเศษ ดูคล้ายกับวิชาโบราณมากกว่า โดยเฉพาะคล้ายท่าร่ายเวทของอาจารย์เฉียน”
“ดีเลย” อวี้มู่หว่านพูดพลางกินเส้นไปทีละเส้น
“ไม่กลับบ้านก็ได้ จะไปเที่ยวที่ไหนก็ยินดี”
“เป็นอะไรไป มีใครทำให้เธอไม่พอใจหรือ?”
“เปล่า แค่รู้สึก…ไม่ค่อยสบายใจน่ะ…”
อวี้มู่หว่านไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ความไม่สบายใจก็คือความไม่สบายใจ แม้แต่สาเหตุของความไม่สบายใจ เธอก็ยังพูดไม่ออก
“งั้นก็ไม่ต้องกลับ” อวี้เซี่ยวหู่พูดอย่างจริงจัง
“พอผลการตรวจสอบออกมา และสืบสวนที่นี่ให้เสร็จไปเลย นักสืบใหญ่อย่างเธอจะไปไหนก็ได้ แม้แต่ตอนนี้ถ้าเธออยากไป ฉันก็ไม่มีปัญหา”
“พี่คะ ตามใจฉันเถอะนะ” อวี้มู่หว่านยิ้มมุมปาก
“เรื่องสถานสงเคราะห์จะทิ้งกลางคันไม่ได้นะ นี่เป็นศึกแรกในการสร้างชื่อของฉันในวงการนักสืบ”
“ได้ ๆ กินเร็ว ๆ เข้า เธอแทบไม่ได้แตะตะเกียบเลย” อวี้เซี่ยวหู่กินเสร็จแล้ว กอดอกนั่งหลังตรงบนม้านั่งไม้ ใบหน้าอ่อนโยน
“อ่อ…”
อวี้มู่หว่านกินไปสองคำ มองดูเส้นในชามที่ไม่ได้ลดลงแต่กลับมีท่าทีเพิ่มขึ้น จึงขมวดคิ้ว “ทำไมเส้นพวกนี้ดูเหมือนจะแพร่พันธุ์ได้อย่างไรอย่างนั้น?”
“เส้นมันก็เป็นแบบนี้ล่ะ” คนที่ตอบเธอไม่ใช่อวี้มู่หว่าน แต่เป็นลุงเจ้าของร้านที่กำลังต้มเส้น
“ถ้าไม่พอบอกลุงได้นะ เดี๋ยวลุงเติมให้”
อวี้มู่หว่านขมวดคิ้วเรียว จมูกเล็กย่น พลางเรียกเบา ๆ
“พี่คะ…”
อวี้เซี่ยวหู่ไม่ได้พูดอะไร เขารู้ว่าน้องสาวกำลังจะทำอะไร
“พี่ใจดีจัง” อวี้มู่หว่านเห็นพี่ชายไม่ว่าอะไร รีบตักเส้นในชามของตัวเองใส่ชามเปล่าของอวี้เซี่ยวหู่ที่กินจนหมดเกลี้ยง แล้วยิ้มหวานโชว์ฟัน
“มีความสุขต้องแบ่งปันกัน…”
“ฮะ ๆ…” อวี้เซี่ยวหู่หัวเราะเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู