ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1714 เล็งเป้าหมาย
บทที่ 1714 เล็งเป้าหมาย
จ้าวอู่เจียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแหบแห้ง แฝงไปด้วยกลิ่นอายของการเย้ายวน
“คนที่เกิดมาต่ำต้อยกับคนเกิดมาก็อยู่ในตำแหน่งสูงส่ง คนต่ำต้อยแม้จะใช้ความพยายามทั้งชีวิต บางทีก็ยังไม่อาจมองเห็นแผ่นหลังของคนที่อยู่สูงได้
มีคนสั่งสมความดีทำบุญทั้งชีวิต สุดท้ายกลับจบชีวิตอย่างอนาถ มีคนทำชั่วมากมาย แต่กลับลอยนวลพ้นผิด…
มีคนกินอยู่ไม่ดูแลสุขภาพ แต่กลับอายุยืนร้อยปี มีคนทะนุถนอมชีวิต แต่สุดท้ายกลับอายุสั้น…
มีคนอยากพบหน้าครอบครัวสักครั้ง แต่กลับต้องระเหเร่ร่อนในที่แปลกถิ่น ซึ่งอาจไม่ได้พบกันไปตลอดชีวิต…
มีคนกลับรู้สึกว่าคนรอบข้างช่างน่ารำคาญไม่หยุดหย่อน…
โลกใบนี้มีความไม่เท่าเทียม ดวงดาวมีขนาดใหญ่เล็ก อารยธรรมมีการพัฒนาที่ช้าเร็วต่างกัน คนเรามีทั้งสวยและขี้เหร่…
โลกใบนี้ไม่ได้มีเหตุผล เพราะตัวมันเองก็คือความไร้เหตุผล”
“โลกอาจจะเป็นอย่างนั้น แต่พวกเราสามารถ…” สุ่ยปิงเอ๋อร์ดวงตาสั่นไหว
“พวกเราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น”
จ้าวอู่เจียงมองเห็นเงาของตัวเองในอดีตจากตัวสุ่ยปิงเอ๋อร์ เขายิ้มเบา ๆ
“ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมีเหตุผลในการกระทำ เพราะพวกเขาต้องพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่สำหรับฉันแล้วมันไม่จำเป็น เวลาฉันต่อยใคร ฉันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล
แน่นอนว่าฉันไม่ได้เป็นคนบ้าที่จะเดินไปตบหน้าใครก็ได้ที่เจอ แต่ฉันมีมาตรฐานในการกระทำของตัวเอง”
สุ่ยปิงเอ๋อร์ชะงักงัน เธอดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้ง แต่ยังคิดไม่ออกในตอนนี้ เธอพึมพำว่า
“คุณต้องการจะบอกอะไรฉันกันแน่?”
จ้าวอู่เจียงเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวล เขาโอบไหล่ของสุ่ยปิงเอ๋อร์เข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ
ทั่วร่างของเขาแผ่กลิ่นอายชั่วร้าย
“สาวน้อย ที่ฉันพูดมาทั้งหมดนี้ ฉันอยากจะบอกเธอว่า อย่าเอามาตรฐานของตัวเองไปครอบงำคนอื่น…
นี่คือมาตรฐานของฉัน ไม่ใช่ของเธอ อย่าไปถาม อย่าไปสงสัย”
ชุดรัดรูปสีแดงเข้มของสุ่ยปิงเอ๋อร์ขับเน้นเรือนร่างแนบชิดกับจ้าวอู่เจียง เธอจ้องมองจ้าวอู่เจียงอย่างเหม่อลอย
เธอเริ่มเข้าใจแล้ว มาตรฐานมีไว้ใช้กับตัวเอง ไม่ใช่ใช้กับคนอื่น
เธอสามารถกำหนดว่าตัวเองควรทำอย่างไร แต่ไม่ควรไปกำหนดว่าคนอื่นควรทำอย่างไร
หากสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา อย่านำไปทำกับผู้อื่น กฎเกณฑ์ของตน ก็อย่านำไปใช้กับผู้อื่นเช่นกัน
เธอต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองสามารถทำประโยชน์ให้กับตระกูลได้ ไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่นในตระกูลเลย จึงต้องการดึงจ้าวอู่เจียงมาเป็นพันธมิตรภายนอก แต่เธอไม่ควรบังคับจ้าวอู่เจียงหรือไล่ถามด้วยความสงสัยเมื่อจ้าวอู่เจียงแสดงความคิดเห็นของเขา
การบังคับความคิดผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี
“ฉันแค่อยากให้คุณช่วยเหลือสักหน่อย ตระกูลสุ่ยกำลังถูกกีดกัน เราต้องการคนมาขึ้นบัญชี เพื่อรักษาหน้าและศักดิ์ศรีของตระกูล…”
สุ่ยปิงเอ๋อร์ได้รับอิทธิพลจากพลังปีศาจของจ้าวอู่เจียง เธอค่อย ๆ เปิดใจพูดโดยไม่รู้ตัว
“คนที่ขึ้นบัญชีจะได้รับทรัพยากรจำนวนมากทุกปี ทรัพยากรเหล่านี้ตระกูลสุ่ยจะไม่หักเอาไว้แม้แต่น้อย ให้คุณทั้งหมด และตระกูลสุ่ยยังจะมอบทรัพยากรเพิ่มเติมให้คุณด้วย
ด้วยทรัพยากรเหล่านี้ คุณจะสามารถเพิ่มพลังได้เร็วขึ้น”
จ้าวอู่เจียงแผ่พลังปีศาจที่มองไม่เห็นออกมา พลางโอบเอวของสุ่ยปิงเอ๋อร์อย่างแยบยล
“ทำไมถึงชวนฉันล่ะ? คนที่มีคุณสมบัติตรงกับที่ตระกูลของเธอต้องการคงมีไม่น้อย”
สุ่ยปิงเอ๋อร์ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าท่าทางของเธอกับจ้าวอู่เจียงดูเกินเลยไป แต่กลับรู้สึกแค่ผ่อนคลายและสบายใจ พร้อมจะพูดทุกอย่าง
เธอพูดอธิบายว่า
“เพราะคุณมีพลังที่แข็งแกร่งพอ และยังมีองค์จักรพรรดิหนุนหลัง ถึงฉันจะไม่รู้เขาว่าเป็นใคร แต่จากคำพูดของคุณ ก็สามารถคาดเดาได้ว่าพวกคุณยังไม่ได้ถูกใครดึงตัวไปเป็นพวกอย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุณเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ดีที่สุดที่เราควรดึงตัวมาร่วมมือในตอนนี้
และฉันรู้สึกว่าคุณเป็นคนที่มีขอบเขต เหมาะที่จะร่วมมือด้วยแล้วจะไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ส่งผลเสียต่อตระกูลสุ่ย”
จ้าวอู่เจียงพูดเสียงทุ้ม “ดังนั้นที่เธออยากได้ช่องทางติดต่อของฉันตั้งแต่แรก ก็เพื่อจะมาร่วมมือกับฉัน ส่วนท่าทางอ่อนหวานขี้อายของเธอ ก็เพื่อใช้เสน่ห์มาหลอกล่อให้ฉันตัดสิน…”
“ไม่ใช่นะ” สุ่ยปิงเอ๋อร์รีบปฏิเสธด้วยแววตาอ่อนหวานเคลือบคลุมด้วยม่านหมอก
“ฉันแค่รู้สึกว่าคุณเป็นคนดี ทั้งหน้าตาและนิสัย…”
จ้าวอู่เจียงตบเอวสุ่ยปิงเอ๋อร์เบา ๆ มุมปากเขามีรอยยิ้มจาง
ตั้งแต่เริ่มพูดคุยกับสุ่ยปิงเอ๋อร์ เกือบทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ล้วนเป็นการล่อหลอกของเขา
คำพูดและการกระทำทุกอย่างของเขา ล้วนดึงสุ่ยปิงเอ๋อร์เข้าสู่ดินแดนรอบกายของเขาอย่างแนบเนียน ทำให้เธอค่อย ๆ จมดิ่งลงไป แสดงตัวตนที่แท้จริงและพูดความจริงออกมา
สาเหตุที่เขาทำเช่นนี้ เพราะตั้งแต่แรกเขาก็คิดไว้แล้วว่าต้องหาจุดยึดเหนี่ยวใหม่
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลโม่ที่ผ่านมา หรือสมาคมนักล่าสี่ทิศที่จ้าวเจียงสังกัดอยู่ ซีเหมินฉางชิ่ง หรือแม้แต่มหาเศรษฐีต้าคุนที่ ‘ยอมจำนน’ ต่อเขา หลังจากที่คิดทบทวนแล้วเขาก็พบว่าไม่เหมาะสม เพราะคนพวกนี้และกระแสพลังต่างเกี่ยวพันกับตัวตนของจ้าวเจียงมาตั้งแต่แรก
เขาต้องการจุดยึดเหนี่ยวใหม่ที่เป็นของตัวเองโดยเฉพาะ เพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และผสานเข้ากับอาณาเขตพันดาราได้เร็วขึ้น
ดังนั้นแทนที่จะพูดว่าสุ่ยปิงเอ๋อร์จับตาดูเขา น่าจะเป็นว่าเขาต่างหากที่เล็งเธอเอาไว้ตั้งแต่แรก
เขาถึงได้อยากทำความเข้าใจนิสัยที่แท้จริงของสุ่ยปิงเอ๋อร์ เพื่อเดินตามแผนการครั้งต่อไป