ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1737 คนจริงจังที่ไหนจะมาทำเรื่องล่อแหลมล่ะ?
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 1737 คนจริงจังที่ไหนจะมาทำเรื่องล่อแหลมล่ะ?
บทที่ 1737 คนจริงจังที่ไหนจะมาทำเรื่องล่อแหลมล่ะ?
“มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?
ผู้อ่านต้องการมาติดตามเรื่องราว จะมาล่อแหลมอะไรกัน?มีเรื่องอะไรที่ต้องมาล่อแหลมด้วย?
นักเขียนคนนี้เขียนไม่เป็น ไม่ต้องเขียนก็ได้!
เรื่องล่อแหลมแบบนี้มีคนชอบอ่านด้วยเหรอ คนจริงจังที่ไหนจะมาชอบอ่านเรื่องล่อแหลมแบบนี้?”
“จริง ๆ นะ บทความประเภทเอาใจผู้ชายแบบนี้ ต่อไปเจอเรื่องไหนฉันจะแจ้งลบทุกเรื่อง!”
“ฉันนี่แหละชอบอ่านเรื่องล่อแหลมแบบนี้ที่สุด อะไรคือเอาใจผู้ชาย? นี่เรียกว่าตรงกลุ่มเป้าหมายต่างหาก!” มีคนตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นตะโกนด้วยความโกรธ
“โอ้โห้ หัวร้อนแล้วเหรอ? บทความนี้ไม่ใช่นายเขียนหรอกเหรอ? ผู้ชายไร้สาระ!”
“รอดูเถอะ เดี๋ยวไปโพสต์ในเสี่ยวหลานซู พี่น้องครับ ใครเข้าใจบ้าง วันนี้ออกไปกินข้าว เจอผู้หญิงไร้สาระสองคน”
“ไอ้พวกชอบอ่านเรื่องล่อแหลมมันก็แค่คนลามก จะเป็นคนดีได้ยังไงกัน แถมยังมาเรียกพี่น้องใครเข้าใจบ้าง พวกผู้ชายอย่างพวกนายนอกจากโพสต์ในเสี่ยวหลานซูหาพวกเดียวกันแล้ว ยังทำอะไรเป็นอีกล่ะ?”
“อะไรคือคนชอบอ่านเรื่องล่อแหลมจะเป็นคนดีได้ยังไง? ตัวเธอก็เกิดมาจากเรื่องล่อแหลม ถ้าพ่อแม่เธอไม่ทำเรื่องล่อแหลม เธอก็แค่กองอึ แค่หยดน้ำที่เปื้อนบนกระดาษเท่านั้น”
“การทำเรื่องล่อแหลมทำให้อารมณ์ฉันดี ทำให้น้องชายฉันตื่นเต้น มันผิดตรงไหน?”
“พวกเราผู้อ่านเหนื่อยมาทั้งวันจากการทำงาน เรียนหนังสือ เจอเรื่องกลุ้มใจมาทั้งวัน มาอ่านเรื่องล่อแหลมผ่อนคลายบ้าง แล้วมันผิดตรงไหน?”
“คนเราต้องมีวินัย มีความภาคภูมิใจและรักตัวเอง!”
“รักบ้าอะไรล่ะ ทำตัวคร่งครัดขนาดนั้นไปทำไมกัน?!”
“…”
ความทุกข์สุขของคนเรานั้นไม่ได้เชื่อมโยงกัน อวี้มู่หว่านที่กำลังทานอาหารเย็นอยู่กับพี่ชายอวี้เซี่ยวหู่ ก็รู้สึกว่าเสียงทะเลาะกันของคนสามคนข้าง ๆ นั้นช่างน่ารำคาญ
หลังจากที่ค่อย ๆ เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น อารมณ์ของเธอก็ตกต่ำลงเรื่อย ๆ
“พี่คะ เห็นข่าวล่าสุดหรือยัง?”
อวี้เซี่ยวหู่ชะงักการตักข้าวไปชั่วขณะ ข่าวล่าสุดเขาเห็นแล้วแน่นอน ทางการได้ยืนยันว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสืบสวนกรณีที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของผู้คนและการค้าอวัยวะของกระแสพลังต่าง ๆ อย่างเช่น ตระกูลโม่…
ความรู้สึกที่พบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ที่เน่าเฟะนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย มันทำให้รู้สึกหมดกำลังราวกับถูกโลกทอดทิ้ง และกลายเป็นบาดแผลในใจที่ไม่อาจเยียวยาได้
อวี้เซี่ยวหู่เข้าใจความรู้สึกนั้นดี เขายิ้มเล็กน้อยแล้วพยายามเปลี่ยนเรื่อง
“พี่เห็นแล้ว พูดตามตรงนะ คนเขียนบทความไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ เขียนแบบล่อแหลมก็ดีอยู่หรอก แต่โดยรวมแล้วยังไม่ถึงระดับมือสองด้วยซ้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่าได้เป็นนักเขียนประจำของทางการได้ยังไง”
“พี่คะ…”
อวี้มู่หว่านยิ้มขื่น ๆ เด็กสาววัยมัธยมที่เคยเต็มไปด้วยพลังงานคนนี้ ตอนนี้ดูเหี่ยวเฉาเหมือนมะเขือเทศที่โดนน้ำค้างแข็ง ดูไม่มีเรี่ยวแรง เธอถามว่า
“พวกเราต้องไปดูที่ตระกูลโม่ไหม?
ฉันนึกถึงหรานหร่านกับเสี่ยวหลี ฉันอยากถามบางเรื่องกับพวกเธอด้วยตัวเอง…”
อวี้เซี่ยวหู่เคี้ยวอาหารในปากอย่างไร้รสชาติ ก่อนจะพูดว่า “อย่าไปจะดีกว่า ตอนนี้ตระกูลโม่กำลังอยู่ในจุดวุ่นวายมาก…” เขามองน้องสาวแวบหนึ่งแล้วเปลี่ยนน้ำเสียงพูด
“แต่ถ้าเธออยากไป พี่จะไปด้วย”
อวี้มู่หว่านมีสีหน้าซีดเซียวหมองคล้ำ พยักหน้าช้า ๆ
“ขอบคุณค่ะพี่”
ความทุกข์และความสุขไม่อาจเข้าใจกันได้ นอกจากอวี้เซี่ยวหู่แล้ว ก็ไม่มีใครเต็มใจที่จะเข้าใจความรู้สึกของอวี้มู่หว่าน ส่วนลูกค้าคนอื่น ๆ ที่อยู่ไม่ไกลยังคงทะเลาะกันต่อ แถมมีทีท่าว่าจะลงไม้ลงมือกัน
“ฉันจะพูดตรง ๆ เลยนะ ถ้าจะมาจริงจังกับเรื่องนี้ ทำให้ฉันโมโห พวกแกอย่าหวังว่าจะได้ดี!”
“แกน่ะน่าเกลียด มาพูดตรง ๆ? แกพูดแค่นี้เองเหรอ? แถมยังบอกว่าจะไม่ให้ใครได้ดี? ใครจะกลัวใครล่ะ! มาเลย!”
“มา! มาสิ แตะฉันสิ! วันนี้แกกล้าแตะฉันแม้แต่นิดเดียว ถ้าไม่มีเงินแปดแสนถึงล้าน เรื่องนี้อย่าหวังว่าจะจบ!”
“แกนี่เก่งแต่นอนดิ้นอยู่กับพื้นรึไง?”
“…”
อวี้เซี่ยวหู่เหลือบมองภาพที่เริ่มจากการทะเลาะแล้วเกือบจะลงไม้ลงมือ จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายนอนดิ้นอยู่กับพื้นโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ ชายร่างกำยำที่ดูหยาบกร้านแต่จิตใจละเอียดอ่อนผู้นี้ถอนหายใจอย่างหนัก
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรกันที่ความก้าวร้าวในสังคมนี้เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนพร้อมที่จะทะเลาะกันเพียงเพราะความคิดเห็นไม่ตรงกัน พร้อมที่จะขัดแย้งและยกระดับปัญหาให้บานปลาย
ทุกคนดูเหมือนจะไม่มีความสุขกับชีวิตของตัวเอง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงนี้ ดูเหมือนจะเป็นลางบอกเหตุว่าอาณาเขตพันดารากำลังประสบกับความวุ่นวายมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความโกลาหลครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง…